ตอนที่ 10 หึงหวง
เมื่อไม่อาจระบายความโกรธเคืองกับชายสารเลวผู้นั้น ชุนหยีจึงนำความโกรธเกลียดทั้งหมดไประบายใส่สตรีนางนี้แทน นางไม่รอช้ารีบเดินปรี่เข้าไปผลักสาวใช้ของอีกฝ่ายจนกระเด็นออกราวกับคนเสียสติ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปจิกหัวของคุณหนูหลิวผู้โชคร้ายคนนั้นทันที
“โอ้ย! นี่เ้าทำอะไร ปล่อยข้านะ!” หญิงสาวกรีดร้องขึ้นมาด้วยความใ นางเป็ถึงธิดาของท่านเ้าเมืองมีสถานะสูงส่งเหนือชาวบ้านทั่วไปไหนเลยจะมีใครกล้าทำร้ายนางอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้ได้
ทว่าคุณหนูหลิวเองก็หาใช่คนที่ผู้ใดจะมารังแกได้โดยง่าย แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สัญชาตญาณของสตรีทำให้นางกัดฟันจิกหัวอีกฝ่ายคืนเช่นกัน หญิงสาวทั้งสองนางดึงทึ้งหัวกันหมุนเป็วงกลมอย่างไม่มีใครยอมใคร
สาวใช้ที่ถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้นพอเห็นเ้านายสาวถูกทึ้งหัวกลางตลาดก็รีบลุกขึ้นมาช่วยเ้านายสาวทันที พร้อมตวาดเสียงดังลั่น “นังชั้นต่ำ! ปล่อยคุณหนูของข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
เพียงไม่นานก็เกิดเป็ภาพหญิงสาวสามนางที่ตะลุมบอนกันจนวุ่นวายไปหมด กลุ่มคนที่เดินขวักไขว่อยู่บนถนนต่างก็มารุมดูกันด้วยความสนุกสนาน
อีกทางฝากหนึ่งของโรงเตี๊ยม เฮ่าตู๋เดินตามเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมายังห้องส่วนตัวที่ชั้นสอง ภาพแรกที่ปรากฏอยู่ในสายตาคือหญิงสาวใบหน้ากลมดุจซาลาเปาที่กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพียงลำพัง
แม้ด้านนอกหน้าต่างจะมีเสียงทะเลาะวิวาทตบตีดังไปทั่วบริเวณ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจเรียกคืนสติของนางกลับมาได้ ไหล่เล็กทั้งสองข้างลู่ลงด้วยความห่อเหี่ยวใจ ท่าทางเช่นนั้นดูเหมือนสุนัขตัวน้อยที่รอคอยเ้าของกลับมาก็มิปาน
ดวงตาดำสนิทของชายหนุ่มพลันทอแสงลงไม่น้อย เขาเดินเข้าไปหาภรรยาที่นั่งคอยอยู่ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใช้นิ้วจิ้มที่แก้มนุ่มหยุ่นนั้นเบาๆ “คิดอะไรอยู่”
ปลายนิ้วที่จิ้มลงมาหนักๆ ที่แก้มทำให้ลู่จิวได้สติกลับมาทันที นางเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนที่ดวงตาหม่นแสงนั้นจะเปล่งประกายขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็ใคร “สามี! ท่านกลับมาแล้ว”
“ก็แน่นอนสิ คิดว่าข้าจะทิ้งตัวโง่งมน้อยเช่นเ้าหรือไง” เฮ่าตู๋มองดูภรรยาตัวน้อยด้วยความเอ็นดู
เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วลู่จิวก็เบะปากอย่างแง่งอน “ท่านชอบหาว่าข้าโง่อยู่เรื่อยเลย ใช่สิใครจะไปฉลาดเหมือนแม่นางผู้นั้นเล่า หน้าตาก็งดงามอ่อนหวาน ทั้งยังมีความรู้กว้างขวางอีกด้วย”
“นี่เ้าหึงรึ” เฮ่าตู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ขบขันเล็กน้อย
