ตอนที่ 7
ณ ซากเรืออับปางที่จมอยู่ก้นสมุทร แสงไฟสีฟ้าส่องแสงอยู่ภายในห้องโถงของเรือรำไร
แสงเทียนสีน้ำเงินจากโคมระย้าที่ชำรุดส่องสว่างไปทั่วทั้งโถงเผยให้เห็นชายหญิงมากมายที่มีรูปลักษณ์อันน่าสยดสยองในชุดย้อนยุคสีหม่นกำลังเต้นวอลซ์อยู่บนฟลอร์ไปตามจังหวะเสียงเพลงอันไพเราะของนักเปียโนที่มีสภาพน่าสยองไม่ต่างกันซึ่งกำลังบรรเลงอยู่บริเวณหน้าเตาผิง
เนื่องจากร่างที่มิติิญญาสร้างให้เป็เพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มดวงิญญาเอาไว้เท่านั้น ดังนั้นกายเนื้อของพวกเขาจึงฝืนกฎธรรมชาติอยู่หน่อยๆ ด้วยเหตุนี้เองทั้งสองจึงสามารถลงมาใต้มหาสมุทรโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดอากาศหายใจเนื่องจากกายเนื้อของพวกเขาไม่้าปัจจัยซึ่งเป็พรของคนเป็ในจุดนี้
แซ็กเดินนำอีวานไปยังตำแหน่งของชายชราในชุดสูทย้อนยุคอันหรูหราที่กำลังนั่งชมิญญาเ่าั้เต้นรำอยู่บนโซฟาซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับฟลอร์
“ได้เวลาแล้วเหรอ ขอฉันฟังเพลงนี้จบก่อนนะ” ชายชราหันมาเอ่ยกับทั้งสองด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย จากนั้นเขาก็หันไปชมความรื่นเริงเบื้องหน้าพลางผงกหัวไปตามจังหวะดนตรีไปด้วย
“ครับ” แซ็กขานรับความ้าสุดท้ายของดวงิญญา เขาหันไปมองทิวทัศน์รอบๆ ด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย แม้ว่าภาพเบื้องหน้าของเขาจะไม่ได้น่าอภิรมย์ก็ตาม
ดวงิญญาที่อยู่บนฟลอร์เ่าั้ต่างก็ยังไม่รู้ว่า ตัวเองตายไปแล้ว พวกเขาต่างก็พยายามดำเนินกิจวัตรเดิมๆ ในสภาพอันไม่อภิรมย์ไปตามสาเหตุการตาย ซึ่งต่างจากดวงิญญาที่ตระหนักว่าตัวเองตายแล้ว เพราะดวงิญญาที่รู้ตัวเ่าั้จะกลับไปมีสภาพดีเหมือนก่อนที่พวกเขาจะหมดลมหายใจเพื่อเฝ้ารอให้ผู้นำทางิญญามารับพวกเขาอย่างสมศักดิ์ศรี
“แปลกดีนะ” อีวานมองภาพเหล่าิญญาที่เสียชีวิตจากการอับปางของเรือซึ่งกำลังเต้นรำกันอย่างมีความสุขราวกับไม่ทราบถึงการมาถึงของผู้นำทางิญญา แล้วหันไปเอ่ยกับแซ็กเสียงขรึม
…ถึงแม้ชายหนุ่มจะรู้โดยคร่าวๆ ว่าดวงิญญาที่ยังไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้วจะไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขา แต่กระนั้นแล้วเมื่อได้เผชิญกับดวงิญญาหลายสิบดวงที่กำลังเต้นรำกันอย่างครื้นเครงโดยไม่มีิญญาดวงไหนหันมามองพวกเขาเลยแบบนี้ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆ เพราะยังไม่ชิน
“ฉันนึกว่านายจะพูดว่า น่ากลัวซะอีก” แซ็กหันมาเอ่ยเย้าด้วยสุ้มเสียงอันทะเล้นพลางเลื่อนสายตาจากฟลอร์เต้นรำอันไม่น่าอภิรมย์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
เชื่อเขาเถอะว่า สภาพของิญญาที่ยังไม่รู้ตัวว่าตายเบื้องหน้าเหล่านี้น่ากลัวพอๆ กับศพที่บวมน้ำอย่างไรอย่างนั้น ไหนจะาแเหวอะหวะที่ได้มาจากการปะทะกับเฟอร์นิเจอร์และส่วนต่างๆ ภายในเรือ ในตอนที่เรือกำลังจมอีก ทำให้ดวงิญญาเหล่านี้มีสภาพน่ากลัวมากทีเดียว
