ตูม!
พลังกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นราวกับกระบี่เทพศักดิ์สิทธิ์เล่มหนึ่งพาดผ่านฟ้าดิน พลังปราณพลุ่งพล่าน เกิดเป็นอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวดุจมังกรคำราม
ฟ้าดินสั่นสะเทือน
เมืองโบราณตระกูลหวังทั้งหมดรวมถึงผืนแผ่นดินนับหมื่นลี้ ถูกปกคลุมไปด้วยคมกระบี่อันเหนือชั้น พลังปราณนั้นพวยพุ่งเข้าใส่เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสามสำนัก!
“อ๊าาา...”
“เพล้ง...”
มิต่างกับการชำระล้างครั้งใหญ่เหล่าผู้แข็งแกร่งของทั้งสามสำนัก ตั้งแต่ผู้ฝึกตนระดับกึ่งเซียนนักบุญ หรือกระทั่งเซียนระดับอนัตตาธรรมดาล้วนร้องโหยหวนและระเบิดออก ร่างวิญญาณแตกสลายเป็นชิ้นๆ
ไม่อาจต้านทานได้เลย
นี่คือราชานักบุญผู้เลิศล้ำผู้หนึ่งที่บรรลุขั้นเซียนด้วยวิถีกระบี่พลังต่อสู้แข็งกร้าวจนต่อกรกับราชานักบุญกึ่งมหาเซียนได้
ครั้นพลังปราณของผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ปะทุขึ้นอย่างเต็มที่โดยไม่ยับยั้งมันสามารถทำให้แผ่นดินนับล้านลี้พังทลาย และสังหารเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ไม่ใช่เซียนได้มหาศาล
เหล่าผู้แข็งแกร่งของสามสำนักที่อยู่ตรงหน้าคือตัวอย่างที่ดีที่สุดผู้แข็งแกร่งหลายพันหลายหมื่นคนถูกทำลายล้างจนสิ้น
แน่นอนว่าลู่ชิงฉานควบคุมอานุภาพเอาไว้โดยเล็งเป้าหมายไปยังเหล่าผู้แข็งแกร่งของสามสำนักเท่านั้นและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผืนแผ่นดินโดยรอบ
ยิ่งไปกว่านั้นภายในเมืองโบราณ ค่ายกลต่างๆ ได้ฟื้นคืนชีพ อักขระสัญลักษณ์มากมายปรากฏขึ้น แสงสว่างสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้าร่วมกันต้านทานคลื่นพลังที่หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
“เพล้งๆๆ...”
ส่วนเหล่าเซียนของสามสำนักในขณะนี้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะโกรธ ภายใต้การกวาดล้างของพลังปราณอันน่าสะพรึงนั้นพวกเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน
สังขารเซียนที่แข็งแกร่งสั่นสะท้านและยังมีบาดแผลเล็กๆ ปรากฏขึ้นมากมาย
นั่นคือบาดแผลจากกระบี่อัคคีที่มองไม่เห็น
“ราชานักบุญวิถีกระบี่อย่างนั้นรึ!”
“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดตระกูลหวังถึงมีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ด้วย”
“เดี๋ยวก่อน ท่านคือเซียนกระบี่เฟยอวี่ ราชานักบุญเฟยอวี่แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียวใช่หรือไม่!”
เหล่าเซียนของสามสำนักต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ
จากนั้นพวกเขาราวกับค้นพบสิ่งใดบางอย่างดวงตาเป็นประกายเบิกกว้างจ้องมองลู่ชิงฉาน จิตสำนึกสั่นไหวรุนแรง
โดยเฉพาะเซียนของสำนักเทพโลหิตและตระกูลหลิงพวกเขายิ่งหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ อยากจะหันหลังกลับและหนีไปให้ไกล
เซียนกระบี่เฟยอวี่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียว!
ที่มาของนางนั้นน่ากลัวยิ่งกว่านางพญากระดูกขาวเสียอีก
นางพญากระดูกขาวเป็นเพียงฮูหยินของมหาเซียนกระดูกขาวแม้ว่าจะได้รับความโปรดปราน ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่มหาเซียน
ส่วนเซียนกระบี่เฟยอวี่นั้นเป็นตัวแทนของแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียวอันน่าเกรงขาม และมหาเซียนอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่มหาเซียนกระดูกขาวมาเองก็ต้องให้เกียรติถึงสามส่วน
“นางคือเซียนกระบี่เฟยอวี่!”
