ตอนที่ 8
ห้องเรียนคณะจิตวิทยา ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยในตอนกลางวัน ตอนนี้เงียบสงัดเหมือนถูกปิดผนึกไว้ด้วยแสงของ่เย็นที่กำลังจะสิ้นวัน
โนเอลที่ยั่งคงนั่งอยู่ที่เดิม บนกระดานด้านหลังห้องที่เพิ่งมีคนลงชื่อคู่รองสุดท้ายของห้องไป และตอนนี้ก็เหลือแค่เพียงโนเอลกับเซรินเพียงสองคนเท่านั้น แต่ดูเหมือนโนเอลก็ยังคงไม่ร้อนรน
กระเป๋าของเซรินที่ยังวางทิ้งไว้บนเก้าอี้
โนเอลเหลือบมองเป็ระยะๆ พลางมองนาฬิกาที่บอกว่าอีกสิบนาทีจะหมดเวลาลงชื่อแล้ว
เป็ความจงใจเหรอที่เธอไม่จับคู่กับใคร
ไม่เลยเธอแค่ไม่รู้สึกอยากคู่กับใครในห้องเท่าไหร่
ยิ่งเป็นักศึกษาที่เข้ามาใหม่ทำให้ไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้จักนิสัยเพื่อนร่วมห้อง หรือแม้แต่ชื่อเธอก็ยังจำใครไม่ได้ด้วยซ้ำ
กำแพงที่เธอจงใจสร้างขึ้นมาเป็เกราะป้องกันตัวเอง ไม่ใช่เพื่อป้องกันใคร แต่เพื่อความสบายใจของตัวเองเท่านั้น เธอไม่ได้อยากโดดเดี่ยวแบบนี้ แต่ด้วยความจำเป็เลยต้องทำแบบนี้เท่านั้น เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็แค่นั้นเอง
โนเอลมองหนังสือในกระเป๋าที่มักจะพกติดตัวเป็ประจำ “ฝนพรำในฤดูหนาว เขาและเธอได้พบกัน” ชื่อเื่อาจจำฟังดูธรรมดาไม่เหมือนนิยายเื่อื่นที่ชอบตั้งชื่อให้ดูน่าสนใจ แต่ด้วยนักเขียนคนนั้นที่มีผลงานฮิตหลายเื่ กลับดูไม่ธรรมดาในสายตาคนอ่าน
เื่ราวของเด็กสาวคนหนึ่งที่โดดเดี่ยวในวันที่ฝนตกลงมาอย่างหนักในฤดูหนาวอย่างแปลกประหลาด แต่กลับมีร่มสีดำคันหนึ่งบดบังสายฝนทำให้หญิงสาวคนนั้นต้องเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับคราบน้ำตา
เป็คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน
‘ทำไมมานั่งตรงนี้’
เสียงที่เฉยชาดังออกมาจากชายหนุ่มคนหนึ่ง
แต่เธอกลับที่ได้ยินเสียงที่รู้สึกให้ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน หยดน้ำตาที่ค้างไว้จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าที่สงบนิ่งเหมือนกับไร้อารมณ์ แต่กลับยื่นมือเข้ามาบดบังสายฝนไว้ แม้ว่าอากาศจะหนาวจนหายใจเป็ไอออกมาก็ตาม
ทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรกัน มีเพียงความเงียบที่ไหลผ่านไปช้าๆ แต่หญิงสาวกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด ความสงบในตัวเขาทำไมเธอถึงรู้สึกปลอดภัย
จากความอ่อนล้าทำให้หญิงสาวค่อยๆ เอนตัวพิงไหล่ของชายหนุ่มก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ และดูท่าว่าฝนยังคงไม่หยุดตกง่ายๆ
มีเพียงชายหนุ่มคนนั้นที่ยังคงนั่งถือร่มอยู่ที่เดิมไม่ปริปากบ่น ไม่แม้กระทั่งมองหน้าหญิงสาว มองขึ้นไปบนท้องฟ้ามองดูเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา พลางปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ
จนกระทั่งฝนหยุดล