“ฉันจะเอาอะไรมาพูดแบบนั้นได้ล่ะ” อาจเป็เพราะพวกเขาคุยกันคนละประเด็น อีวานจึงหรี่ตาเล็กน้อยพลางเอ่ยเสียงเรียบ
พวกเขายืนชมงานเต้นรำอันน่าสยองกันเงียบๆ จนกระทั่งเสียงเปียโนโน้ตสุดท้ายสิ้นสุดลง
“เป็บทเพลงที่ไพเราะมากจริงๆ เอาล่ะ ฉันพร้อมแล้วพ่อหนุ่ม” ชายชราผู้มีใบหน้าอันน่าเกรงขามเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับทั้งสองพลางยันกายลุกจากโซฟากำมะหยี่โทรมๆ ที่มีตะไคร่เกาะอยู่ตามกาลเวลา
ขณะที่ดวงิญญาทั้งหญิงชายต่างก็โค้งเคารพคู่เต้นของตน แล้วทยอยแยกย้ายกันกลับไปยังห้องของตัวเองราวกับว่า พวกเขากำลังกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักเหมือนกับทุกวันที่ผ่านไปราวกับชั่วพริบตาบนเรือสำราญอันหรูหราลำนี้
“งั้นไปกันเถอะครับ” แซ็กหันมาขานรับอย่างสุภาพแล้วยื่นมือด้านที่สวมโซ่ข้อมือไปเบื้องหน้าของชายชราในชุดอันหรูหรา
ชายชรายื่นฝ่ามืออันเหี่ยวย่นไปััฝ่ามือที่ยื่นค้างอยู่เบื้องหน้าเป็การตอบรับการนำทางของเด็กหนุ่มในชุดสูทสีเทาอ่อนแต่โดยดี
ชั่วอึดใจต่อมาทั้งสามก็ก้าวอย่างมั่นคงไปยังประตูหลักที่เต็มไปด้วยปะการังและตะไคร้น้ำของประตูเรือที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสลักเสลาด้วยลวดลายอันงดงามตระการตา
หลังจากว่ายขึ้นมาเหนือผิวน้ำแซ็กกับอีวานก็ตะกายขึ้นเรือลำน้อยอย่างยากลำบาก เนื่องจากพวกเขาลืมเตรียมผ้าขนหนูเอาไว้ พาให้ทั้งสองต้องแล่นเรือกลับทั้งที่ตัวเปียกแบบนั้น โชคดีที่มีลมทะเลจึงช่วยไล่น้ำทะเลออกจากเสื้อผ้าของพวกเขาได้บ้าง แต่กระนั้นแล้วมันก็แลกมากับความหนาวเหน็บไปถึงกระดูกเมื่อถูกลมพัดขณะที่ตัวยังเปียก
“หนาวชะมัด” แซ็กบ่นอุบอิบพลางถูเสื้อสูทชื้นๆ ขณะที่สองเท้าอันเปียกปอนก้าวไปบนทางเท้าที่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือนัก โดยมีอีวานที่ตัวเปียกไม่ต่างกันตบแขนเสื้อที่ทั้งหนักทั้งชื้นไปด้วย
ตลอดทางนั้นแซ็กบ่นไม่หยุด อีวานเพียงแค่เดินเคียงกับเขาเงียบๆ ด้วยใบหน้าอันเรียบเฉยราวกับว่า ชายหนุ่มไม่มีความคิดเห็นอะไรเท่าไหร่
…แม้ว่าการเดินอยู่บนฝั่งทั้งที่ตัวเปียกแบบนี้ จะทำให้หนาวจนตัวสั่นก็ตาม
“หวังว่าจะไม่ได้ลงไปอีกนะ” แซ็กบ่นกระปอดกระแปดตามประสาคนติดสบายพลางถูมือไปด้วย พาให้อีวานเผลอคลี่ยิ้มขันออกมาบางๆ
“เลือกได้เหรอ?” อีวานนึกขันจึงหันมาเอ่ยแหย่ยิ้มๆ ทำให้แซ็กหน้าบึ้งตามประสาคนถูกแซว
อีวานมองใบหน้าบึ้งตึงของแซ็กครู่หนึ่งด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายของความพอใจนิดๆ จากนั้นเขาก็หันไปมองกระจกโชว์สินค้าของร้านรวงที่อยู่ข้างทางอย่างอารมณ์ดี
ภาพของพวกเขาที่สะท้อนอยู่บนกระจกร้านแทบไม่ต่างจากรูปร่างเดิมของพวกเขานัก ทว่าร่างที่มาเยือนโลกคนเป็ในฐานะผู้นำทางิญญาจะแตกต่างจากร่างที่อยู่มิติกึ่งกลางเล็กน้อยตรงที่ความโดดเด่นอันเป็เอกลักษณ์ของพวกเขาถูกดึงออกไปหมด เพื่อให้คนรู้จักที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ทราบถึงการมีอยู่ของพวกเขา
