
หนึ่งปีก่อนหน้า
ยามเหม่า (๐๕.๐๐ - ๐๗.๐๐ น.)
หมอกขาวยามเช้าแห่งเหมันตฤดูปกคลุมตรอกสุนัขหลง บดบังความเน่าเฟะของคูน้ำครำและความแตกร้าวของอาคารไม้ผุพัง ให้ดูเลือนรางราวกับภาพฝันที่กำลังจะสลาย
เฉินมู่ ในวัยสิบห้าปี นั่งห้อยขาอยู่บนหลังคาบ้านไม้เก่าคร่ำครึ ลมหนาวพัดกรรโชกจนร่างผอมบางสั่นสะท้าน แต่ดวงตาเรียวรีของเขากลับเปี่ยมด้วยประกายความอบอุ่น ยามเมื่อทอดมองลงไปยังลานซักล้างเล็กๆ เบื้องล่าง
ที่นั่น... คือโลกทั้งใบของเขา
"อาเหลียน" ดรุณีน้อยวัยสิบห้าปี กำลังนั่งยองๆ บนม้านั่งเตี้ยๆ ก้มหน้าซักกองผ้าที่สูงท่วมหัว นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเก่าๆ ที่ผ่านการซักจนซีดจาง คอเสื้อที่หลวมเล็กน้อยเผยให้เห็นไหปลาร้าขาวเนียนและลำคอระหงที่น่าัั
แม้ลมจะหนาวเหน็บจนน้ำในถังแทบกลายเป็น้ำแข็ง แต่มือเรียวขาวซีดของนางยังคงจุ่มลงไปขยี้ผ้าอย่างไม่ย่อท้อ ปลายนิ้วทั้งสิบแดงช้ำจนม่วงคล้ำ แต่ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อกลับยังคงแย้มยิ้ม ฮัมเพลงพื้นบ้านแ่เบา
นางมิใช่หญิงงามล่มเมืองดั่งนางจิ้งจอกในนิทาน หากแต่เป็ดั่ง "ดอกบัวขาว" ที่เบ่งบานท่ามกลางโคลนตม รูปร่างของนางนุ่มนิ่มชวนให้โอบกอด อกอวบอิ่มทรงหยดน้ำซ่อนรูปอยู่ใต้เสื้อผ้าหยาบๆ เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกที่ผายออกอย่างงดงามตามธรรมชาติ เป็เรือนร่างที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็แม่และภรรยาที่สมบูรณ์แบบ
"ซาลาเปาร้อนๆ มาส่งแล้วขอรับ ฮูหยินน้อย!"
เฉินมู่ะโลงจากหลังคาเบาราวกับแมว ยื่นซาลาเปาไส้ผักที่ยังอุ่นๆ (จากการแอบซุกไว้ในอกเสื้อ) ไปแนบแก้มเนียนใสนั้น
อาเหลียนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มฉายแววดีใจจนปิดไม่มิด นางยิ้มจนตาหยี แก้มขาวนวลเป็สีชมพูระเรื่อด้วยเืฝาด
"อาเฉิน... เ้าไปขโมยมาอีกแล้วใช่ไหม?" นางดุเสียงเบา แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"ข้าไม่ได้ขโมย ข้าแค่... กระทำการกระจายรายได้ของแม่ค้าหน้าเืผู้นั้นมาสู่ชนชั้นกรรมาชีพต่างหาก" เฉินมู่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ พลางบิซาลาเปาเป็สองซีก ยัดชิ้นที่ใหญ่กว่าใส่มือเล็กๆ ของนาง
"กินสิ... มือเ้าเย็นเฉียบหมดแล้ว"
เขากุมมือนางขึ้นมา เปาลมร้อนรดฝ่ามือที่แดงช้ำ อาเหลียนหน้าแดงซ่าน ก้มหน้างุดด้วยความขวยเขิน
"อาเฉิน..." นางเอ่ยเสียงแ่ "วันเกิดข้าปีนี้... ข้าไม่อยากได้อะไรเลยนะ ขอแค่มีเ้า มีข้าวกินอิ่ม มีงานทำ... แค่นั้นข้าก็พอใจแล้ว"
"จะได้อย่างไร!" เฉินมู่แย้งเสียงแข็ง เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาด้วยมือที่สั่นเทา
ในห่อผ้านั้น คือ "ปิ่นไม้แกะสลัก" ลายดอกบัว แม้เนื้อไม้จะหยาบและดูราคาถูก นอกจากนี้ฝีมือแกะสลักดูเหมือนมือสมัครเล่น (เพราะเขาแอบทำเองตอนดึกๆ จนนิ้วโดนมีดบาดนับไม่ถ้วน) แต่เขาก็ขัดถูมันจนเงาวับด้วยความตั้งใจ
"ข้าไม่มีเงินซื้อปิ่นทองให้เ้า... แต่ข้าสัญญา วันหนึ่งเมื่อข้าเป็เถ้าแก่ใหญ่แห่งเฉวียนโจว ข้าจะซื้อปิ่นทองฝังหยกให้เ้าสิบอัน! จะซื้อผ้าไหมดีๆ ให้เ้าใส่ มีหญิงรับใช้ เ้าจะได้ไม่ต้องมานั่งซักผ้าด้วยน้ำเย็นแบบนี้อีก!"
