หลังจากแยกตัวจากพวกดร๊อกป้า โอบงเดินตรงไปยังอาคารดำเนินงาน
อาคารดำเนินงานทำหน้าที่บันทึกการทำงานประจำวันของผู้รับใช้จากครัวเรือนราวหนึ่งร้อยหลัง ก่อนจะส่งบันทึกทั้งหมดไปยังฝ่ายลงทัณฑ์เพื่อการตรวจสอบ
สำหรับโอบง เขาไม่ได้มองว่าขั้นตอนเหล่านี้เป็เื่เกินความจำเป็ เพราะงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันไม่ได้มากจนเกินกำลัง
เมื่อเด็กๆ อายุครบสิบสองปี จะได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติในการควบคุมธาตุ หากไม่ผ่านการตรวจสอบ พวกเขาจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างเด็กทั่วไปจนถึงอายุสิบหกปี ก่อนจะได้รับการมอบหมายงานตามความสามารถของตนเอง
สำหรับโอบง ผู้ไม่มีความสนใจหรือความสามารถพิเศษใดๆ ั้แ่ยังเด็ก งานที่ได้จึงเป็เพียงการตัดไม้
แต่โอบงไม่เคยรู้สึกว่ามันเลวร้าย เพราะเขาได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องคนอื่นๆ อยู่เสมอ
ในบรรดาพี่น้องทั้งห้าคน โอบงเป็น้องเล็กสุด ลำดับที่ห้า ส่วนลำดับสี่คือลากู ชายร่างสูงผู้ชอบหยอกล้อเขาเสมอ ลำดับสามคือฮาซัน ชายผู้มักจะยิ้มให้ทุกคน แม้ตอนนี้จะสูญเสียรอยยิ้มนั้นไปแล้วก็ตาม ลำดับสองคือตวน ชายผู้ชอบพูดจาโผงผางแต่ใจกว้างที่สุดในกลุ่ม โดยมีอัสมะเป็พี่ใหญ่ที่คอยปกป้องพวกเขาทุกครั้งที่เกิดเื่
แม้ว่าพวกเขาจะเรียกกันว่าพี่น้อง แต่ความจริงแล้วมีเพียงอัสมะและฮาซันเท่านั้นที่มีสายเืเดียวกัน ส่วนคนอื่นล้วนเข้ามาในกลุ่มในสถานการณ์ต่างกัน แต่รู้ตัวอีกที่พออยู่ด้วยกันไปนานก็กลายเป็เหมือนครอบครัวเดียวกัน
ตอนนี้คนที่เข้าไปในหอดำเนินการไม่ค่อยเยอะ เพราะหลายคนยังไม่เสร็จงาน
โอบงก้าวขึ้นบันไดไม้เก่าของอาคาร เสียงไม้ลั่นดังเบาๆ ทุกย่างก้าว ด้านหลังของโต๊ะไม้ยาว มีผู้หญิงห้าคนนั่งเว้นระยะห่างกัน
สายตาของโอบงไปหยุดลงที่ผู้หญิงคนที่สี่ ร่างท้วม หน้าตาดูอบอุ่น ข้างหน้าเธอยังว่างอยู่ เขายิ้มกว้างเมื่อพบเห็นคนที่้ารายงานว่างพอดี
“พี่ไม ข้ามารายงานประจำวัน”
โอบงเห็นดังนั้นก็เดินเข้าไป แล้วกล่าวกับอย่างนอบน้อม
“วันนี้เสร็จช้ากว่าปกตินะโอบง พวกเ้าแอบไปทำอะไรกันมาเมื่อคืน? แม้แต่เ้าหมูอ้วนนั้นยังกลับบ้านมามืดค่ำ”
ไมกล่าวอย่างหัวเสีย เธอเป็ภรรยาของตวน
“คือ…พวกเราไปบ้านพี่ฮาซันมา มันเป็เื่เกี่ยวกับซูไลฮา”
โอบงพูดพลางก้มหน้า เื่ที่พวกเขาวางแผนข่มขู่ยานั้นเป็แผนที่รู้กันแค่ห้าคน
“ทำไม อาการซูไลฮาแย่ลงเหรอ?”
เมื่อไมได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็เศร้าในทันที เด็กสาวตัวน้อยหมดสติไปสักพักแล้ว ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็หมดปัญญา
“เปล่า เธอยังเหมือนปกติ แต่อาจจะมีโอกาสฟื้นขึ้นในอีกไม่กี่วัน”
โอบงเงยหน้าขึ้นมากล่าว
“จริงเหรอ!?”