ใจของนางพญากระดูกขาวเต้นตึกตักเห็นได้ชัดว่านางจำลู่ชิงฉานได้ ความริษยาในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างมิอาจระงับ
ทว่านางก็รู้ดีว่าแม้แต่มหาเซียนกระดูกขาวก็จะไม่ยั่วยุแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียวโดยง่าย
ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงก้มหัวจำยอม
“ท่านผู้อาวุโส ข้าเป็นฮูหยินของมหาเซียนกระดูกขาว ไม่ทราบว่าตระกูลหวังเป็นสำนักที่ท่านอุปถัมภ์ ข้าขอให้ท่านอภัยให้ด้วย พวกเราจะถอยทัพเดี๋ยวนี้!”
พลังปราณในร่างของนางพญากระดูกขาวพลุ่งพล่านนางต่อต้านพลังกดดันอย่างสุดกำลัง ในขณะเดียวกันก็ฝืนยิ้มพูดกับลู่ชิงฉาน
“ขอให้ท่านผู้อาวุโสเฟยอวี่อภัยให้ด้วย พวกเราจะถอยทัพเดี๋ยวนี้ และจะไม่ล่วงเกินตระกูลหวังอีกต่อไป!”
“ใช่ๆ พวกเราสามสำนักยังสามารถชดเชยให้ท่านได้ โปรดอภัยให้พวกเราด้วย ท่านผู้อาวุโสเฟยอวี่!”
“ท่านผู้อาวุโส...”
เหล่าเซียนของสามสำนักพูดขึ้นทีละคนด้วยสีหน้าหวาดๆพวกเขากลัวว่าเซียนกระบี่เฟยอวี่จะฟาดฟันพวกเขาทั้งหมดด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว
“ดี!”
“สะใจจริงๆ!”
“แข็งแกร่งเกินไป นี่แหละคือผู้แข็งแกร่งแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียว คาดไม่ถึงว่าเยวี่ยเอ๋อร์จะกราบไหว้ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้เป็นอาจารย์ได้!”
เบื้องหลังของเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหวังรวมถึงผู้นำตระกูลล้วนมีสีหน้าแดงก่ำ ตื่นเต้นและดีใจอย่างมาก พวกเขาอยากจะตะโกนก้องสวรรค์
นับตั้งแต่สามสำนักร่วมมือกันพวกเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากความอับอายและกังวล พวกเขามักจะกลัวอยู่เสมอว่าตระกูลหวังจะถูกทำลายและเมื่อไม่นานมานี้ก็ถูกตีจนถอยร่นกลับมายังดินแดนของตระกูล
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาอาศัยอำนาจของซูฉางเซิงตระกูลคงถูกทำลายไปแล้ว
บัดนี้เมื่อได้เห็นเหล่าเซียนของสามสำนักที่เคยโอหังหยิ่งผยองบัดนี้กลับหวาดกลัวจนแทบจะคุกเข่าขอความเมตตา
พวกเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ตูม!”
อย่างไรก็ตามเมื่อเผชิญกับการขอความเมตตาของเซียนสามสำนัก สีหน้าลู่ชิงฉานกลับเรียบเฉย พลังปราณน่ากลัวที่ไม่ลดลงกลับเพิ่มขึ้นพุ่งทะยานไปไกลนับหมื่นลี้
รอบๆตัวของนาง แสงสว่างนับพันสาดส่องจนดูประหนึ่งเซียน
ไร้ซึ่งความโศกเศร้าหรือยินดี
ดวงตาเย็นชาเหลือบมองลงมากวาดมองทุกผู้ทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นเซียนของตระกูลหลิงหรือเซียนของสำนักเทพโลหิตกระทั่งมหาเซียนกระดูกขาวที่อยู่เบื้องหลังนางพญากระดูกขาว ในสายตาของลู่ชิงฉานล้วนเหมือนกัน
ฟันด้วยกระบี่เดียว
ความอับอายและความโกรธในใจของนางจำต้องระบายออก
เหล่าเซียนของสามสำนักตรงหน้าคือเป้าหมายการระบายที่ดีที่สุด
“ชิ้ง!”
