ทันทีที่เสียงฆ้องดังกังวานเป็สัญญาณเริ่มต้น ลานประลองที่หนึ่งก็ะเิออกด้วยความโกลาหลราวกับรังแตนที่ถูกตีแตก ผู้เข้าแข่งขันกว่าร้อยชีวิตที่เคยยืนหยัดอย่างทะนงตนเมื่อครู่ ต่างพุ่งเข้าใส่คนที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เสียงะโ, เสียงปะทะของอาวุธ, และเสียงร่างคนร่วงหล่นจากลานดังขึ้นระงม
เฟยหลงและสวี่เจี๋ยยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในเขตผู้รอแข่งขัน สายตาของเฟยหลงจดจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ เขาไม่ได้มองมันด้วยความตื่นเต้นเหมือนคนอื่นๆ แต่กำลังวิเคราะห์มันด้วยความสงบนิ่งที่น่าประหลาด
"ดูนั่นสิ!" สวี่เจี๋ยชี้ "พวกที่โง่ที่สุดคือพวกที่บุกเข้าไปกลางวงก่อน!"
เป็จริงอย่างที่เขาว่า กลุ่มแรกที่ถูกกำจัดออกจากลานคือพวกที่ห้าวหาญเกินกำลังหรือพวกที่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาถูกคลื่นมนุษย์ซัดกระเด็นตกจากลานไปภายในไม่ถึงหนึ่งอึดใจ
แล้วสายตาของเฟยหลงก็จับจ้องไปยังกลุ่มของหลิวเฟิง...
พวกเขาไม่ได้บุกไปข้างหน้า แต่กลับใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป หลิวเฟิงและลูกสมุนอีกสามคนของเขารวมตัวกันเป็กลุ่มก้อนอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ปะทะกับยอดฝีมือคนอื่น แต่กลับเคลื่อนตัวไปตามขอบลาน คอยรุมโจมตีผู้เข้าแข่งขันที่อ่อนแอหรือโดดเดี่ยว พวกเขาใช้จำนวนที่เหนือกว่าล้อมกรอบแล้วผลักคนผู้นั้นให้ตกจากลานไปอย่างง่ายดาย
"เ้าพวกขี้ขลาด!" สวี่เจี๋ยสบถออกมาอย่างดูแคลน
“เป็กลยุทธ์ที่น่ารังเกียจ...แต่ก็ได้ผล” เฟยหลงครุ่นคิดในใจ “เป้าหมายของรอบนี้ไม่ใช่เกียรติยศ แต่คือการเอาชีวิตรอด”
จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปยังใจกลางของความโกลาหล ที่นั่น...อาทิตย์หมัดเหล็กยืนนิ่งสงบราวกับภูผาหิน แขนทั้งสองข้างกอดอยู่ที่อก ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะจู่โจมใคร มีนักสู้อารมณ์ร้อนสองคนเห็นว่าเขาเป็เป้านิ่งจึงพุ่งเข้าใส่พร้อมกันจากสองทิศทาง
อาทิตย์เพียงแค่ขยับตัวเป็ครั้งแรก...เขาไม่ได้หลบ แต่กลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หมัดขวาที่เรียบง่ายแต่หนักหน่วงราวกับค้อนเหล็กถูกส่งออกไปปะทะกับผู้โจมตีคนแรกอย่างจัง!
ปัง!
เสียงทึบๆ ดังขึ้น ร่างของชายคนนั้นลอยละลิ่วตกจากลานประลองไปโดยไม่มีโอกาสได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ส่วนคนที่สองที่กำลังจะโจมตีถึงตัวก็ถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึง อาทิตย์จึงใช้โอกาสนั้นจับแขนของเขาแล้วเหวี่ยงทิ้งออกไปจากลานอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อาณาเขตของเขาอีกเลย
“พลังทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบ...แต่ถ้าหากเจอคนที่แข็งแกร่งกว่า หรือคนที่พลังของเขาเข้าไม่ถึงเล่า?” เฟยหลงวิเคราะห์
และแล้ว...สายตาของเขาก็ถูกตรึงไว้กับภาพๆ หนึ่ง...ภาพของสตรีในชุดสีขาวราวกับหิมะที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย นางงดงามและโดดเด่นราวกับดอกบัวที่เบ่งบานในหนองโคลน
"นั่น...ตระกูลไป๋!" สวี่เจี๋ยอุทานเสียงเบา "หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหินขาว! คนที่เป็ผู้นำนั่นต้องเป็คุณหนูไป๋หลินแน่ๆ! ไข่มุกแห่งตระกูลไป๋!"
