จางจื่อฟ่านเดินอย่างใจลอยไปตามระเบียงทางเดินหญิงสาวเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยที่ไม่ทันได้สนใจว่ามีใครที่เดินสวนมาจนกระทั่งใกล้จะชนกับแผ่นอกอันกว้างและแข็งแรงนั้นเธอจึงได้รู้สึกตัว หญิงสาวผงะเล็กน้อยก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองว่าคนตรงหน้าเป็ใคร
“เดินใจลอยอะไรครับ ผมยืนอยู่ตรงนี้ตั้งนานคุณยังจะเดินมาชนเอาได้” หมอเฉิงทักเบาๆ
“ขอโทษค่ะฉันไม่ทันได้สังเกตแต่ก็ยังไม่ชนไม่ใช่หรอคะ” จางจื่อฟ่านพูด เงยหน้ามองชายตรงหน้าอย่างไม่หลบสายตา
“ครับก็ยังไม่ชน นี่คุณจะกลับแล้วใช่ไหมครับ” หมอเฉิงถาม
“ใช่ค่ะเพราะพ่อหลับไปแล้วฉันเลยจะกลับ” หญิงสาวตอบ
“คุณยังอยู่เวรต่อใช่ไหมคะ” จางจื่อฟ่านถามกลับบ้าง
“เปล่าหรอกครับผมก็กำลังจะกลับเหมือนกัน” หมอหนุ่มตอบ
จางจื่อฟ่านพยักหน้ารับเป็เชิงเข้าใจ
“จะรังเกียจหรือเปล่าถ้าผมจะเดินไปพร้อมกับคุณด้วย” หมอเฉินถามอย่างสุภาพ
“ไม่รังเกียจหรอกค่ะยังไงก็ต้องเดินออกไปทางเดียวกันอยู่แล้ว” หญิงสาวตอบ
แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากตึกไปพร้อมกันโดยไม่พูดจากันเลยต่างคนต่างอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง หมอเฉิงรอบชำเรืองดูหญิงสาวบ่อยครั้ง ส่วนเธอเองก็รอบชำเรืองดูหมอเฉิงบ่อยครั้งเช่นกันแต่ก็ไม่มีคำใดเล็ดลอดออกมาจากปากของทั้งคู่
“คุณจะกลับบ้านเลยเหรอครับหรือว่าจะแวะที่ไหนอีกหรือเปล่า” หมอเฉิงกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ
“ก็คงจะกลับบ้านเลยล่ะค่ะ ไม่รู้ว่าจะไปไหนฉันคงจากบ้านไปนานจริงๆกลับมาอีกทีก็แทบจะไปไหนไม่ถูกซะแล้ว” เธอพูดพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ หมอถึงชำเรืองมองหน้าเธอทางหางตาเล็กน้อยก่อนจะอมยิ้ม
“ถ้าผมจะชวนคุณไปหาอะไรทานคุณจะรังเกียจไหมครับ” เขาตัดสินใจพูดออกมาอย่างยากลำบากด้วยอาการประหม่า และรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ถึงแม้ว่าขณะนี้กริยาท่าทางของเขาจะยังดูเงียบขรึมก็ตาม
จางจื่อฟ่านหันกลับไปมองหมอหนุ่ม ยังไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง หญิงสาวอึกอักเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่เธอได้ยินมันใช่อย่างที่เธอคิดหรือไม่
“เมื่อกี้คุณว่าอย่างไรนะคะ” จางจื่อฟ่านถามใหม่อีกรอบเพื่อความแน่ใจ
“เอ่อ ผมถามว่าถ้าผมจะชวนคุณไปทานอะไรก่อนกลับบ้านคุณจะรังเกียจหรือเปล่า แต่ถ้าคุณไม่สะดวกก็ปฏิเสธได้เลยครับ” หมอหนุ่มกล่าว
“ได้สิคะ ฉันเองมาบ้านตั้งหลายวันแล้วแต่ยังไม่เคยได้ไปไหนนอกจากมาที่โรงพยาบาลนี่วันนี้กินข้าวนอกบ้านก็ดีเหมือนกันฉันจะขอเป็เ้ามือเลี้ยงหมอเองนะคะในฐานะที่หมอดูแลครอบครัวฉันเป็อย่างดี” จางจื่อฟ่านตอบด้วยรอยยิ้ม