ลู่ชิงฉานชักกระบี่ออกมาแสงกระบี่เจิดจรัส กระบี่อัคคีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ในชั่วพริบตาก็ฟาดฟันดวงดาวหลายดวงจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
“ฟึด!”
ภาพนี้ทำให้เหล่าเซียนหลายคนสูดลมหายใจเข้าลึกศีรษะชา หัวใจสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
นี่คือพลังวิถีกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวเพียงใดเพียงคลื่นพลังที่หลงเหลือจากกระบี่อัคคีก็สามารถฟันดวงดาวบนท้องฟ้าให้แตกเป็นเสี่ยงๆได้ หากโดนกระบี่เข้าไปเต็มๆ จะมีทางรอดได้อย่างไร
“ร่วมมือกัน สู้กับนาง!”
“ได้ เราต้องใช้พลังทั้งหมด ใช้ไพ่ตายทั้งหมด มิฉะนั้นเราจะไม่รอด!”
“ฆ่า!”
เหล่าเซียนของสามสำนักมองหน้ากันและคำรามลั่นพวกเขารู้ว่าลู่ชิงฉานตั้งใจแน่วแน่ที่จะฆ่าพวกเขาทั้งหมด
อย่างไรเป็นตามพวกเขาในฐานะเซียนล้วนผ่านสมรภูมิที่เต็มไปด้วยศพและโลหิตมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าลู่ชิงฉานจะแข็งแกร่งเพียงใดพวกเขาก็ต้องต่อสู้อย่างเต็มที่
ตูม!ตูม! ตูม!
เซียนทั้งห้าคนรวมถึงนางพญากระดูกขาวล้วนลงมือพร้อมกันในขณะนี้พวกเขาไม่กล้าเก็บงำพลังอีกต่อไป วิถีแห่งเต๋าของพวกเขาปรากฏขึ้นอย่างเต็มที่แสงสว่างอันไร้ขอบเขตพุ่งทะยานขึ้นสู่นภา
ดวงอาทิตย์ห้าดวงส่องแสงวิถีแห่งเต๋าของพวกเขาดูราวกับโลกใบเล็กๆ มากมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ ปรากฏขึ้น แสงสว่างนับพันแม้แต่แสงศักดิ์สิทธิ์เพียงเล็กน้อยก็สามารถผ่าแผ่นดินได้นับหมื่นลี้
ตูม!
ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังเรียกใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์และไพ่ตายต่างๆ ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ ดูดซับพลังอันกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างสวรรค์และพิภพและร่วมกันโจมตีด้วยพลังทำลายล้างเหนือชั้น
แสงสว่างอันเจิดจรัสนั้นมากพอที่จะกลืนกินทุกสิ่งทำให้แม้แต่เซียนขั้นเก้ายังต้องสะท้าน
อย่างน้อยเซียนของตระกูลหวังก็ตกตะลึงจนศีรษะชาและสีหน้าซีดเผือด
หากเขาเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้โดยตรงเขาจะต้องถูกสังหารในทันทีแน่
“ตูม!”
ลู่ชิงฉานยังคงสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งความโศกเศร้าหรือยินดียินร้าย นางเพียงฟาดฟันกระบี่ออกไป กระบี่อัคคีอันเหนือชั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าขนาดใหญ่โตมโหฬารและใหญ่กว่าบรรพตนับไม่ถ้วน
ด้วยการฟาดฟันเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันของเหล่าเซียนหรือการโจมตีอันเหนือชั้น ล้วนถูกกวาดล้างไปจนสิ้นและมันก็ฟาดลงมาใส่เหล่าเซียนของสามสำนัก พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นอยู่หลายหนเซียนสองคนถูกทำลายฉับพลัน
แม้แต่ร่างวิญญาณก็ไม่มีโอกาสหลบหนีแตกสลายเป็นชิ้นๆ ทันทีภายใต้กระบี่อัคคี
“อ๊าาา...”
