“หม่อมฉันขออภัยเพคะ” น้ำเสียงสั่นเครือของหญิงรับใช้คนก่อน กล่าวขอความเมตตาจากราชธิดา พร้อมกับคุกเข่าลง ในใจหวาดหวั่นจนไม่อาจเงยหน้ามองพระพักตร์
“เลี้ยงเสียข้าวสุก ออกไปให้พ้นหน้าข้า” นางปัดมือไล่ พร้อมกับร่างของหญิงรับใช้ค่อยๆ หลบออกไปตามคำสั่ง ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เปลวไฟสว่างวาบพร้อมลุกไหม้ทำลายเสื้อผ้าอาภรณ์ข้าวของเครื่องใช้ของซูเจิน ในขณะนั้นซูเจียวยกมือขึ้นกอดอก ปล่อยยิ้มอันแสนน่ากลัวออกมาแสดงความพอใจ สายตาสะท้อนเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่อยู่ตรงหน้าไม่ต่างจากใจริษยาของนางในตอนนี้เท่าไหร่นัก
“เ้าทำอะไร” เสียงตวาดอันแหลมคมดังแทรกเข้ามา บ่าวไพร่บริเวณนั้นต่างหลีกทางให้กับพระราชชายาผู้กุมอำนาจรองจากาา
“ข้าก็แค่เผาเสื้อผ้าของซูเจิน” นางตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ใครสั่ง” เสียงเข้มของพระราชมารดาแสดงออกมาอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดต้องมีใครสั่ง ข้าเพียงคิดว่าเวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ซูเจินคงไม่กลับมา” ซูเจียวทบทวนครู่หนึ่ง อย่างไรเสีย นางก็มีพระราชบิดาหนุนหลัง
“จะกลับมาฤาไม่ เ้ามีสิทธิ์อะไร เหตุใดถึงทำขนาดนี้” เสียงพระราชมารดาสั่นเครือด้วยความโกรธ นับวันซูเจียวยิ่งก้าวร้าวอาจหาญในสิ่งที่ไม่ควร นับจากซูเจินจากไปตำหนักขาวก็เงียบเหงา เดินผ่านคราใดรู้สึกเหมือนดวงใจแทบหลุดจากอก ยิ่งเห็นกิริยาที่ซูเจียวกระทำแล้ว พระราชมารดารู้สึกผิดเป็เท่าทวีที่มิเคยดูแลใส่ใจซูเจินดีเท่าที่ควร เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้เสื้อผ้าของนาง เสมือนกำลังลุกไหม้หัวใจคนเป็มารดาด้วยเช่นเดียวกัน
“ท่านแม่มาก็ดีแล้ว ตำหนักขาวแห่งนี้ไร้ผู้อาศัย ข้าอยากยกให้เป็ที่อาศัยของซือซิง” นางหมายถึง นางกำนัลรับใช้คนสนิท เพียงสิ้นคำขอเท่านั้น ฝ่ามือของพระราชมารดาก็ตบเข้าไปที่ใบหน้าของซูเจียวในทันที เหล่าบ่าวไพร่ต่างใรีบนั่งคุกเข่าก้มหน้าลงโดยพร้อมเพรียง
“ท่านแม่ตบข้า” ซูเจียวเบิกตากว้างด้วยความใ พลางยกมือจับใบหน้าตัวเอง นาทีนี้รู้สึกเ็ปและอับอายในเวลาเดียวกัน
“ใช่ เพราะสิ่งที่เ้ากำลังทำอยู่ นอกจากไม่สำนึกแล้ว เหตุใดจึงไม่เห็นหัวข้า”
“หากท่านแม่ไม่เห็นด้วย ข้าจักไปขอกับท่านพ่อ แล้วมาดูกันว่าผลจะเป็เช่นไร”
“เ้า!” พระราชมารดายกมือขึ้นชี้หน้า โกรธจนมือสั่นระริก อยากลงโทษให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำ ทว่าซูเจียวไม่รอให้มารดาต่อว่า นางสะบัดตัวเดินกลับไปยังตำหนักใหญ่ทันที
ซูเจียวเดินร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจ มือบางจับที่ใบหน้าบวมช้ำเดินตรงเข้ามายังที่ประทับของพระราชบิดา ใจหนึ่งนึกโกรธที่พระราชมารดาไม่อาจลืมซูเจิน ใจหนึ่งนึกเกลียดที่นางไม่ได้เกิดเป็ลูกคนเดียว สิ่งของเครื่องใช้หรือแม้แต่บ่าวไพร่จะต้องแบ่งให้อีกฝ่ายเสมอ แม้จะน้อยนิดเพียงใดก็ตาม
“ท่านพ่อเพคะ” ซูเจียววิ่งเข้าไปกอดแล้วก้มหน้าร้องไห้สุดเสียง
“ร้องไห้ ด้วยเหตุใด” พระราชบิดาวางมือจากกระดาษ แล้วหันประคองซูเจียวนั่งในท่าถนัด ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังสะอื้นแทบขาดใจ
“ท่านแม่ตบข้า” พระาาได้ฟังดังนั้น ดวงตาเข้มหรี่ลงในฉับพลัน พลางทบทวนอย่างใจเย็น พระราชชายาไม่เคยทำร้ายลูกสาวทั้งสองแม้สักครั้ง นับจากพวกนางลืมตาดูโลก ดวงตาเข้มพลันหันสบตาซูเจียว แล้วยกมือลูบศีรษะเพื่อปลอบประโลม
“เกิดขึ้นได้อย่างไร เล่าให้ข้าฟัง” เสียงสะอื้นไห้ค่อยๆ หายไป
“ข้าอยากได้ตำหนักขาวให้ซือซิง แต่ท่านแม่ไม่ยอม จึงลงมือทำร้ายข้า ท่านแม่ไม่ยุติธรรมกับข้าเลย” พระราชบิดาได้ฟังดังนั้น จึงพอเข้าใจเื่ราวอยู่บ้าง และไม่ได้มีท่าทีโกรธพระราชชายาแม้สักนิด เขาเข้าใจการกระทำของนางดี เพราะตลอดระยะเวลาที่ซูเจินหายตัวออกจากวัง พระราชชายาเสียพระทัยอยู่ตลอดเวลา จากร่าเริงกลายเป็เงียบขรึม แม้เขาพยายามเอาใจใส่นางมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็หาได้ช่วยให้นางดีขึ้น
“เ้ามีตำหนักทองอยู่แล้ว ซึ่งกว้างใหญ่แลสะดวกสบายกว่าตำหนักขาวมากมายนัก หากอยากให้ซือซิงอยู่ใกล้ เ้าก็แค่พานางเข้าไปอยู่ด้วย ข้าอนุญาต”
“แต่ซือซิงอยู่รับใช้ใกล้ชิดข้า ข้าอยากให้นางมีสถานที่ส่วนตัว แลตำหนักขาวนั้นก็ว่างพอดี” พระาารอบถอนหายใจ เมื่อซูเจียวเห็นท่าไม่ดีจึงทำการบีบน้ำตา แล้วหาข้ออ้างมาเพิ่มเหตุผลให้ตัวเอง
“หากท่านพ่อไม่อนุญาต ข้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนดนตรีให้ดีได้ อีกไม่นานหากท่านส่งข้าไปเป็บรรณาการกับนครใหญ่ ข้าก็ไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถพิชิตใจองค์รัชทายาทได้มากน้อยเพียงใด”
“เอาล่ะๆๆ หากเ้าอยากได้ตำหนักขาวนัก ข้าอนุญาต ขอเพียงให้เ้าฝึกซ้อมดนตรีให้ดีที่สุดก็พอ”