นี่คือจุดเริ่มต้นของเื่ราวของหนึ่งในนิยายที่ขายดีที่สุด ‘ฝนพรำในฤดูหนาว เขาและเธอพบกัน’
โนเอลหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาลูบอย่างหวงแหน นี้ไม่ใช่เพียงหนังสือเพื่ออ่านแล้วให้มันจบลง แต่มันคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอเดินหน้าต่อไปได้ ่เวลาที่รู้สึก้าใครสักคนเธอมักจะหยิบขึ้นมาอ่านตลอด แม้จะจำได้ทุกหน้าแล้วก็ยังคงไม่รู้สึกเบื่อ
เพราะนางเอกของเื่นี้…..ก็คล้ายกับชีวิตของโนเอลที่พบเจอ
‘ถ้ามีใครสักคนเหมือนหนังสือเล่มนี้ก็ดีสิ’
โนเอลส่ายหัวไล่ความคิดออกไป คนแบบนั้นในโลกนี้จะมีด้วยเหรอ ความบังเอิญที่เหมือนกับพรหมลิขิตหรือชะตาต้องกันแบบนั้น
อาจจะมีแค่ในนิยายเท่านั้น
แม้ว่าโนเอลจะชอบผลงานของนักเขียนคนนี้ทุกเื่ แต่เื่นี้เธอชอบมากที่สุด น่าแปลกตรงที่ไม่เคยเปิดเผยชื่อจริงหรือรูปร่างหน้าตาของคนเขียน งานหนังสือหรืออีเว้นท์ต่างๆ ก็ไม่เคยออกโชว์ตัว ทั้งที่ผลงานมากมายเป็ที่ยอมรับขนาดนั้น
เธอแค่อยากจะบอกขอบคุณคนที่เขียนเื่นี้ ก็เท่านั้นเอง
โนเอลเป็คนที่ชอบความสงบเงียบเพื่อที่เธอจะได้คิดอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่ให้สิ่งใดรบกวน คนใดก็ตามที่เข้าหามักจะหวังผลประโยชน์จากตัวเธอ
เธอเกลียดคนประเภทนี้ที่สุดในชีวิต
การพูดอ้อมค้อมมักจะใช้ไม่ได้กับคนประเภทนี้ มีแต่ต้องพูดตรงๆ เท่านั้น
ก็เลยติดนิสัยที่มักจะพูดตรงๆ ไม่เกรงใจใครอยู่ตลอด รู้สึกยังไงก็พูดอย่างนั้น เป็ความจริงใจเพียงอย่างเดียวที่โนเอลมักจะแสดงออกมาอย่างชื่อตรง
โนเอลเก็บหนังสือลงในกระเป๋าอย่างทะนุถนอมราวกับมันคือของล้ำค่าที่สุดในชีวิต
โนเอลมองดูเวลาก็พบว่าอีกห้านาทีจะหมดเวลาลงชื่อแล้ว สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเดินไปยังกระดานด้านหลังห้อง หยิบปากกาเมจิกที่วางอยู่กำลังจะเขียนชื่อตัวเองลงไป
แม้อาจจะโดนอาจารย์บ่นที่ไม่มีคู่บัดดี้แต่ก็น่าจะมีทางออกสักทาง ค่อยคุยกับอาจารย์อีกที
การลงชื่อคู่บัดดี้ต้องเป็ความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ไม่ให้ลงชื่อโดยที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ แค่ขั้นแรกยังคุยกันไม่ได้ ก็หมดหนทางที่จะไปต่อจริงๆ
เธอตั้งใจจะลงชื่อคนเดียว
คลืนนนน
เสียงเปิดประตูเบาๆ สะท้อนก้องในห้องที่เงียบงันพร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตาเดินเข้ามา โนเอลที่หยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองอย่างรู้ว่าเป็ใคร
เพราะกระเป๋าใบนั้นเป็ของเซรินที่ยังวางทิ้งไว้อยู่
“อ้าว โนเอลยังไม่กลับเหรอ”
เซรินที่ก้าวเข้ามาอย่างแปลกใจที่ยังมีคนอยู่ในห้อง เขาต้องกลับมาอยู่แล้วเพราะข้าวของยังอยู่ไม่ได้หยิบออกไปด้วย
“มาเอาของเหรอคะคุณเซริน”
โนเอลพูดเสียงเรียบๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาตามแบบฉบับของเธอ
“อ๋อ...เธออยู่เฝ้าของให้เหรอ?”