ขณะที่อีวานกำลังเหม่อไปถึงเนื้อหาของคู่มือที่อ่านเมื่อคืน เสียงจากโทรทัศน์ซึ่งกำลังลดราคาอยู่ที่หน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าพลันดึงสติอีวานให้กลับคืนมา
‘....ต่อไปเป็ข่าวรถชนในย่านกลางเมืองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากทางคุณอีวาน…ผู้เสียชีวิตไม่มีญาติจึงไม่มีการดำเนินคดีต่อ แต่เนื่องจากการขับรถชนคนอื่นจนถึงแก่ชีวิตถือเป็คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ ดังนั้นศาลจึงตัดสินโทษจำคุกคนขับเป็เวลาสิบปี ซึ่งโทษของเขาก็ถือว่า เป็ไปตามกฎหมายนะคะเพราะนี่คือการกระทำความผิดครั้งแรก แต่ถึงอย่างไรก็ดี ฉันว่ากฎหมายนี้ควรจะเปลี่ยนแปลง…’
เสียงของผู้ประกาศข่าวทำให้กลุ่มก้อนของความหนักอึ้งผุดขึ้นมาในห้วงความรู้สึกของอีวาน
ชั่วขณะนั้นฝ่าเท้าของเขาพลันหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโทรทัศน์ลดราคาที่กำลังฉายรายการข่าวอยู่ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างเคลื่อนมองภาพของรถยนต์ที่เขาขับในคืนนั้น ซึ่งมีสภาพถูกชนอย่างแรงจนหงายท้องอยู่บนถนน บริเวณด้านหน้าของตัวรถบุบเข้าไปไม่เหลือเค้าเดิมซึ่งฉายอยู่บนหน้าจอด้วยสายตาเบิกกว้าง
….รถคันนั้นเขาอุตส่าห์ทำงานแทบตายเพื่อเก็บเงินไปซื้อสดเชียวนะ!
“ไม่ต้องไปสนใจหรอก” แซ็กเดินมาหยุดยืนอยู่เคียงกับอีวาน เขาหลุบตามองกลุ่มผมสีดำอันเปียกชื้นของอีกฝ่ายอย่างนึกสงสารพลางเอ่ยปลอบ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปดึงแขนของอีวานให้เดินไปด้วยกันอย่างแ่เบา
อีวานไม่ขืนตัวเหมือนกับที่ผ่านมา เขาเพียงแค่ปล่อยให้ฝ่ามืออุ่นๆ ของแซ็กจับต้นแขนผ่านแขนเสื้ออันเปียกชื้นเอาไว้ราวกับว่า ััอุ่นๆ ของอีกฝ่ายช่วยทำให้เขาสงบใจขึ้นมาได้บ้าง
อีวานก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเป็แบบนี้เหมือนกัน บางทีอาจเป็เพราะแซ็กคือคนรู้จักสมัยที่ยังมีชีวิตเพียงคนเดียวที่ยังอยู่กับเขาในตอนนี้กระมัง
ทันทีที่ก้าวเท้ากลับมายังห้องโถงสำนักงานิญญาประจำมิติกึ่งกลางใน่เย็น ร่างกายของพวกเขาก็ส่งสัญญาณของการแบกรับพลังงานจากโลกคนเป็ความเหนื่อยล้าอย่างมหาศาล ซึ่งนับเป็เื่ปกติที่ชาวมิติกึ่งกลางอย่างพวกเขาจะต้องประสบ เมื่อก้าวข้ามไปที่โลกคนเป็เป็ธรรมดา ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงต้องหอบร่างอันเมื่อยล้าตรงดิ่งกลับห้องกันอย่างน่าเวทนาเหมือนกับผู้นำทางิญญาคู่อื่นๆ ที่พึ่งจะกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจที่โลกคน
เมื่อมาถึงห้องพักสีครีมรกๆ ของแซ็ก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเมื่อยล้าของทั้งสองพลันเปล่งประกายอันยินดีที่ในที่สุดก็จะได้พักผ่อนเสียทีออกมาอย่างชัดเจน
“ง่วงชะมัด!” แซ็กปิดประตูห้องอย่างหมดแรง เขาถอดโซ่ข้อมือไปวางบนชั้นใกล้ๆ จากนั้นจึงตรงดิ่งไปทิ้งตัวที่เตียงอย่างหมดสภาพทั้งที่ตัวยังชื้นอยู่จากภารกิจเมื่อ่เย็น