ลู่จิวหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมพูดอะไรกับชายหนุ่ม เขาไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่นี้นางรู้สึกแย่มากแค่ไหนที่เห็นเขาเลือกไปกับคนอื่น แล้วทิ้งให้นางเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาเพียงลำพัง
“แม่นางหลิวงดงาม ทั้งยังมีความรู้กว้างขวางอย่างที่เ้าพูดมาจริงๆ นั่นแหละ” เฮ่าตู๋เอ่ยออกมาลอยๆ ก่อนจะนั่งลงที่ข้างกายหญิงสาวและเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายจาน ทั้งยังกำชับให้คลุมผ้าม่านกั้นห้องส่วนตัวนี้อีกด้วย
ลู่จิวมองสามีที่นั่งอยู่ข้างกายอย่างตัดพ้อ ดวงตากลมโตเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา ก่อนที่นางก้มหน้าลงด้วยความเศร้าใจ
ชายหนุ่มข้างกายไม่ได้ปล่อยให้นางโศกเศร้านานเกินไป ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ชวนให้หัวใจเต้นแรงออกมา
“แต่น่าเสียดายที่ข้าชมชอบสตรีโง่งม ขี้น้อยใจ ทั้งยังขี้หึงแถวนี้มากกว่า” เฮ่าตู๋เอ่ยขึ้นมาอย่างราบเรียบ ก่อนจะย้ายชามฝั่งตรงข้ามมาวางไว้ตรงหน้าแทน
“ท่านพูดจริงรึ แต่ว่าเมื่อครู่นี้ท่านทิ้งข้าไปหานางนะ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าท่านเลือกนาง” ลู่จิวพูดออกมาด้วยความน้อยใจอย่างปิดไม่มิด
“ข้าถึงบอกอย่างไรว่าเ้าโง่งม หากข้าเลือกนางจะกลับมาหาเ้าทำไมกัน ระหว่างข้ากับนางไม่มีสิ่งใดให้เ้าต้องกังวลหรอก เ้าวางใจได้ ข้าคุยกับนางก็เพราะเื่งานเท่านั้น ก่อนหน้านี้ข้าเคยเป็อาจารย์สอนหนังสือให้กับครอบครัวนาง ได้ยินอย่างนี้สบายใจแล้วหรือยัง หืม?”
เฮ่าตู๋ก้มลงมองดูหญิงสาวข้างกาย ก่อนจะโยกศีรษะน้อยๆ ในอ้อมแขนอย่างแ่เบา “แทนที่เ้าจะเอาสมองน้อยๆ มาสนใจเื่ไร้สาระพวกนี้ เ้าควรเอามันไปกักเก็บความรู้ที่ข้ามอบให้จะดีกว่า เห็นทีข้าไม่อยู่บ้านนานหลายวัน เ้าคงจะไม่ตั้งใจอ่านตำราที่ข้ามอบให้เลยสินะ แม้แต่สำนวนง่ายๆ เช่นนั้นเ้ายังฟังไม่เข้าใจ คืนนี้กลับไปข้าจะเคี่ยวเข็ญเ้าให้หนัก” เฮ่าตู๋เน้นย้ำประโยคสุดท้ายอย่างมีเลศนัย ดวงตาสีดำสนิทของเขาจ้องมองภรรยาอย่างลึกล้ำ
ทว่าในสายตาของลู่จิวแล้ว แววตาของสามีช่างน่าขนลุกจนใจหาย นางอดนึกถึงตอนที่เขาสั่งให้นางคัดตัวอักษรสามพันคำในหนึ่งวันไม่ได้ เมื่อคิดถึง่เวลาที่แสนทรมานนั้นแล้ว ลู่จิวก็เกาะไหล่สามีและทำหน้าตาน่าสงสารราวกับสุนัขตัวน้อยที่กำลังสำนึกผิด “สามี ข้าผิดไปแล้ว ท่านละเว้นข้าเถิดนะ ต่อไปข้าจะไม่ี้เีแล้วจริงๆ ข้าสัญญา”
เฮ่าตู๋แค่นเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่แยแสต่อท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั้นว่า “คืนนี้ข้าไม่ปล่อยเ้าไปแน่”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นลู่จิวก็ไหล่ตกทันที นางหันตัวออกจากอ้อมแขนของเขา ก่อนจะพิงศีรษะเข้าข้างฝาผนังอย่างสิ้นหวัง
แต่แล้วทันใดนั้นเองก็มีเสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามาจากทางหน้าต่างด้วยความเกรี้ยวกราดว่า “นังบ้า! ปล่อยข้านะ เสี่ยวชิงรีบไปแจ้งคนของท่านพ่อให้มาจับตัวนังชั้นต่ำผู้นี้ไปลงโทษซะ เป็แค่นางโลมชั้นต่ำกล้าดีอย่างไรมาทำร้ายบุตรสาวท่านเ้าเมืองเยี่ยงข้า!”