เซรินเกาหัวพลางมองโนเอลที่คิดว่ายังอยู่เพราะเฝ้าของให้
ถึงจะเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว แต่อย่างน้อยต่อจากนี้โนเอลก็เป็สมาชิกใหม่ชมรมวรรณกรรมและปรัชญา อาจจะเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้
“ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นค่ะ ฉันเผลออ่านหนังสือเพลินไปหน่อย”
“งั้นเหรอ เธอเนี่ยชอบอ่านหนังสือมากๆ เลยสินะ แต่ยังไงก็ขอบใจนะถึงจะไม่ได้ตั้งใจเฝ้าให้ก็เถอะ”
เซรินรู้ว่าโนเอลไม่พูดโกหก คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ถ้าไม่พูดก็เลือกที่จะเงียบไปเลย ทำให้เซรินรู้วิธีพูดคุยกับโนเอลไปในตัว
‘อือ อย่างน้อยก็ลองสร้างการเข้าสังคมกับโนเอลก่อนท่าจะดี’
เซรินทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเป็ฝ่ายพยายามเข้าหาคนอื่นบ้าง และคนตรงหน้าก็เป็โนเอลพอดีคิดว่ายังไงต่อจากนี้อีกหนึ่งปีคงอยู่ด้วยกันอีกนาน
เพราะเป็คนเงียบๆ ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นเหมือนกันน่าจะเข้ากันง่าย
ขนาดอยู่ด้วยกันวันแรกในห้องชมรมวรรณกรรมแม้ทั้งคู่จะไม่พูดกันสักคำมีแต่เพียงความเงียบ แต่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัด หรือต้องให้ต่างฝ่ายต่างเข้าหาเพื่อคลายความอึดอัดลง
อาจจะเป็คนประเภทเดียวกันก็ได้
ความเงียบสงบคือความสบายใจของทั้งคู่มากกว่า ไม่ต้องพูดคุยแต่กลับรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้
เซรินที่คิดว่าจะพูดอะไรในความเงียบตอนนี้ดี ก็รู้สึกตะกุกตะกักเล็กน้อยกับความไม่เคยชินในการหาเื่คุยทำลายความเงียบ
เซรินเป็คนประเภทที่มาสามารถพูดคุยได้ปกติถ้าหากคนอื่นเข้าหาก่อน แต่เขาไม่ถนัดเป็คนที่เปิดบทสนทนาเท่าไหร่
ทำให้ถูกมองว่าเป็คนเงียบๆ ไม่อยากคุยกับใคร
‘เื่เข้าฝึกเข้าสังคมปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติเถอะ ถ้าหากฝืนตัวเองจะกดดันเปล่าๆ’
‘เซรินก็เป็เซรินเหมือนเดิมไปดีแล้วล่ะ’
คำแนะนำของวิเวียนที่เตือนเขาก่อนหน้านี้ลอยมาเข้าหัว เซรินที่ถอนหายใจเพื่อคลายความกดดันที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
‘นั่นสินะ ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติละกัน’
ในที่สุดตอนนี้เซรินก็ยอมแพ้ไปก่อน การเลือกทางที่ไม่ใช่เขารู้สึกไม่ชินเสียเลย
“สีหน้าคุณเซรินไม่ค่อยดี เป็อะไรหรือเปล่าคะ”
จู่ๆ โนเอลก็พูดทำลายความเงียบลงได้อยางเป็ธรรมชาติ เซรินที่เพิ่งรู้ตัวว่าอาจจะทำตัวแปลกๆ ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่ก็ได้
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีคิดอะไรนิดหน่อย”
“ประชุมกับสภานักศึกษาต้องมีเื่ให้คิดเยอะเลยหรือค่ะ ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้เลย อย่างน้อยฉันก็เป็สมาชิกชมรมเหมือนกัน”
“ไม่ใช่เื่นั้นหรอก”
เซรินที่บอกปัดในทันที ไม่คิดว่าโนเอลจะหวงเื่นั้นด้วย ก่อนจะรู้สึกถึงความตั้งใจของโนเอลที่ยินดีช่วยเหลือกิจกรรมชมรม
“งั้นเหรอคะ”
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยฉันจะรีบบอกเลยละกัน”
พอเห็นความตั้งใจแบบนั้นแล้ว เซรินก็อดที่จะตอบสนองความจริงใจของโนเอลไม่ได้ ความโดดเดียวของโนเอลที่เซรินััได้อยากจะลองดึงเธอเขามาในความสัมพันธ์นี้เหมือนกัน ถึงแม้จะเขาเฉยชา แต่เขาก็ไม่ได้ไร้หัวใจขนาดนั้น
“ด้วยความยินดีค่ะ คุณรองประธานชมรม”
“รับรองว่าเธอได้หัวหมุนกับประธานชมรมของเราแน่นอน คาดหวังได้เลย”
เซรินที่พูดอย่างมั่นใจว่าหลังจากนี้ชมรมวรรณกรรมจะต้องมีเื่ปวดหัวแน่นอน วิเวียนที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง มักจะคิดก้าวนำหน้าอยู่เสมอ เลยเหนื่อยคนข้างหลังที่ต้องพยายามวิ่งตามให้ทัน โดยเฉพาะเซรินที่อาจจะอยู่ไม่สุข
คิดแล้วก็สงสารตัวเองเหมือนกัน
แต่ก็ช่างเถอะเพราะชีวิตในมหาวิทยาลัยเขาถูกวิเวียนปั่นป่วนตลอดสามปี อีกสักปีจะเป็อะไรไป
เขาไม่ทันสังเกตุว่าโนเอลยิ้มเล็กน้อย
เซรินที่มองโนเอลก่อนจะเริ่มรู้สึกตัวว่า ตอนนี้โนเอลกำลังถือปากกาเมจิกยืนอยู่หน้ากระดานลงชื่อบัดดี้ และเหลือเพียงสองช่องสุดท้ายเท่านั้น
‘เวนกำละ! ลืมเื่บัดดี้ไปซะสนิทเลย’
เซรินตีหน้าผากตัวเองราวกับพึ่งนึกเื่สำคัญออก วันนี้ทั้งมีเรียนและถูกวิเวียนลากไปไหนต่อไหนทำให้เขาหลงลืมไปเลย
“ว่าแต่เธอมีคู่บัดดี้แล้วเหรอ ไม่สิ….”
เซรินถามอย่างสงสัยก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ พอไล่จำนวนรายชื่อเขาก็พบว่ามีเพียงโนเอลกับเซรินเท่านั้นที่ยังไม่ลงชื่อ
“แล้วคุณเซรินมีคู่หรือยังคะ”
“ยังเลย แต่ว่าตอนนี้ก็เหลือเพียงพวกเราสองคนไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสินะคะ ถ้าอย่างนั้นเรามาลงชื่อด้วยกันไหม”
โนเอลที่พูดอย่างแ่เบา แต่เซรินกลับได้ยินอย่างชัดเจน เขาเองทีแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็แบบนี้ แต่ถ้าไม่ลงชื่อมีหวังโดนอาจารย์บ่นยกใหญ่แน่ๆ
“เป็ฉันจะดีเหรอ”
คราวนี้เซรินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เงยหน้ามองโนเอลราวกับ้ายืนยันอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เขาไม่มั่นใจในตัวเอง แค่เขาไม่มั่นใจนิสัยของตัวเองว่าจะเข้ากับโนเอลได้
โนเอลยังไม่ได้ตอบในทันทีก่อนจะเดินมาใกล้ๆ เซริน ความสูงระดับหน้าอกเงยหน้ามองเซรินด้วยแววตาจริงจังเช่นกัน ไม่มีความล้อเล่นแม้แต่น้อย