“ยินดีครับ” หมอเฉิงตอบเพราะไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธ และเขารู้สึกโล่งอกที่หญิงสาวไม่ปฏิเสธทำชวนของเขา
ทั้งคู่นั่งรถของหมอเฉิง ขับออกไปที่ชานเมืองเพื่อหาร้านอาหารที่เงียบสงบและบรรยากาศดีๆ หมอเฉิงเลือกร้านธรรมดาร้านหนึ่งแต่บรรยากาศดีมาๆ มองเห็นภาพวิวยามค่ำคืนของเมืองเล็กๆนี้ได้เป็อย่างดี
“ทำไมเลือกร้านเล็กๆล่ะคะ หรือกลัวว่าฉันจะไม่มีเงินจ่ายงั้นเหรอ” จางจื่อฟ่านถามพร้อมกับขมวดคิ้วสงสัย
“เปล่าหรอกครับ ร้านนี้บรรยากาศดี และอีกอย่างอาหารอร่อยด้วยครับ คุณจางไม่ต้องห่วงเพราะวันนี้ผมกะสั่งอาหารเต็มที่อยู่แล้วครับ” หมอเฉิงตอบพร้อมกับหัวเราะในลำคอ
หญิงสาวชำเรืองดูชายตรงหน้าด้วยหางตาเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาโดยที่อีกคนไม่ทันได้สังเกต
เมื่อเข้าไปในร้านทั้งคู่สั่งอาหารมาหลายอย่างและสั่งเหล้ามาด้วย 1 ชุด
“แปลกนะครับไม่คิดว่าคุณจะดื่ม” หมอเฉิงถามขึ้นเบาๆ
“ปกติฉันก็ไม่ดื่มหรอกค่ะแต่วันนี้อยากจะฉลองกับคุณหมอสักหน่อยเพราะถ้าอาการของพ่อดีขึ้นฉันก็คงต้องกลับไปทำงานต่อ อีกนานกว่าจะได้กลับมาอีก ถือโอกาสนี้ขอบคุณหมอซะเลย” หญิงสาวตอบ
หมอเฉิงทำสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับรู้สึกใจหายไม่น้อย ไม่รู้สาเหตุว่าเป็เพราะอะไรทั้งที่ตัวหมอเฉิงเองก็รู้อยู่แล้วว่าจางจื่อฟ่านต้องกลับไปในที่ๆเหมาะกับเธอที่สุดนั่นก็คือการกลับไปเป็นักธุรกิจเต็มตัว
“เร็วขนาดนั้นเลยหรอครับ” หมอหนุ่มพูดพร้อมกับหันไปมองหน้าหญิงสาว
“อาการของพ่อดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรอคะ หรือหมอคิดว่ายังไงคะ” จางจื่อฟ่านเอ่ยถาม
“ใช่ครับอาการของผู้เฒ่าจางดีขึ้นเป็ลำดับ เพียงแต่ผมสงสัยว่าคุณจะไปในเร็วๆนี้ที่ผู้เฒ่าจางเริ่มดีขึ้นเลยหรอ” หมอกล่าว
“ที่จริงฉันก็ยังไม่อยากไปแต่ทำยังไงได้ฉันหยุดงานมานานมากแล้วแล้วตอนนี้พ่อเองก็เริ่มดีขึ้นถ้าหากพ่อออกจากโรงพยาบาลได้ฉันก็ว่าจะบอกพ่อแล้วก็จะเดินทางกลับ” จางจื่อฟ่านอธิบายโดยหันหน้าเหม่อมองไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย
“ทุกอย่างยังไม่แน่นอนหรอกค่ะ เรามาเปลี่ยนเื่กันดีกว่า” จางจื่อฟ่านพูดขึ้นทำลายความเงียบ เมื่อรู้สึกว่าเขารักเธอต่างคนต่างเงียบกันเกินไปจนเริ่มรู้สึกอึดอัด
หญิงสาวจัดการเทเหล้าแล้วส่งให้กับคุณหมอ หมอเฉิงรับมาด้วยรอยยิ้ม จางจื่อฟ่านยกแก้วขึ้นเป็สัญญาณให้ชนแก้ว หมอหนุ่มรีบทำตามทันที ทั้งสองยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะกล่าว
“คิดซะว่าเป็การเลี้ยงส่งฉันนะคะ เพราะจากนี้ไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะได้ทานอาหารด้วยกันแบบนี้” จางจื่อฟ่าคนพูด
“ครับ” หมอเฉิงตอบสั้นๆ
“ถ้าคุณไม่ได้ทำธุรกิจคุณคิดว่าคุณจะทำอาชีพอะไรหรือครับ” หมอหนุ่มเป็ฝ่ายชวนคุยบ้าง