อย่างไรก็ตามยังมีผู้โชคดีที่รอดชีวิตมาได้สามคน คือเซียนของสำนักเทพโลหิต นางพญากระดูกขาว และเซียนลึกลับที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ
ในขณะนี้เซียนลึกลับผู้นั้นเผยร่างจริงออกมา ซึ่งก็คือโครงกระดูกไร้ศีรษะขนาดใหญ่หนึ่งจั้งมีสีทองเข้ม มีกลิ่นอายของพุทธะแผ่ซ่านออกมา
มีพลังปราณเซียนขั้นเก้าแผ่ออกมาจากร่างของเขา
อย่างไรก็ตามภายใต้กระบี่ของลู่ชิงฉาน โครงกระดูกนี้กลับพาดไปด้วยรอยแผลเป็นจากกระบี่น่าพรั่นพรึง
ส่วนเซียนอีกคนของสำนักเทพโลหิตแม้ว่าจะรอดชีวิตมาได้ ทว่าในความเป็นจริงแล้วก็ใกล้จะตายเต็มที ดวงหน้าหวาดกลัวยิ่งเขาตะโกนลั่น ร่างกายระเบิดออก ร่างวิญญาณแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ นับไม่ถ้วนและหนีไปทุกทิศทุกทาง
“สละร่าง ใช้เวทลับ และหวังที่จะให้ร่างวิญญาณเพียงเล็กน้อยหลบหนีไปได้รึ ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
ใบหน้าลู่ชิงฉานเย็นเยียบนางกางนิ้วทั้งห้าออก ชี้ไปยังอากาศเบาๆ แสงกระบี่นับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกไปทันใด ฝ่าทะลวงและทำลายร่างวิญญาณทั้งหมด
“เพล้ง!”
อีกด้านหนึ่งนางพญากระดูกขาวก็อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เช่นกัน อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ชำรุดทรุดโทรมปกป้องนางเอาไว้มันคือเจดีย์ แม้ว่าจะชำรุด ทว่าก็ยังคงแผ่อานุภาพของมหาเซียนออกมา ปกป้องนางจากการโจมตีรุนแรง
“อาวุธต้องห้ามของมหาเซียน แม้ว่าจะชำรุด ทว่ายังป้องกันการโจมตีที่รุนแรงของผู้ที่ต่ำกว่าระดับราชานักบุญได้หลายหนดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับความโปรดปรานจากมหาเซียนกระดูกขาวผู้นั้นมาก”
ลู่ชิงฉานมองเพียงแวบเดียวก็เข้าใจนางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สิ่งที่เรียกว่าอาวุธต้องห้ามของราชานักบุญนั้นแตกต่างจากอาวุธของราชานักบุญ เพียงกระตุ้นเล็กน้อยก็สามารถแผ่พลังของราชานักบุญออกมาได้มันเป็นอาวุธที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แม้จะเป็นเช่นนั้นมันก็ยังคงมีค่ามาก โดยปกติแล้วแม้แต่มหาเซียนก็มีไม่มากนัก
บัดนี้คาดไม่ถึงว่ามหาเซียนกระดูกขาวที่มอบสิ่งของหนึ่งชิ้นให้นางพญากระดูกขาวแม้ว่าจะชำรุด ทว่าก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงฐานะของนางได้
“นังสารเลวนี่ เจ้าช่างกล้า เจ้ากล้าที่จะลงมือกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ในระยะไกลใบหน้านางพญากระดูกขาวบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด นางบาดเจ็บทั่วร่าง ใบหน้าอันงดงามก็มีบาดแผลกระบี่อัคคีพลุ่งพล่าน ทำให้นางไม่อาจรักษาบาดแผลได้ ใบหน้าของนางในยามนี้จึงดูน่าเกลียดยิ่ง
แม้ว่าจะมีอาวุธต้องห้ามของมหาเซียนทว่าสุดท้ายก็ชำรุดเสียแล้ว ไม่อาจเทียบกับอาวุธที่สมบูรณ์ได้ ไม่อาจปกป้องนางได้อย่างสมบูรณ์จึงได้รับบาดเจ็บจากกระบี่อัคคีที่กระจัดกระจายอยู่บ้าง
ความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นนี้
นางรู้สึกอับอายยิ่งนักกระทั่งคลุ้มคลั่ง และจ้องมองไปยังลู่ชิงฉานด้วยความเกลียดชัง
“ฆ่านังสารเลวนั่นให้ข้า!”
นางพญากระดูกขาวกรีดร้องนางสูญเสียสติและสั่งให้ร่างไร้ศีรษะขนาดใหญ่โจมตีนาง
ตูม!
