บทที่ 26 หลุดพ้นเสียที
หนิงเวยรู้ดี ไม่ว่าจะแยกบ้านออกไปหรือไม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับความตาย เช่นนั้นมิสู้ลองเสี่ยงดูสักครั้ง ไหนเลยจะปล่อยให้ชีวิตตัวเองต้องอาศัยลมหายใจของย่าหนิงทุกวัน นางจะไม่ทนทุกข์จากความหนาวเหน็บและความหิวโหยอีกต่อไป
สถานการณ์ในครอบครัวของพวกนางย่ำแย่ถึงขีดสุดแล้ว ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้อีก หนิงเวยจึงตัดสินใจฟังคำของน้องสาวและเดิมพันกับอนาคตครั้งนี้
หนิงเวยจึงยืนหยัด สนับสนุนน้องสาวเต็มที่ “ท่านปู่ ท่านย่า สิ่งที่น้องสามพูดก็เป็สิ่งที่ข้าคิดเช่นกัน พอพี่ใหญ่กลับมา ข้าจะบอกให้นางเข้าใจเอง ข้าเชื่อว่านางจะเห็นด้วย พวกท่านดูแลพวกเรามากมายขนาดนี้ พวกเราจะทำตัวเป็ภาระของพวกท่านต่อไปได้อย่างไร”
“เฮ้อ ในที่สุดพวกเ้าก็พูดจาเข้าท่าขึ้นมาได้เสียที ข้าว่านะปู่หนิง หากพวกนาง้าแยกครอบครัวจริงๆ ก็ทำตามใจพวกนางเถิด จะได้ไม่ต้องถูกตำหนิว่าเป็อุปสรรคขัดขวางทางร่ำรวยของพวกนาง” ย่าหนิงรีบพูดขึ้น เหมือนว่าเื่ในวันนี้จะได้ข้อสรุปแล้ว หนิงลั่วยังคงเฝ้าดูปฏิกิริยาของปู่หนิงอย่างสงบ ไม่ได้ใส่ใจท่าทีแสร้งทำของย่าหนิงแม้แต่น้อย
“เอ่อ...เวยเอ๋อร์ ลั่วเอ๋อร์ เสี่ยงเอ๋อร์ พวกเ้าสามคนคิดแน่วแน่แล้วหรือว่าจะออกจากบ้านนี้ไปใช้ชีวิตกันเอง แน่ใจว่าจะไม่อยู่ร่วมกับปู่ ย่า ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ของพวกเ้าแล้วหรือ” ปู่หนิงถาม
หนิงเวย หนิงลั่ว และหนิงเสี่ยงเสี่ยงจ้องตากันพร้อมจับมือกันแน่น ตอบด้วยความมั่นใจ “ใช่เ้าค่ะ ท่านปู่”
ปู่หนิงพ่นควันจากกล้องยาสูบไปหลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เป็การตัดสินใจครั้งสุดท้าย “เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงกันเช่นนี้แล้วกัน เช้าวันพรุ่ง ข้าจะไปตามหัวหน้าหมู่บ้านกับพวกพี่ใหญ่มาเป็พยาน”
“ต้องรอถึงพรุ่งนี้เลยหรือ โหย่วจิน...เ้าไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาตอนนี้เลย หัวหน้าหมู่บ้านอาจว่างอยู่ก็ได้ หรือไม่ก็เชิญท่านลุงสามมาด้วยเถอะ ผู้าุโในหมู่บ้านของพวกเราเป็ผู้มีคุณธรรมสูงส่งกันทั้งนั้น” ย่าหนิงกล่าวขึ้น
ลุงใหญ่ของพวกหนิงลั่วรับคำทันที แล้วรีบออกไปทำตามคำสั่งมารดา
ย่าหนิงยังไม่วายหันไปถามเฉินซื่อว่าอยากแยกบ้านหรือไม่ เฉินซื่อไหนเลยจะกล้าขัด รีบตอบทันควัน “พวกข้ายังไม่แยกเ้าค่ะ” นางยังต้องพึ่งพาย่าหนิงเื่ค่าใช้จ่ายของหนิงเซวียนในการเรียนหนังสือ ขณะที่ปู่หนิงยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระงานของสามีได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินซื่อเป็คนเกียจคร้าน หากหนิงเวยไม่อยู่แล้ว งานบ้านทั้งหมดก็ต้องตกเป็ภาระของนาง แม้จะไม่ต้องออกไปทำไร่ทำนา แต่หลังจากตรองดูแล้วเฉินซื่อยังคงคิดว่าอยู่บ้านทำอาหารกับซักเสื้อผ้าน่าจะคุ้มกว่ามาก
หนิงลั่วไม่แปลกใจเลยที่ย่าหนิงกระตือรือร้นเช่นนี้ นางยิ้มบางๆ เพราะทุกอย่างเป็ไปตามที่คิดไว้
หนิงเวยกลับรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ที่จืดจางลงไปทุกทีๆ ของบ้านนี้ แม้จะเป็ครอบครัวเดียวกัน แต่เหตุใดจึงไร้หัวใจถึงเพียงนี้
เหมือนหนิงเสี่ยงเสี่ยงััได้ถึงความหม่นหมองของพี่สาว จึงจับมือของพี่สาวทั้งสองแน่นขึ้น ขยับตัวเข้ามาใกล้พวกนางแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “พี่รอง พี่สาม ต่อไปข้าจะปกป้องพวกท่านเอง ข้าทำได้แน่!”