“ฮ่าๆๆฉันนึกไม่ออกเลยทีเดียวถ้าฉันไม่ทำธุรกิจฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะทำอะไรฉันจะมีเป้าหมายในชีวิตหรือเปล่าก็ยังไม่รู้” จางจื่อฟ่านตอบพร้อมกับยิ้มให้
“แล้วคุณล่ะคะถ้าไม่ได้เป็หมอคุณอยากทำอาชีพอะไร” หญิงสาวถามกลับบ้าง
“ผมอยากทำไร่ปลูกผักทำสวนผลไม้อยากเลี้ยงสัตว์บ้างเล็กน้อยอยากมีชีวิตเรียบง่ายในชนบท” หมอเฉิงตอบสายตาเหม่อมองออกไปข้างนอก
“หมอเนี่ยนะอยากทำสวน” หญิงสาวเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“แปลกหรอครับ” หมอหนุ่มถามยิ้มๆ
“ไม่แปลกหรอกค่ะแต่เพราะเป็คุณถึงแปลก” จางจื่อฟ่านตอบพลางยักไหล่
“ผมว่ามันเป็ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขดีนะครับผมไปที่ไร่ของคุณบ่อยๆไปคุยกับผู้เฒ่าจางผู้เฒ่ามักจะพาผมเดินไปตามสวนผลไม้และแปลงผักของท่านผมรู้สึกว่าผมชอบที่นั่นน่ะครับ” หมอหนุ่มตอบ
“อ๋อนี่คงเป็เหตุผลที่ทำให้คุณไปที่บ้านบ่อยๆใช่ไหมคะ” จางจื่อฟ่านถาม
“ครับ ผมชอบไปฟังนิทานของคนแก่ที่มักจะเล่าให้ฟังบ่อยๆเกี่ยวกับเื่ลูกสาวทั้งสาวของเขาโดยเฉพาะลูกสาวคนโตที่แกมักจะคุยฟุ้งเป็พิเศษว่าสวยจนใครๆต้องเหลียวมอง” หมอเฉิงกล่าวด้วยเสียงนุ่มกว่าปกติทำเอาคนฟังถึงกับต้องหันมาสบตากับเขา
“แต่พอคุณเห็นตัวจริงของฉันและคุณผิดหวังเลยใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามทางหัวเราะเบาๆแล้วสะบัดผมไปข้างหลัง
“ไม่เลยครับผมกลับคิดว่าเธอสวยกว่าที่พ่อของเธอเล่าเสียอีก” หมอหนุ่มตอบทั้งสองสบตากันนิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบฉากหน้าเป็ภาพจากแสงไฟของเมืองทั้งเมืองที่ตั้งอยู่เบื้องล่างซึ่งถ้ามองจากตรงนี้แล้วก็จะเห็นภาพวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
และภายในร้านยังจัดอย่างได้สัดส่วนมีความเป็ส่วนตัว ทำให้ทั้งสองนั่งคุยกันโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมองมาที่เขาและเธอ
“อย่าบอกว่าหมอเริ่มเมาแล้ว เพิ่งกินไปไม่กี่แก้วเอง” จางจื่อฟ่านถามพร้อมกับเอียงคอหันไปมอง
“เปล่าหรอกครับ ที่ผมพูดเพราะกลัวว่าจะไม่ได้พูดอีกแล้วต่างหาก” หมอหนุ่มตอบ
“ทำไมถึงจะไม่ได้พูดคะ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย
“เพราะว่าถ้าหากไม่พูดวันนี้อีกไม่กี่วันเธอคงจะไปจากที่นี่แล้วเราอาจจะไม่ได้พบกันอีก” หมอเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
“คุณอยากให้เธออยู่ที่นี่งั้นหรอคะ” จางจื่อฟ่านถาม หญิงสาวมองไปยังแสงไฟที่เมืองด้านล่างอย่างไร้จุดหมาย คำพูดของหมอเฉิงทำให้หญิงสาวรู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
หมอเฉิงไม่ตอบเขานิ่งเงียบ แต่สายตายังคงจ้องไปยังแสงไฟที่ส่องประกายสวยงามในเมืองเบื้องล่างอย่างใช้ความคิด