เพี๊ยะ!
“โอ๊ย! นังบ้าเ้ากล้าตบข้ารึ อย่าอยู่เลย” หญิงงามที่ถูกตบจนใบหน้าบวมเปล่งพุ่งตัวเข้าไปจิกทึ้งอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
ลู่จิวมองดูภาพหญิงสาวที่ตบตีกันอย่างดุเดือดอยู่บนพื้นถนนด้วยความสงสัย เมื่อเห็นชายอาภรณ์สีชมพูงดงามนั้นแล้ว นางก็อดนึกถึงบุตรีท่านเ้าเมืองที่เข้ามาทักทายสามีของนางเมื่อครู่ไม่ได้ ก่อนจะชี้นิ้วไปทางสตรีทั้งสองนางที่ตบตีกันอยู่และเอ่ยด้วยความไม่แน่ใจว่า “นั่นใช่...”
พรึบ!
ฉับพลันนั้นภาพตรงหน้าก็ถูกตัดขาดทันที ลู่จิวมองดูช้อนที่อยู่ตรงหน้าสลับกับผ้าม่านที่ถูกปิดโดยฝีมือของชายหนุ่มข้างกายด้วยความมึนงง นี่เขาปิดผ้าม่านทำไมกัน?
แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไร ก็ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบของเขาเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่แยแสต่อเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทด้านล่างว่า “ก็แค่สตรีสองคนตบกันเท่านั้น ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหน เ้าลองชิมไก่แช่เหล้านี้ดูหน่อยเถิด หากเป็ไปได้ข้าก็อยากชิมฝีมือเ้าบ้าง”
เมื่อได้ยินสามีเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว ลู่จิวก็อ้าปากรับเนื้อไก่ที่ชุ่มฉ่ำตรงหน้าเข้าปากทันที ก่อนจะลืมเื่ราวทุกอย่างและตั้งใจวิเคราะห์รสชาติอาหารจานนี้อย่างตั้งใจจนชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
พอเป็เื่อาหาร นางมักจะลืมเลือนทุกอย่างจริงๆ
ลู่จิวครุ่นคิดเพียงไม่นานก็เอ่ยออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกายว่า “สุราดอกท้อผสมกับดอกป๋ายจื่อและน้ำผึ้ง หมักบ่มรวมกันนานกว่าสามสิบวัน ส่วนเนื้อไก่นั้นจะต้องเป็ไก่ที่ยังไม่เคยตกไข่เท่านั้นจึงจะได้เนื้อที่เต่งตึงไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเช่นนี้ จากนั้นค่อยนำเหล้าที่หมักจนได้ที่มาราดลงบนไก่ต้มสุก แล้วแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนจะทำให้สุราหอมซึมลึกเข้าไปในเนื้อไก่ ทำให้มีรสชาติหอมหวานอันเป็เอกลักษณ์กระจายไปทั่วโพรงปาก รวมถึงเนื้อไก่มีความนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้น อืม อร่อยจัง...”
ถึงแม้นางจะโง่เขลาในเื่การท่องตำรา แต่ถ้าเป็เื่ทำอาหาร เพียงแค่ปลายลิ้นัั นางก็สามารถจำแนกได้เลยว่าส่วนผสมในการปรุงอาหารจานนั้นมีอะไรบ้าง
“เก่งมากเด็กดี” เฮ่าตู๋ลูบศีรษะเล็กน่าเอ็นดู ก่อนจะตักอาหารจากอื่นให้นางวิเคราะห์ต่อ หางตาก็เหลือบมองผ่านผ้าผ่านที่ถูกสายลมปลิวพลิ้วไหวลงไปยังเหตุการณ์ชุลมุนด้านล่าง ฉับพลันนั้นมุมปากของเขาก็คงขึ้นเป็รอยยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นหญิงงามถูกสตรีท่าทางดุร้ายผู้นั้นตบเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มนั่งชมภาพสตรีสองนางทะเลาะวิวาทสลับกับดูแลหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยความเพลิดเพลินใจ ไม่นานนักก็มีคนไปตามทหารมาช่วยแยกตัวพวกนางออกจากกัน
ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำย้อนกลับมามองดูสตรีในอ้อมแขนที่พูดจ้อไม่ยอมหยุดแวบหนึ่ง
หากจะมีใครบอกว่านางโง่เขลา ก็คงเป็เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นไม่มีสิทธิมาว่าตัวโง่งมน้อยของเขา...