“ฉันควรถามกลับมากกว่าค่ะ เพราะฉันสร้างความลำบากให้คุณเซรินในหลายๆ เื่”
“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น เื่ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็เพราะเธอสักหน่อย”
เซรินที่มองกลับไปอย่างจริงจังเช่นกันราวกับจะยืนยันความตั้งใจอีกครั้งให้ชัดเจน ความเงียบที่เข้าปกคลุมทั้งคู่ที่ไม่ได้พูดอะไรกัน แต่กับสื่ออะไรบางอย่างที่รู้สึกถึงกันได้
“เอาปากกามาสิ”
เซรินแบมือขอปากกาเมจิกจากโนเอล
ถ้าเธอยอมส่งปากกาเมจิกให้เขาก็ต้องยอมรับมันเท่านั้น
โนเอลเงยหน้ามองเซริน ดวงตาไม่ได้ไหววูบ แต่มั่นคง และเงียบงันเหมือนเช่นเคย
โนเอลค่อยๆ ยื่นมือส่งปากกาให้เซรินอย่างช้าๆ ไร้ซึ่งความลังเล ไออุ่นจากมือของโนเอลที่ัักันเล็กน้อยจนเซรินรู้สึกได้ แต่เขารับปากกาอย่างมั่นคง
ในที่สุดเซรินก็ตัดสินใจเดินผ่านโนเอลไปยังหลังห้องทันที ฝาปากกาที่ถูกถอดออกจนได้ยินเสียงดังก้องทั่วห้อง ท่ามกลางความเงียบของทั้งคู่
เซรินหันกลับมามองเพื่อขอยืนยันความตั้งใจของเธออีกครั้ง
โนเอลพยักหน้าให้เขา ก่อนจะเดินเข้าไปแล้วหยุดอยู่ข้างๆ แม้ว่าใบหน้าจะนิ่งเฉยแต่เซรินกลับไม่รู้สึกแบบนั้น เขากลับรู้สึกถึงความไว้ใจจากโนเอล
โดยที่เซรินไม่รู้ว่าโนเอลก็ััถึงความไว้ใจจากเซรินเช่นกัน
บรรยากาศที่กำลังบ่งบอกถึงการตัดสินใจร่วมกันเป็ครั้งแรก การไว้ใจซึ่งกันและกัน และการอยู่ด้วยกันหลังจากนี้ตลอดหนึ่งปี
“ถ้าอย่างงั้นฉันขอเขียนชื่อเลยนะ”
“เชิญค่ะ”
เซรินลงมือบรรจงเขียนชื่อตัวเองอย่างช้าๆ
~เซริน~
เขาเขียนเสร็จแล้วก่อนจะยืนปากกาไปให้โนเอล เธอรับปากกามาก่อนจะบรรจงเขียนชื่อตัวเองอย่างช้าๆ เช่นกัน
~โนเอล~
เธอเขียนชื่อเสร็จก็พบว่าลายมือของโนเอลก็สวยงามไม่แพ้หน้าตาของเธอเช่นกัน
เซรินที่มองคนข้างๆ ที่หันมาสบตากันพอดี
แสงแดดสุดท้ายก่อนลับขอบฟ้า สาดแสงอ่อนๆ มาบนร่างของโนเอล ราวกับ้าเผยความงามยามอาทิตย์อัสดงให้โลกได้เห็นเป็ครั้งสุดท้ายของวัน เซรินที่มักคิดว่าตัวเองมีภูมิต้านทานต่อความสวยของผู้หญิงพอสมควรยังต้องหยุดนิ่ง
เขาไม่ใช่คนที่ชมใครง่ายๆ
แต่ภาพตรงหน้าราวกับเ้าหญิงน้ำแข็งที่ถูกหลอมละลายด้วยดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับไป เผยให้เห็นความงดงามที่เซรินไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้ ถ้าเขาเอาไปเขียนในนิยายคงไม่รู้ว่าต้องใช้กี่หน้าที่จะพรรณนาภาพตรงหน้าให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกับเขา
เซรินคิดว่าภาพของโนเอลในตอนนี้คงไม่มีใครเคยเห็นแน่นอนแม้แต่ตัวเธอเอง
นอกจากเขาเพียงคนเดียวและจะเก็บอยู่ในความทรงจำของเซรินตลอดไป
ทั้งสองสบตากันพอดี จนความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
“เอ่อ..”