ไป๋หลินไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง นางมีศิษย์ตระกูลไป๋อีกสองคนคอยขนาบข้าง ทำงานประสานกันอย่างน่าทึ่ง ขณะที่กลุ่มนักสู้รับจ้างร่างกำยำกลุ่มหนึ่งพยายามจะใช้กำลังเข้ารุมพวกนาง ไป๋หลินก็เคลื่อนไหว...
ท่วงท่าของนางราวกับการร่ายรำ...นางใช้เพลงกระบี่ที่อ่อนช้อยและพลิ้วไหวราวกับสายลม กระบี่ในมือของนางไม่ได้มุ่งเน้นการฟาดฟัน แต่กลับใช้ตวัดเกี่ยวอาวุธหรือสกัดจุดตามข้อต่อของศัตรู ทำให้พวกเขาเสียการทรงตัวหรือเ็ปจนต้องปล่อยอาวุธ จากนั้นศิษย์อีกสองคนก็จะเข้าซ้ำเติมอย่างรู้จังหวะ ผลักผู้ที่เสียหลักเ่าั้ให้ตกจากลานไปอย่างง่ายดาย พวกนางสามคนสามารถจัดการกับกลุ่มนักสู้รับจ้างห้าคนได้โดยที่ชายเสื้อไม่เปื้อนฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
เฟยหลงเบิกตากว้าง...
“นั่น...นั่นสิคือวิชาที่แท้จริง” เขากล่าวในใจ “ไม่ใช่ความแข็งกร้าว ไม่ใช่ความรุนแรง แต่คือการควบคุม...การไหลลื่น...และการใช้แรงของคู่ต่อสู้กลับไปทำร้ายตัวเอง...ไม่มีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่าเลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว”
ภาพการต่อสู้ของไป๋หลินได้จุดประกายบางอย่างในใจของเขา มันคือภาพสะท้อนของคำสอนที่มารดาพร่ำบอกเขามาตลอด...จงเป็เงา อย่าเป็พายุ
เวลาผ่านไป...จำนวนคนบนลานประลองลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือไม่ถึงสี่สิบคน ความโกลาหลใน่แรกได้แปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียด ทุกคนที่เหลืออยู่ล้วนเป็ผู้มีฝีมือและต่างคุมเชิงกันอย่างระมัดระวัง
ในที่สุด เสียงแตรยาวก็ดังขึ้นเป็สัญญาณหมดเวลา
"การประลองบนลานที่หนึ่งสิ้นสุดแล้ว!" พิธีกรประกาศก้อง "ผู้ที่ผ่านเข้ารอบต่อไปมีทั้งหมดสามสิบคน!"
บนลานนั้น...อาทิตย์ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้รับาเ็ใดๆ หลิวเฟิงและลูกสมุนของเขารอดมาได้หนึ่งคนด้วยการหลบอยู่ตามขอบลาน และกลุ่มของไป๋หลินก็ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลานราวกับไม่ได้ออกแรงเลย
"เตรียมตัว!" เสียงพิธีกรดังขึ้นอีกครั้ง "ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่งร้อยเอ็ด ถึง สองร้อย! เตรียมขึ้นสู่ลานประลองที่สอง!"
สวี่เจี๋ยหันมามองเฟยหลง ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อยผสมกับความตื่นเต้น "อีกไม่นาน...ก็จะถึงตาของเราแล้วนะ"
เฟยหลงไม่ได้ตอบ เขาไม่ได้รู้สึกประหม่าหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังลานประลองที่ว่างเปล่า...ในหัวของเขากำลังประมวลผลทุกภาพที่ได้เห็น...กลยุทธ์ของหลิวเฟิง...พลังของอาทิตย์...และท่วงท่าของไป๋หลิน...
สำหรับคนอื่น นี่อาจเป็เพียงการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ...แต่สำหรับเขาแล้ว...มันคือบทเรียนบทสุดท้ายก่อนที่เขาจะต้องลงสนามสอบด้วยตนเอง