หนิงลั่วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ขณะที่หนิงเวยลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู
หนิงลั่วกระชับมือของพี่สาวกับน้องชายแน่นขึ้น แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง เสี่ยงเสี่ยง หลังจากแยกบ้านแล้ว พวกเราต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมแน่นอน!”
ขั้นตอนการแยกบ้านของตระกูลหนิงไม่ได้ยุ่งยากนัก เพราะไม่มีสมบัติอะไรให้แบ่งมาก ข้าวของในบ้านล้วนเป็สิ่งของทั่วไป เงินทองที่ดินก็มีเพียงน้อยนิดจนนับนิ้วได้ ส่วนของมีค่าอย่างเครื่องประดับทองเงินก็ไม่มีการแบ่งให้พวกหนิงลั่วใดๆ ย่าหนิงกล่าวอย่างชัดเจนว่าตนมีของติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น และจำเป็ต้องเก็บไว้เป็หน้าตาของตระกูล จะไม่แบ่งให้ใครเด็ดขาด
หัวหน้าหมู่บ้านมาถึงแล้ว แต่ท่านลุงสามกลับไม่มาด้วย ไม่รู้ว่าเป็เพราะไม่อยากเข้าร่วมเป็พยานแยกครอบครัวของพวกหนิงลั่ว หรือเพราะร่างกายไม่แข็งแรงกันแน่
หัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือแยกครอบครัวอย่างเป็ทางการ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนและลงนามประทับลายนิ้วมือเพื่อป้องกันปัญหาหากเกิดความขัดแย้งในอนาคต
ทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านถูกนำมาวางบนโต๊ะ ั้แ่ที่ดินของครอบครัวไปจนถึงเครื่องครัวเครื่องใช้ หนิงลั่วให้ความสนใจเป็พิเศษกับอุปกรณ์ครัว โดยเฉพาะเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งนางขอไว้ทั้งหมด เพราะการจัดเตรียมอาหารเป็เื่สำคัญอันดับแรก ในขณะที่ย่าหนิงและคนอื่นๆ ให้ความสนใจไปที่ที่ดิน ทรัพย์สิน และเงินทองมากกว่า
ท้ายที่สุด พวกหนิงลั่วก็ได้รับเงินเพียงเงินห้าสิบเหวิน ย่าหนิงกล่าวว่าบุตรชายคนที่สามของนางกำลังจะแต่งงาน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก อีกทั้งครอบครัวของพวกนางเป็เพียงเด็กเล็ก ไม่จำเป็ต้องใช้เงินมากมาย
พวกหนิงลั่วยังได้ส่วนแบ่งเป็ข้าวฟ่างและแป้งสาลีจำนวนหนึ่ง พร้อมกับถั่วเหลืองอีกครึ่งกระสอบ ซึ่งเป็ของดีที่หนิงลั่วตั้งใจจะใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ไข่ไก่มาอีกหลายฟองและของเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง
“มีของพวกนี้อยู่ พวกนางคงไม่อดตายหรอก” นี่คือคำพูดของย่าหนิง