ก่อนที่เซรินจะพูดอะไรกลับมีเสียงขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ทั้งคู่จะจีบกันอีกนานไหม ฉันยืนรอพวกเธอลงชื่อมาห้านาทีแล้ว แค่ลงชื่อต้องใช้เวลาขนาดนั้นเลยเหรอไงห๊ะ ลีลากันจริงกว่าจะลงชื่อกันได้”
เสียงของอาจารย์ประจำห้องเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิดดูเหมือนเธอจะเฝ้าดูอยู่ก่อนแล้ว เซรินที่มองดูเวลาก็พบว่าเลยมาห้านาทีแล้วจริงๆ ด้วย
“แล้วก็รีบๆ กลับบ้านกันได้แล้ว”
เซรินและโนเอลที่ถูกอาจารย์ไล่ก่อนจะมองหน้ากันพลางหัวเราะเล็กน้อยอย่างขบขัน ก่อนที่ทั้งคู่จะบอกลาอาจารย์ที่โบกมือไล่ให้ไปไวๆ
ทั้งคู่ที่เดินออกมาจากห้องจนถึงหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ไม่มีใครพูดอะไรกัน ตอนนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างมีเพียงหลอดไฟตามทางเดินที่คอยนำทาง
ความเงียบของทั้งคู่ไม่ใช่ความอึดอัด เป็กลับเป็ความสบายใจอย่างแปลกประหลาด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ก้าวเดินไปพร้อมกัน ไม่จำเป็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แค่ััได้ถึงการมีอยู่ของอีกคนที่อยู่ข้างกาย
แค่รู้สึกไม่โดดเดี่ยว...ก็เพียงพอแล้ว
ในที่สุดก็ถึงหน้าประตูทางเข้าเซรินหยุดเดินก่อนจะหันไปพูดกับโนเอล
“ไหนๆ เราก็จับคู่กันแล้ว ฉันว่าพรุ่งนี้คงมีเื่ของพวกเรากระฉ่อนไปทั่วแน่ แต่เื่นั้นช่างมันเถอะ ฉันแค่อยากจะบอกว่า….หนึ่งปีต่อจากนี้ของฝากตัวด้วยนะโนเอล”
“เช่นกันค่ะคุณเซริน หลังจากนี้ก็ฝากตัวด้วยค่ะ”
โนเอลหันมาก้มหัวให้เล็กน้อย แต่ยังคงสง่างามเช่นเคย
“ถ้าฉันทำอะไรไม่ถูกใจก็บอกได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ ฉันจะได้ปรับปรุงทันที”
เซรินเกาแก้มตัวเองเบาๆ ไม่รู้ว่าจะเอามือไว้ตรงไหน โนเอลที่ยิ้มน้อยๆ กับท่าทางของเซริน เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอยิ้มออกมา
“ได้เลยค่ะ….แต่ว่า…คุณเซรินก็เป็คุณเซรินตามแบบปกติฉันจะสบายใจมากกว่าค่ะ”
“เอ๊ะ…”
เซรินที่ชะงัก วันนี้เขาได้ยินประโยคนี้คล้ายๆ กันสองครั้งแล้วมันหมายความว่ายังไงกันเนี่ย
“ถ้างั้นฉันกลับก่อนนะคะ”
โนเอลพูดจบก็หันกลับไปทันที เซรินมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อยๆ ห่างออกไป ทางกลับของทั้งคู่อยู่คนละทางทำให้เซรินต้องเดินไปอีกทาง
“ผู้หญิงนี่เข้าใจยากกันทุกคนเลยหรือเปล่านะ”
ประโยคปริศนาที่ได้ยินจากทั้งสองสาวทำให้เซรินต้องมีประโยคนี้ฝังหัวไปแล้ว
‘ให้ตายสิ อย่างน้อยก็ช่วยพูดอะไรให้เข้าใจบ้างจะได้ไหม’