แม้จะเอ่ยว่าพวกเขาพึ่งออกจากสำนักงานิญญาประจำเมืองนาฟรี่ย์ไปปฏิบัติภารกิจใน่บ่ายก็ตาม แต่กว่าจะเดินเรือออกเมืองไปยังจุดที่เรืออับปางที่ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงไหนจะเดินทางกลับมายังเมืองนาฟรี่ย์ กว่าพวกเขาจะถึงฝั่งก็นับเป็่เวลาเกือบห้าโมงเย็นของวัน
“...” อีวานถอดโซ่ข้อมือลงบนโต๊ะข้างโซฟาพลางเลื่อนสายตาไปมองคนซกมกที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงนอนนิ่งๆ จากนั้นเขาก็หอบร่างอันเหนื่อยล้าไปหยิบชุดนอนผ้ายืดสีเบจในตู้ของแซ็กแล้วตรงไปที่ห้องน้ำโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เนื่องจากเข้านอนั้แ่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า พวกเขาจึงตื่นขึ้นมาใน่สามทุ่ม
ความหนักอึ้งจากข่าวเมื่อตอนเย็นยังตกค้างอยู่ในห้วงความรู้สึกของอีวาน เขาจึงตัดสินใจหันไปชวนแซ็กที่ยังงัวเงียอยู่ออกไปกินมื้อเย็นที่ร้านครัวของบ๊อบบี้
…ไม่รู้ว่าด้วยความบังเอิญหรือความตั้งใจที่ทำให้มาร์แชลเดินยิ้มกว้างเข้ามาในร้านด้วยท่าทีอันมีชีวิตชีวาจนทำให้อีวานรู้สึกขัดตาขึ้นมานิดๆ
“เป็ไงครับ นำทางิญญาวันแรก สนุกไหม?” มาร์แชลลากเก้ามานั่งคั่นกลางระหว่างพวกเขาเหมือนอย่างรอบที่แล้ว จากนั้นก็เท้าคางลงกับผ้าปูโต๊ะแล้วเอ่ยถามทั้งสองด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันสดใส
ชั่วขณะนั้นอีวานกับแซ็กต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอลูกชาย (?) อีกครั้งในเวลาที่พวกเขาอยากจะกินข้าวกันเงียบๆ แบบนี้
ดูเหมือนว่า ความสงบสุขของคนมีภาระหน้าที่ซึ่งพ่วงมาจากอดีตชาติอย่างพวกเขา จะถูกท่านเทพผู้เป็ลูกชายที่ไม่รู้จักปล่อยมือจากสายธารแห่งเวลาทำลายซะแล้ว
“มันเป็งานเพราะงั้นไม่สนุก” แซ็กวางรายการอาหารลง แล้วถลึงตาใส่มาร์แชลอย่างนึกเอือมๆ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเซ็งไปด้วย
“ก็ดี” อีวานเอ่ยเรียบๆ พลางหยิบรายการอาหารขึ้นมาดูรายชื่อของกินเล่นเป็กับแกล้มราวกับว่า เขาไม่ได้หงุดหงิดเหมือนแซ็ก
…ทั้งที่จริงๆ แล้วชายหนุ่มก็นึกเซ็งอยู่เหมือนกัน
“นายจะไปตอบเ้าหมอนี่ทำไมเนี่ย ให้ตายสิ!” แซ็กสบถด้วยความขัดใจเล็กน้อย ที่อีวานทำตัวดีกับลูกชายคนเดียวของพวกเขา (?) แบบนี้ โดยมีมาร์แชลมองทั้งสองทะเลาะกันด้วยใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเริงร่า
“เบียร์สามที่!!” บ๊อบบี้เอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันมีชีวิตชีวาพลางจัดวางแก้วเบียร์รสเลิศให้กับลูกค้าทั้งสามด้วยท่าทางอันเบิกบานเหมือนเดิม ทำให้บทสนทนาของพวกเขาชะงักไปชั่วครู่
“ในเมื่อนายอายุเท่าฉัน ทำไมถึงไม่เปลี่ยนร่างให้อายุเท่ากันหน่อย”
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 95 (หน้า 100 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