ร่างไร้ศีรษะขนาดใหญ่เคลื่อนไหวแม้ว่าจะเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าร่างกายสีทองขนาดหนึ่งจั้งก็เคลื่อนไหว พลังเป็นอมตะที่พร้อมบดขยี้ทุกสิ่งแผ่ซ่านออกมา
ฝ่ามือขนาดใหญ่ฟาดลงมาราวกับจะบดขยี้ฟ้าดิน
“โครงกระดูกของพระพุทธองค์ผู้หนึ่ง ฝึกฝนกายาอรหันต์ น่าเสียดาย หากเจ้ากลายเป็นราชานักบุญขั้นสูงสุดเจ้าก็อาจจะประมือกับข้าได้อย่างสูสี!”
ลู่ชิงฉานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางจำที่มาของโครงกระดูกนี้ได้ และถอนหายใจเบาๆ
ตูม!
ในพริบตาต่อมานางดีดนิ้วออกไป แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า กลายเป็นกระบี่อัคคี ตวัดโครงกระดูกไร้ศีรษะจนระเบิดออกและแตกสลายไปทันใด
โครงกระดูกธรรมดาๆเพียงหนึ่ง มีพลังเพียงระดับเซียนขั้นสูงสุด และบัดนี้ยังมีพลังไม่ถึงครึ่งของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้านทานนางได้อย่างไร
เหตุผลที่มันรอดชีวิตจากกระบี่ของนางก่อนหน้านี้ก็เป็นเพราะนางไม่ได้ใช้พลังมากนัก เพียงฟาดฟันกระบี่ไปอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น
“แข็งแกร่ง... แข็งแกร่งเกินไป!”
เบื้องหลังเซียนของตระกูลหวังเบิกตากว้างตะลึงงัน
เหล่าเซียนทั้งห้าที่เคยทำให้เขากลัวจนสิ้นหวังบัดนี้กลับถูกสังหารราวกับผักปลาเสียอย่างนั้น
“เหลือเพียงเจ้าแล้ว!”
ลู่ชิงฉานมองไปยังนางพญากระดูกขาวด้วยสายตาเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร
นางเป็นคนแค้นฝังหุ่นมาก
นางพญากระดูกขาวกล้าเรียกนางว่าสารเลวนางได้ยินอย่างชัดเจน และจะไม่ปล่อยนางไปแน่นอน
“อ๊า!”
นางพญากระดูกขาวสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนี้จึงอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“ท่านช่วยข้าด้วย!”
ตูม!
ลู่ชิงฉานไม่สนใจนางฟาดฟันกระบี่ออกไปโดยตรง กระบี่นี้ใช้อานุภาพที่แท้จริง พลังปราณสั่นสะเทือนไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง
ด้วยกระบี่นี้แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีอาวุธต้องห้ามของมหาเซียนก็มิอาจปัดป้องได้ สุดท้ายแล้วมันก็ชำรุดลง
“กึ๊ง...”
ทว่าในวินาทีต่อมาเจดีย์นั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แตกสลาย จากนั้นก็ระเบิดออก ร่างกระดูกสีขาวปรากฏออกมาจากภายในแผ่อานุภาพอันไร้ขอบเขตของราชานักบุญออกมา
มหาเซียนกระดูกขาวอย่างนั้นรึ!
เมื่อเห็นภาพนี้ดวงตาของลู่ชิงฉานเบิกกว้าง ใบหน้าฉายแววตกตะลึง
เป็นไปได้อย่างไรมหาเซียนมาคุ้มครองด้วยตนเองหรือ
“โป๊ะ!”
ขณะที่ลู่ชิงฉานยังคงตกใจอยู่ร่างกระดูกสีขาวก็ก้มลง เพียงแค่ใช้นิ้วชี้ไป กระบี่อัคคีอันเจิดจรัสก็แตกสลายหายไปในพริบตา
“น่าสนใจ เซียนกระบี่เฟยอวี่แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เฉินเซียว สมกับเป็นอัจฉริยะที่ก้าวขึ้นสู่ระดับราชานักบุญตั้งแต่อายุยังน้อยพลังเช่นนี้ช่างน่าเกรงขามเสียจริง!”