อาเหลียนรับปิ่นไม้มาถือไว้ น้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้ม นางมองปิ่นไม้นั้นราวกับมันเป็สมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนาง
"คนบ้า..." นางสะอื้น "ข้าไม่้าปิ่นทอง... ข้า้าแค่เ้า"
นางปักปิ่นไม้ลงบนมวยผมเปียสีดำขลับของนาง หันมาส่งยิ้มให้เขา... รอยยิ้มที่บริสุทธิ์และยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก
"งามหรือไม่?"
"งดงามที่สุด แม้เทพธิดายังสู้เ้าไม่ได้" เฉินมู่ตอบเสียงเครือ ดึงร่างนุ่มนิ่มนั้นเข้ามากอดแนบอก กลิ่นกายหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งร่ำและสบู่ซักผ้าของนาง ทำให้เขารู้สึกสงบอย่างประหลาด
วินาทีนั้น... โลกทั้งใบหยุดหมุน
ทั้งสองหารู้ไม่ว่า นั่นคือ "ความสุข" ครั้งสุดท้ายที่์อนุญาตให้เฉินมู่ได้ัั
...
สามวันต่อมา
ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับฟ้ากำลังร่ำไห้ให้กับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เสียงหวีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วตรอกสุนัขหลง
เฉินมู่วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากท่าเรือ ใจคอไม่ดีเมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนอออยู่ที่หน้าบ้านไม้เก่าๆ ของอาเหลียน
ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจเขาแทบหยุดเต้น
"คุณชายหวัง" บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของคหบดีใหญ่ ยืนกางร่มกระดาษอาบน้ำมันฉลุลายทอง ใบหน้าอ้วนท้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย สายตาจับจ้องเรือนร่างของอาเหลียนที่เปียกปอนจนเสื้อผ้าแนบเนื้อ เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งและเนินอกอวบอัดที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น
บ่าวไพร่สี่คนกำลังฉุดกระชากอาเหลียนให้ลุกขึ้นจากพื้นโคลน
"ปล่อยนางนะ! ไอ้พวกสารเลว!"
เฉินมู่คำรามลั่น พุ่งตัวเข้าใส่ดุจสุนัขบ้า เขาไม่มีวรยุทธ์ มีเพียงสองกำปั้นและความรักที่ยอมแลกด้วยชีวิต
พลั่ก!
บ่าวไพร่ร่างั์ตวัดเท้าถีบเข้าที่ยอดอกเฉินมู่อย่างจัง ร่างผอมบางกระเด็นไปกระแทกกำแพงอิฐ เสียงซี่โครงหักดังกร๊อบ!
"อั้ก!" เฉินมู่กระอักเืออกมาคำโต นอนตัวงอเป็กุ้งด้วยความเ็ปเจียนตาย แต่สายตายังคงจ้องมองไปที่คนรัก
"อาเหลียน... หนีไป..."
"ปากดีนักไอ้ขอทาน!" บ่าวไพร่อีกสามคนรุมเข้ากระทืบซ้ำ รุมสกรัมจนเฉินมู่จมลงไปในกองโคลน เืสีแดงฉานไหลปนไปกับน้ำฝน
"หยุดมือ! ได้โปรด! อย่าได้ทำเขาแล้ว!"
อาเหลียนกรีดร้องแทบขาดใจ นางสะบัดหลุดจากการควบคุม วิ่งถลาเข้ามากางแขนปกป้องร่างที่ชุ่มเืของเฉินมู่ ใช้แผ่นหลังบอบบางรับหมัดและเท้าแทนเขา
ตุบ! ผัวะ!
นางกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้อง แม้ความเ็ปจะแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางยอมเจ็บ... ดีกว่าเห็นชายคนรักต้องตาย
"คุณชายหวัง... ข้ายอมแล้ว..."