สิ่งที่พอจะมีค่าที่สุดก็คือที่นาแปลงเล็กหนึ่งหมู่[1] และแปลงผักหนึ่งแปลง ซึ่งว่ากันว่าที่นาผืนนี้อยู่ติดแม่น้ำ ทุกปีเมื่อน้ำท่วมก็จะพัดพาพืชผลไปทั้งหมด ที่ดินเช่นนี้จึงแทบไม่มีค่าอะไรเลย
หนิงเวยโกรธจนแทบะเิ แต่หนิงลั่วกลับไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ นางคิดว่าที่ดินเช่นนี้ดีกว่าที่ดินที่แห้งแล้ง หากสามารถจับจังหวะการปลูกพืชได้ดี นากว้างๆ นี้ก็อาจให้ผลผลิตที่ดีได้
ส่วนแปลงผักนั้นอย่างน้อยก็ไม่มีข้อเสียอะไร
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดสามพี่น้องก็กลับมาถึงบ้านของตัวเอง และข้าวของที่แบ่งมาได้ก็ค่อยๆ ทยอยมาถึง
หนิงเวยกับหนิงลั่วช่วยกันจัดของ ไม่นานก็จัดเสร็จ
ของที่ได้มามีไม่มากนัก ประกอบไปด้วยเครื่องครัวบางชิ้น ตะกร้าไม้ไผ่สานที่หนิงโหย่วจินใช้มือเดียวก็สามารถยกมาให้พวกนางได้
พวกนางยังได้ตู้เสื้อผ้าไม้ที่มีกระจก ถือว่าเป็ของชิ้นใหญ่ที่สุดที่ได้รับ อย่างน้อยเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่ก็มีที่แขวน ไม่ต้องกองทับกันไว้ในหีบเก่าอีกต่อไป
“เยี่ยมเลย! ในที่สุดพวกเราก็มีบ้านเป็ของตัวเองแล้ว!” หนิงลั่วมองข้าวของที่ถึงจะได้มาเพียงเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง นางรู้สึกโล่งใจที่กำจัดพวกปลิงดูดเืออกจากชีวิตได้สักที และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเองแล้ว
จากนี้ไป พวกนางอยากทำอะไรก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องถูกควบคุมทุกฝีก้าวอีกแล้ว หนิงเวยก็ไม่ใช่คนหัวแข็ง แค่บอกเหตุผลให้เข้าใจ นางก็จะเห็นด้วย ต่างจากย่าหนิงที่ไม่ว่าหนิงลั่วจะทำอะไรก็ไม่มีวันถูกใจ ถูกตำหนิตลอดเวลา การแยกครอบครัวจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่มีใครสามารถเข้ามาสั่งสอนพวกนางได้อีก
“น้องสาม นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ พวกเรามีบ้านของตัวเองแล้วจริงๆ หรือ เ้าลองหยิกข้าหน่อย” หนิงเวยมองข้าวของที่ได้มา มีข้าว มีแป้ง มีเงินห้าสิบเหวิน นางรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
หนิงลั่วไม่อาจใจร้ายพอที่จะหยิกพี่สาว จึงเลือกจี้เอวนางแทน หนิงเวยที่กลัวจั๊กจี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “โอ๊ย! อย่าจี้ข้านะ มันจั๊กจี้!”