ร่างกระดูกสีขาวหัวเราะเบาๆ
ร่างกายของมันสูงประมาณสามสิบจั้งทั้งร่างเป็นกระดูกขนาดใหญ่ ภายในกะโหลกศีรษะมีเปลวไฟแห่งร่างวิญญาณลุกโชน แผ่พลังคลื่นแห่งร่างวิญญาณน่าสะพรึงออกมา
“เข้าใจแล้ว นี่คือร่างแยก เซียนนักบุญเพียงหนึ่ง กลับทำให้เจ้าให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ถึงกับส่งร่างแยกมาคุ้มกันเลยรึ!” ลู่ชิงฉานจ้องมองอย่างตั้งใจครู่หนึ่งดวงตาเป็นประกาย นางจำสถานะของอีกฝ่ายได้และถอนหายใจเบาๆ
สิ่งที่เรียกว่าร่างแยกนั้นคือสิ่งที่เซียนนักบุญสร้างขึ้นด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง ใช้วัสดุสวรรค์และพิภพมากมายแบ่งร่างวิญญาณส่วนหนึ่งออกมาเพื่อควบแน่น มีพลังต่อสู้เทียบเท่าสามในสิบของร่างจริง
ร่างแยกมีค่ามากหากถูกทำลายก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ และจะส่งผลกระทบต่อร่างวิญญาณของร่างจริง
ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วผู้แข็งแกร่งจะไม่สร้างร่างแยก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้มันเพื่อปกป้องฮูหยิน
“ถูกต้อง อวี่เอ๋อร์สำคัญมากสำหรับข้า โปรดไว้ชีวิตนางด้วย เซียนกระบี่เฟยอวี่ให้เกียรติข้าเถิด”
มหาเซียนกระดูกขาวยิ้มใจเย็น
“ท่าน...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้นางพญากระดูกขาวก็ซาบซึ้งใจ นางมองไปยังมหาเซียนกระดูกขาวด้วยน้ำตานองหน้า
“เป็นไปไม่ได้!”
ลู่ชิงฉานเผยสีหน้าเย็นชานางปฏิเสธโดยไม่ลังเล
หากเป็นตัวนางเองแม้ว่านางพญากระดูกขาวจะดูถูกนาง ทว่าเพื่อเห็นแก่มหาเซียนกระดูกขาว ลู่ชิงฉานก็ปล่อยนางพญากระดูกขาวไปได้
ทว่าการสังขารเซียนของสามสำนักเป็นภารกิจที่ซูฉางเซิงมอบหมายให้กับนาง
แม้ว่าลู่ชิงฉานจะไม่ชอบซูฉางเซิงทว่านางไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง
เช่นนั้นแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับมหาเซียน นางก็ต้องทำภารกิจให้ลุล่วง
“เฮ้อ ดูเหมือนว่าวันนี้ข้าต้องสังหารอัจฉริยะผู้มีศักยภาพที่หาได้ยากเสียแล้ว!”
มหาเซียนกระดูกขาวถอนหายใจเบาๆ
ตูม!
ทันทีที่สิ้นเสียงกรงเล็บกระดูกที่ปกคลุมท้องฟ้าก็หวดลงมาโดยไม่ลังเล ไม่ได้ใช้วิถีแห่งเต๋าหรือเวทมนตร์ใดๆ มีเพียงพลังอันไร้ขอบเขตที่บริสุทธิ์ที่สุด
แม้จะเป็นเช่นนั้นพลังนั้นก็ยังคงเหนือกว่าราชานักบุญกึ่งมหาเซียนมาก
“กระบี่เซียนเหิน!”
เมื่อเห็นเช่นนี้สีหน้าของลู่ชิงฉานก็เคร่งขรึมขึ้น นางร้องเสียงแหลม กระบี่เทพในมือเปล่งประกายอานุภาพเหนือชั้นกระบี่อัคคีอันเหนือชั้นที่เคยปะทุขึ้นในการต่อสู้กับซูฉางเซิง บัดนี้ก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
ตูม!