อาเหลียนคลานเข่าเข้าไปกอดขาคุณชายหวัง ใบหน้าที่เคยนวลเนียนบัดนี้เปื้อนโคลนและน้ำตา นางเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาของ ลูกกวางที่ยอมจำนนต่อราชสีห์
"ข้ายอมไปกับท่าน... ยอมเป็ของท่าน... จะให้ข้าทำอะไรก็ได้... ขอแค่ไว้ชีวิตอาเฉิน... ปล่อยเขาไปเถอะเ้าค่ะ"
เฉินมู่พยายามลืมตาที่บวมเป่ง มองภาพหญิงสาวผู้เป็ดวงใจกำลังเอาศักดิ์ศรีเข้าแลกชีวิตเขา
"อาเหลียน... อย่า..." เสียงของเขาแหบพร่าดุจเสียงกระซิบ
คุณชายหวังหัวเราะชอบใจ ใช้ปลายเท้าเชยคางมนของอาเหลียนขึ้น มองดูริมฝีปากอิ่มและดวงตาที่เศร้าสร้อยนั้นด้วยความกระหยิ่มในราคะ
"ดี... ว่าง่ายๆ ั้แ่แรกก็เจ็บตัวน้อยลงแล้ว มาเถอะ ยอดรัก อนุภรรยาคนที่ห้าของข้า... คืนนี้ข้าจะสอนให้เ้ารู้จักความสุขที่แท้จริง"
เขาฉุดข้อมือนางให้ลุกขึ้นอย่างแรง จนร่างบางเซถลาไปชนอกเขา อาเหลียนหันกลับมามองเฉินมู่เป็ครั้งสุดท้าย...
สายตานั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายชีวิต มีเพียงความเ็ปและความรักที่ถูกพรากไป
ในจังหวะที่นางถูกกระชากตัวไปข้างหน้า... ปิ่นไม้ลายดอกบัว ที่เฉินมู่มอบให้ ก็ร่วงหล่นลงจากมวยผม ตกลงบนพื้นโคลนสกปรก
คุณชายหวังเดินตามนางไป... รองเท้าไหมราคาแพงที่ปักดิ้นทอง ก็เหยียบย่ำลงบนปิ่นไม้นั้นอย่างไม่ไยดี
กร๊อบ...
เสียงไม้หักดังเบาๆ แต่มันกลับดังก้องกังวานในหัวใจของเฉินมู่ ยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง
ปิ่นไม้แตกหักเป็ชิ้นๆ จมหายไปในโคลนตม... พร้อมกับศักดิ์ศรี ความฝัน และหัวใจของเด็กหนุ่มที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี
เกี้ยวแดงถูกหามจากไป ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ราวกับจะชำระล้างความอยุติธรรมนี้ให้หายไป... แต่ไม่อาจชะล้างความแค้นในใจผู้คน
เฉินมู่นอนแน่นิ่งอยู่กลางดินโคลน น้ำตาไหลพรากผสมกับเื เขามองตามเกี้ยวนั้นจนลับตา
มือที่สั่นเทาค่อยๆ ควาญหาเศษปิ่นไม้ในโคลน... เขาเก็บเศษไม้ที่หักพังนั้นขึ้นมากำไว้แน่น แนบกับอกข้างซ้ายที่เจ็บร้าว
ความเ็ปทางกาย... เทียบไม่ได้เลยกับความเ็ปที่รู้ว่า ตัวเองไร้ค่า เพียงใด
ในคืนนั้น ท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเหน็บ เฉินมู่คนเดิมได้ตายจากไปแล้ว
เหลือเพียง ปีศาจ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น และความหิวกระหายในอำนาจ
"อาเหลียน..." เขาเค้นเสียงสาบานผ่านไรฟันที่ขบแน่นจนเืซึม
"ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน... สักวันหนึ่ง ข้าจะเหยียบย่ำพวกมันทุกคนไว้ใต้ฝ่าเท้า... ข้าจะซื้อทุกอย่างในใต้หล้านี้... เพื่อที่จะไม่ต้องสูญเสียสิ่งใดไปอีก!"
"ต่อให้ต้องกลายเป็ปีศาจ... หรือต้องเผาผลาญโลกทั้งใบ... ข้าก็จะทำ!"
ภาพความทรงจำอันขมขื่นค่อยๆ เลือนหายไป...
ปัจจุบัน... เฉินมู่ (ในวัยสิบหกปี) ยืนเหม่อมองท้องทะเลที่มืดมิด ณ ระเบียงบ่อนพนันที่เพิ่งยึดครองมาได้
มือเรียวขาวซีดของเขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ัั "เศษปิ่นไม้" หักๆ ที่เขาพกติดตัวไว้เสมอราวกับเป็อวัยวะส่วนที่ 33
แววตาแห่งความเ็ปจางหายไป... เหลือเพียงแววตาที่เ็าและอ่านไม่ออก
"นายน้อย..." จางเหว่ยเรียกเบาๆ จากด้านหลัง
เฉินมู่เก็บเศษไม้ลง หันกลับมาด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มของ "วานิชโลหิต" ผู้ไร้หัวใจ
"ไปเตรียมเรือเถอะ อาเหว่ย... เราจะออกไปรับ 'สินค้า' ชุดใหม่"
"เพื่อเงินตรา... และเพื่ออำนาจ"