หลังจากที่กินข้าวเสร็จได้ไม่นาน ทั้งสองก็ได้เดินทางกลับไปที่หมู่บ้าน ลู่จิวลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูเพื่อรอให้สามีนำรถม้าไปเก็บ แล้วจึงค่อยเดินเข้าบ้านหลังเล็กไปด้วยกัน
เฮ่าตู๋เดินถือของใช้เข้ามาในบ้าน ก่อนจะเห็นแผ่นหลังของภรรยารีบวิ่งไปที่ครัว นางจัดการต้มน้ำร้อนก่อนเป็อันดับแรกสลับกับเข้าไปเตรียมตักน้ำเย็นพักรอไว้ในอ่างอาบน้ำไม้
หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาลู่จิวก็เข้าใจวิถีชีวิตของสามีเป็อย่างดี ไม่ว่าอากาศจะหนาวหรือร้อน เขาก็มักจะอาบน้ำก่อนเข้านอนเสมอ เมื่อก่อนนางเคยคิดว่าเขาทำตัวยุ่งยาก แต่หลังจากที่เป็สามีภรรยากัน นางก็ติดนิสัยนี้มาจากเขาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อต้มน้ำเสร็จแล้ว ลู่จิวก็เอ่ยขึ้นมาว่า “สามีน้ำร้อนต้มเสร็จแล้ว ท่านรีบเข้าไปรอในห้องน้ำก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะยกน้ำเข้าไปให้”
พอพูดจบแล้ว ลู่จิวก็เตรียมที่จะยกถึงน้ำขึ้นมา แต่แล้วก็มีมือใหญ่เข้ามาชิงตัดหน้านางและยกถังน้ำไปเสียก่อน ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำพราวเสน่ห์เอ่ยขึ้นมาว่า “เ้าอาบก่อน”
ลู่จิวมองสามียกถังน้ำเดินผ่านหน้าของนางไปด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะเดินตามหลังเขาไปติดๆ “ขอบคุณนะสามี อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”
มีสามีคอยดูแลเอาใจใส่มันดีอย่างนี้นี่เอง ลู่จิวมองดูท่อนแขนแกร่งที่ยกถังน้ำขึ้นมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะแอบลอบทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มเพียงลำพัง
เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของสามีเดินออกไปจากห้องน้ำแล้ว ลู่จิวก็ไม่รอช้ารีบถอดเสื้อผ้าบนร่างกายออกและนำไปแขวนไว้มุมหนึ่งของห้องน้ำ ก่อนจะเดินกลับมาตักน้ำเย็นผสมกับน้ำร้อนในอ่างแยกใส่อีกกะละมังแทน แล้วค่อยใช้กระบวยตักน้ำขึ้นมาชำระล้างร่างกาย
นางรู้ดีว่าอีกประเดี๋ยวสามีจะต้องใช้อ่างอาบน้ำ ดังนั้นนางจึงไม่อยากให้น้ำในถังต้องแปดเปื้อนคราบสบู่เสียก่อน นางไม่อยากให้เขารู้สึกว่านางดูสกปรก จึงได้รักษาทุกสิ่งให้ดูสะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
ลู่จิวนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กข้างอ่างอาบน้ำและใช้เม็ดสบู่ขัดถูตัวเอง ไออุ่นจากน้ำร้อนที่กระจายไปทั่วห้องทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย ผิวกายขาวผ่องถูกย้อมจนกลายเป็สีชมพูระเรื่อเปล่งปลั่งอย่างช้าๆ
เสียงน้ำที่ซัดสาดข้างหู รวมถึงควันสีขาวที่ลอยระเรื่ออยู่ภายในห้องอาบน้ำ ทำให้ลู่จิวไม่ทันสังเกตว่ามีฝีเท้าของใครอีกคนหนึ่งกำลังก้าวเดินตรงมายังม้านั่งตัวเล็กของนาง จนกระทั่งมีมวลน้ำอุ่นที่ถูกเติมลงในอ่าง หญิงสาวจึงสะดุ้งตัวน้อยๆ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็สามีของนางนั่นเอง
“ทะ...ท่านเข้ามาทำไม ข้ายังอาบน้ำไม่เสร็จ ท่านรีบออกไปก่อนเถิด” ลู่จิวรีบก้มลงกอดเข่าตัวเอง ยามนี้ร่างกายของนางเต็มไปด้วยฟองสบู่สีขาวดูเรียบนุ่มลื่นไปทั่วทั้งตัว