กระบี่อัคคีอันเหนือชั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแสงเซียนนับพันพลุ่งพล่าน ราวกับเซียนเหินเวหา พร้อมกับกระบี่อัคคีอันน่ากลัวที่ฟาดฟันดวงดาวกวาดล้างทุกสิ่ง จนสามารถตัดกรงเล็บกระดูกของมหาเซียนกระดูกขาวออกไปข้างหนึ่งและบดขยี้มัน
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปมันจะสร้างความตกตะลึงไปทั่วทุกสารทิศ
นี่คือร่างแยกของมหาเซียนกระดูกขาวแม้ว่าจะมีพลังเพียงสามในสิบ ทว่าด้วยการบำเพ็ญเพียรของมหาเซียนกระดูกขาว แม้ว่าจะเป็นเพียงสามในสิบก็เทียบเท่ากับมหาเซียนทั่วไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งลู่ชิงฉานได้ต่อสู้แบบตัวต่อตัวและตัดมือของราชานักบุญด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว
“เก่งกาจ แม้แต่ผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังไม่น่ากลัวเท่าเจ้า!”
เปลวไฟแห่งร่างวิญญาณในกะโหลกศีรษะของมหาเซียนกระดูกขาวสั่นสะเทือนรุนแรงเห็นได้ชัดว่าตกตะลึงและประหลาดใจอย่างมาก
“ทว่าน่าเสียดาย เจ้าไม่มีโอกาสโจมตีครั้งที่สองแล้ว!”
เมื่อพูดจบมหาเซียนกระดูกขาวก็ใช้มืออีกข้างฟาดออกไป ในครานี้เขาใช้วิชาเทพ
“โลกากระดูกขาว!”
กรงเล็บกระดูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วบดบังท้องฟ้า ระหว่างนิ้วมือมีกลิ่นอายแห่งความตายมากมาย ภายในมีโลกแห่งความตายก่อตัวขึ้นปรากฏโครงกระดูกนับไม่ถ้วน
พลังปราณนี้ช่างน่ากลัวเกินไปมันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้ดวงดาวนับพันสะเทือนเลือนลั่น ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลหวั่นสะท้านเหล่าผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนในทวีปเจินเซิ่งตกตะลึง
ตูม!
เมื่อฝ่ามือฟาดลงมาเหล่าผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนในเมืองโบราณตระกูลหวังล้วนหวาดกลัวและสิ้นหวัง
ลู่ชิงฉานกัดฟันแน่นนางต้องการฟาดฟันกระบี่อีกครั้ง ทว่าการโจมตีครั้งก่อนใช้พลังไปมากเกินไป นางจึงไม่สามารถใช้มันได้อีกในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้การโจมตีครั้งนี้ของมหาเซียนกระดูกขาวยังเหนือกว่าครั้งก่อนมาก มันคืออานุภาพที่แท้จริงของมหาเซียน
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้หากนางไม่หนีก็มีแต่ต้องสิ้นชีวี
“ข้าได้เห็นพลังเช่นนั้นมาแล้ว ข้าจะหนีต่อหน้าเจ้าได้อย่างไร!”
ลู่ชิงฉานกัดฟันแน่นนางปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากกระบี่ในมือ เตรียมจะต้านทานอย่างเต็มที่
“เจ้าหัวแข็ง ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคิดที่จะรับมือโดยตรงอีกหรือ นี่ไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกรึ!”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น
ตูม!
ในห้วงอากาศนิ้วมือปรากฏขึ้น
เพียงใช้นิ้วชี้ไปโลกกระดูกขาวที่ฟาดฟันลงมาก็แตกสลายอย่างรวดเร็ว โครงกระดูกนับไม่ถ้วนแตกสลาย รวมถึงมือกระดูกขนาดใหญ่ด้วย
“เจ้ากล้าที่จะแตะต้องสตรีของข้า วันนี้ร่างกระดูกของเจ้าต้องแหลกสลาย แม้แต่ร่างจริงของเจ้าก็ต้องตามไปเช่นกัน!”
ท่ามกลางดวงตาที่สั่นเทาของมหาเซียนกระดูกขาวร่างที่สวมชุดคลุมดาวปรากฏขึ้น รูปงามหาที่เปรียบมิได้ มันผู้นั้นคือซูฉางเซิง
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ลู่ชิงฉานจ้องมองภาพนี้ด้วยความตะลึงหัวใจเต้นระรัว
เขาพูดว่ากระไรนะสตรีของเขารึ แต่นางไม่ใช่แค่สาวใช้หรือ
เดี๋ยวก่อนลู่ชิงฉาน เหตุใดเจ้าถึงยอมรับว่าเจ้าเป็นสตรีของเขาแล้วเล่า