บทที่ 18: การรวมตัวของเหล่าอัจฉริยะ
ภายใต้การนำของผู้าุโหลี่ หลินฟานได้เดินทางมาถึงลานกว้างสำหรับจอดยานพาหนะของสำนัก ที่นั่น "เรือเหินเวหา" ลำหนึ่งซึ่งมีรูปร่างคล้ายเรือสำเภาแต่สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้กำลังจอดรออยู่แล้ว มันคือศาสตราปราณประเภทบินได้ขนาดใหญ่ที่จะนำพวกเขาไปยังทางเข้าแดนลับ
เมื่อเขาขึ้นไปบนเรือ ก็พบว่ามีศิษย์อีกสิบเก้าคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่หลินฟานปรากฏตัวขึ้น ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขาเป็จุดเดียว
ศิษย์ทั้งสิบเก้าคนนี้คือหัวกะทิที่แท้จริงของสำนักเมฆาคราม... ในบรรดาผู้ที่ยังคงอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณ พวกเขาทั้งหมดเป็ศิษย์ชั้นในระดับสูงที่มีระดับพลังอยู่ที่ขั้นที่ 7 ขึ้นไป และถูกคัดเลือกมาอย่างดีเพื่อภารกิจสำคัญในครั้งนี้
"นั่นคือหลินฟานรึ? คนที่ท่านผู้าุโหลี่มอบโควต้าให้เป็พิเศษน่ะ" ศิษย์คนหนึ่งกระซิบกับเพื่อน
"ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตรวบรวมปราณได้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ จะไปทำอะไรในแดนลับได้? คงจะเป็แค่ตัวถ่วงพวกเราเปล่าๆ" ศิษย์อีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
ผู้นำของกลุ่มศิษย์ในครั้งนี้คือชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีฟ้าเข้ม เขามีใบหน้าที่สุขุมและกลิ่นอายที่มั่นคงดุจขุนเขา เขาคือ "เว่ยเฉิน" ศิษย์ชั้นในอันดับหนึ่ง ผู้มีระดับพลังอยู่ที่จุดสูงสุดของขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่ 9! เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์ที่ถูกส่งตัวไปในครั้งนี้
เว่ยเฉินปรายตามองหลินฟานแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้เล็กน้อยเป็การทักทาย ในฐานะผู้นำ เขารู้เื่ราวของหลินฟานมาบ้าง แต่เขาก็ยังคงรอดูผลงานที่แท้จริงมากกว่าจะตัดสินใครจากข่าวลือ
หลินฟานไม่ได้สนใจสายตาดูแคลนหรือสงสัยเ่าั้ เขารู้ดีว่าในโลกของผู้ฝึกตน การพิสูจน์ตัวเองที่ดีที่สุดคือการใช้ "ความแข็งแกร่ง" ไม่ใช่คำพูด เขาเดินไปหาที่ว่างที่มุมเรือแล้วนั่งลงขัดสมาธิ หลับตาลงทำสมาธิราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้าุโหลี่กล่าวให้โอวาทครั้งสุดท้าย "จงจำไว้ เป้าหมายหลักของเราคือผลแก่นิญญา แต่ชีวิตของพวกเ้าสำคัญที่สุด! ในแดนลับจงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และระวังคนจากนิกายอื่นให้ดี!"
พูดจบ เรือเหินเวหาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูง
ผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดมันก็มาถึงหุบเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีพลังปราณปั่นป่วนอย่างรุนแรง ที่นั่น มีเรือเหินเวหาของนิกายอื่นอีกสองลำจอดรออยู่แล้ว
ลำหนึ่งเป็เรือสีแดงฉานที่แผ่ไอร้อนออกมาตลอดเวลา บนเรือนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ที่สวมอาภรณ์สีแดงเพลิง นั่นคือ "สำนักเพลิงผลาญ"
อีกลำหนึ่งเป็เรือสีเงินยวงที่ดูงดงามและเย็นเยียบ บนเรือเต็มไปด้วยศิษย์หญิงที่มีรูปโฉมงดงามแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่เ็า นั่นคือ "หุบเขาจันทรา"
เมื่อเรือของสำนักเมฆาครามมาถึง ร่างของ "เยี่ยเฟิง" อัจฉริยะอันดับหนึ่งรุ่นใหม่แห่งสำนักเพลิงผลาญก็ะโลงมาจากเรือของเขาทันที เขายืนกอดอกอยู่กลางอากาศ จ้องมองมายังเรือของสำนักเมฆาครามด้วยสายตาท้าทาย
"เว่ยเฉิน! ข้านึกว่าสำนักเมฆาครามจะส่งคนที่เก่งกว่านี้มาเสียอีก! หรือว่าอัจฉริยะของพวกเ้ากลัวจนไม่กล้ามากันหมดแล้ว!" เยี่ยเฟิงะโเรียกชื่อผู้นำกลุ่มของสำนักเมฆาครามอย่างไม่เกรงใจ
เว่ยเฉินลืมตาขึ้นแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "เยี่ยเฟิง เก็บแรงของเ้าไว้สู้กับสัตว์อสูรข้างในจะดีกว่า"
ทันใดนั้น สายตาของเยี่ยเฟิงก็กวาดไปเห็นหลินฟานที่นั่งอยู่อย่างสงบ เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน "นั่นคงจะเป็ 'ไพ่ตาย' ที่พวกเ้าภูมิใจนักหนาสินะ? ส่งคนที่เพิ่งจะอยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นกลางเข้าไป... พวกเ้าคิดจะส่งเขาไปเป็อาหารให้สัตว์อสูรรึไง!"
คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้งนี้ทำให้ศิษย์ของสำนักเมฆาครามหลายคนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
หลินฟานค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขามองไปยังเยี่ยเฟิงที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยสายตาที่สงบนิ่งราวกับกำลังมองคนโง่คนหนึ่ง
"คนที่พูดมาก มักจะตายเร็ว" หลินฟานกล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่กลับชัดเจนจนทุกคนได้ยิน
"เ้าว่าอะไรนะไอ้สวะ!" เยี่ยเฟิงคำรามลั่น เปลวเพลิงปะทุขึ้นรอบตัวเขาด้วยความโกรธ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะตึงเครียดไปกว่านี้ ประตูมิติที่บิดเบี้ยวอยู่ใจกลางหุบเขาก็พลันส่องสว่างวาบขึ้น!
ผู้าุโจากทั้งสามนิกายกล่าวขึ้นพร้อมกัน "ทางเข้าแดนลับเปิดแล้ว! เตรียมตัวเข้าไปได้!"
บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที จิตสังหารและความมุ่งมั่นเข้าแทนที่ความขัดแย้งเมื่อครู่นี้ เหล่าอัจฉริยะจากทั้งสามนิกายต่างเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าไปในประตูมิติ
การต่อสู้แย่งชิงสมบัติล้ำค่าในแดนลับโบราณ... ได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็ทางการ!