ไมโผล่พรวดออกมาจากที่นั่ง
“แค่ก แค่ก! แค่อาจจะเท่านั้น”
โอบงกระแอมไออย่างเขินอายเมื่อพบว่าสายตารอบห้องหันมอง
หญิงร่างท้วมรีบกลับไปนั่งที่เดิมพลางลดเสียงลง “งั้นเหรอ… แต่ถึงยังไงก็ถือเป็ข่าวดี ข้าหวังว่าเด็กคนนั้นจะฟื้นขึ้นมาเร็วๆ” เธอกล่าวเสียงแ่ แต่ยังมีประกายความหวังในดวงตา
โอบงพยักหน้ารัวๆ ก่อนกล่าว “ข้าก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน งั้นข้าเริ่มรายงานเลยนะพี่สะใภ้”
ไมกล่าว “ไปเถอะโอบง เป็พื้นที่เดิมใช่ไหม เดี๋ยวข้าจัดการให้”
โอบงส่ายหัว “ไม่ๆ วันนี้ข้าเปลี่ยนโซนใหม่…แถมข้าก็ไปตัดไม้กับคนอื่นอีก ข้าจึงมารายงานเผื่อพวกเขาด้วย”
ปากกาขนนกในมือไมหล่นลงพื้น เธอมองหน้าโอบงด้วยความประหลาดใจ เพราะโอบงที่เธอรู้จักมักตามหลังพี่ชายคนอื่นราวกับลูกเจี๊ยบตามแม่ไก่
โอบงหน้าแดงก่ำ แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าไมคิดอะไรอยู่ แต่เขาทำได้เพียงเริ่มรายงานรายละเอียดของงานตามปกติ หวังจะให้เสร็จโดยเร็ว ทว่าทุกอย่างกลับเป็ไปอย่างเชื่องช้า เพราะเขาอ่านและเขียนไม่คล่อง
ในนาทีนี้เอง โอบงนึกเสียใจที่ในอดีตตัวเองไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ
เวลาราวกับยืดยาวออกไป พร้อมกับคำซักไซ้ของพี่สะใภ้ไม
เมื่อรายงานจบลง โอบงรีบก้าวลงบันได เพื่อหลบหนีสายตาเต็มไปด้วยคำถามของไม่
แต่ยังไม่ทันจะรู้สึกโล่งใจดี เมื่อออกมาข้างนอก เขาก็พบว่าลากูยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า ในมือถือห่อข้าวอยู่หลายห่อ
ทันใดนั้น โอบงก็พบว่าเขาลืมบางสิ่งไป
….
….
ดร๊อกป้าและอาโปย่อมไม่รู้ถึงความวุ่นวายของโอบงหลังจากแยกจากพวกเขา ตอนนี้ทั้งสองเดินมายังลำธารที่ไหลคดเคี้ยวระหว่างอารามกับแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่ในป่าทึบ
น้ำในลำธารสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ เป็ประกายระยิบระยับ เสียงน้ำไหลเอื่อยกระทบกับโขดหินสร้างบรรยากาศสงบเงียบ นับเป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้มาที่นี่ เพราะไม่เพียงแต่มีเวลา ดร๊อกป้ายังรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน หลังจากไม่ได้เหนื่อยล้าจากการตัดไม้เหมือนทุกวัน สำหรับคนที่เติบโตมากับแม่น้ำอย่างเขา การใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวตลอด่ที่ผ่านมาแทบจะเป็การทรมานอย่างหนึ่ง เพราะมันไม่เคยเทียบได้กับการััสายน้ำที่แสนจะเย็นสบาย
ในขณะที่ดร๊อกป้าชื่นชมความงามของธรรมชาติ เขาก็เหลือบมองไปข้างๆ และพบว่าอาโปยืนนิ่งจ้องมองไปในทิศทางหนึ่ง
ที่ริมลำธาร บนก้อนหินใหญ่ มีชายชราผมขาวตัวเล็กคนหนึ่งนั่งอยู่ เขามีหนวดเครายาวเฟิ้มจนแทบปิดใบหน้า ดวงตาของเขาปิดลง ราวกับกำลังหลับตาสงบสมาธิ ขณะมือข้างหนึ่งถือคันเบ็ดตกปลาอย่างมั่นคง
ชายชราคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า เขาคือหัวหน้าผู้รับใช้แห่งฝายวารี ผู้าุโเหลียง บุคคลที่ทั้งดร๊อกป้าและอาโปรู้จักดี
ชายหนุ่มผมขาวมองชายชราอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินออกไปเงียบๆ มุ่งตรงไปยังผู้าุโเหลียงบนก้อนหิน
“เ้าจะทำอะไรนะ อาโป?” ดร๊อกป้าถามเสียงเบา แต่น้ำเสียงนั้นแฝงความกังวล
อาโปไม่ได้ตอบคำถาม เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างชายชรา นิ่งมองผมสีขาวของเขาที่ดูคล้ายตัวเองอย่างน่าประหลาด อาโปนั้นไม่ได้เหมือนครั้งแรกที่ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่น
ท่ามกลางความสงสัยนี้ มือของอาโปเอื้อมออกไปจับปลายผมของผู้าุโเหลียง ก่อนจะดึงมันขึ้นมาดูใกล้ๆ
“แม่เ้าเอ๊ย!”
เสียงชายชราดังขึ้นทันทีเมื่อเขาสะดุ้งตื่น ตัวลอยขึ้นจากก้อนหินเพราะแรงดึงของอาโป ชายชราหันขวับพร้อมร้องลั่นด้วยความใ
“อาโป!”
ดร๊อกป้าะโเรียกชื่อเขาเสียงดัง ใบหน้าซีดเผือด ไม่ทันไรชายหนุ่มผมขาวก็ทำอะไรที่เหนือความคาดหมายอีกแล้ว