“นี่เป็เื่จริง นี่คือของของพวกเราแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครแย่งไปได้อีก” หนิงลั่วยืนยัน
“พี่รอง นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปพวกเราจะมีสิ่งดีๆ ได้มากกว่านี้อีก พวกเราจะมีปิ่นเงิน ปิ่นทอง จะได้กินข้าวขาว แป้งขาว และมีบ้านหลังใหม่ที่มุงด้วยหลังคากระเบื้อง จะมีรถม้า และเสื้อผ้าดีๆ ให้ใส่จนใส่เท่าไหร่ใส่ก็ไม่หมด” หนิงลั่วเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจระคนปวดใจเมื่อเห็นหนิงเวยยังไม่ค่อยเชื่อเื่ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
“เลิกฝันไปเถอะ เื่พวกนั้นข้าไม่เคยนึกฝันเลยสักครั้ง” หนิงเวยเริ่มสงบลงจากความตื่นเต้น มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ข้าเชื่อพี่สามนะ! วันนี้พวกเราไปบนเขายังหาอาหารได้ตั้งมากมาย ถ้าพวกเราขึ้นเขาทุกวัน ก็น่าจะหาได้ทุกวันนั่นแหละ” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดพลางยิ้มตาหยี ดูก็รู้ว่าเขามีความสุขมากที่มีอาหารกินเพียงพอ
“โอ้โห! ในที่สุดพวกเราก็มีแป้งขาวกินแล้ว!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดพลางเปิดกระสอบแป้งดู อยากจะซุกหัวลงไปในกระสอบให้รู้แล้วรู้รอด
สามพี่น้องดีใจได้ไม่นานก็พากันไปล้างหน้าล้างตา เตรียมตัวเข้านอน
แต่เมื่อขึ้นเตียง สามพี่น้องกลับนอนไม่หลับ ด้วยเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ รวมทั้งปัญหาใหญ่ที่สุดที่ยังรออยู่ พวกนางต้องหาเงินห้าตำลึงให้ท่านย่าในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
“น้องสาม เ้าคิดว่าพวกเราจะหาเงินห้าตำลึงได้อย่างไรในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ หรือข้าควรไปรับงานเย็บปักเพิ่มดี ถ้าทำงานจนถึงดึก ก็น่าจะได้เงินเพิ่มขึ้นบ้าง” หนิงเวยพูดขึ้นด้วยความกังวล
“พี่รอง ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีของข้าเอง ท่านนอนเถอะ” หนิงลั่วตอบกลับ
หนิงเวยย่อมหลับไม่ลง รู้ว่าน้องสาวพูดเช่นนี้ก็เพียงเพื่อปลอบใจ นางจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปหาอาสะใภ้หวังเพื่อรับงานเย็บปักเพิ่ม
ด้านหนิงลั่วกลับหลับสนิท นางรู้ว่าถึงจะตื่นเต้นจนไม่อยากนอน แต่ก็ต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับแผนการหาเงินในวันพรุ่งนี้
แต่ก่อนจะหลับ หนิงลั่วหยิบคัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวนออกมาอ่าน และเมื่อเปิดอ่านแล้ว นางก็วางไม่ลงอีกเลย
ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หนิงเวยก็ตื่นมาทำอาหารเช้าให้น้องๆ แล้ว นางเตรียมแป้งอบ เพราะทั้งประหยัดและสะดวก
หนิงเวยใช้แป้งขาวผสมกับแป้งข้าวฟ่างในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง จากนั้นใช้ทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็นผสมกันเพื่อทำแป้งให้เนียน แล้วเริ่มอบแป้ง
เมื่อหนิงลั่วตื่นขึ้นมาก็ได้กลิ่นแป้งอบหอมกรุ่นลอยมาจากครัว
หลังจากแยกบ้าน พวกนางได้รับน้ำมันเพียงสองเหลี่ยงเท่านั้น จึงต้องประหยัดไว้ใช้นานๆ เพราะน้ำมันยังต้องเก็บไว้ใช้เป็เชื้อเพลิงสำหรับให้ความสว่างในยามค่ำคืน หนิงเวยมักต้องทำงานเย็บปักในตอนกลางคืน
ด้วยเื่น้ำมัน ทำให้หนิงลั่วอดนึกถึงเื่คราวก่อนไม่ได้ มีวันหนึ่งที่นางทำกับข้าวแล้วใช้น้ำมันไปเพียงเล็กน้อย แต่ท่านย่ากลับบ่นนางอยู่นาน
แป้งอบที่ทำออกมาดูแห้งมาก ไม่มีทั้งน้ำมัน ไม่มีเกลือ และไม่มีไส้ รสชาติจึงไม่ดีนัก
เมื่อกัดเข้าไปคำแรก หนิงลั่วแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ช่างจืดชืดและแห้งเหลือเกิน นางคิดถึงอาหารในชาติก่อนมาก ทั้งแป้งทอดน้ำมัน ถั่วเหลืองต้ม และแม้แต่ข้าวต้มใส่ผักดองก็ยังดีกว่าแป้งอบจืดๆ นี้
แต่หนิงลั่วไม่กล้าบ่นออกมาแม้แต่น้อย เพราะรู้ว่าหากพี่สาวรู้เข้าคงเสียใจมาก พวกนางมีเพียงเท่านี้ ทุกอย่างต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป
[1] หมู่ เป็หน่วยวัดพื้นที่ของจีน โดย 1 หมู่เท่ากับประมาณ 166.5 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร