บทที่7 เจียงเป่า
“หะ….ห้าร้อยปีอย่างนั้นรึ นี่หูข้าไม่ได้เพี้ยนไปใช่หรือไม่ สหายยุทธ์ท่านก็เป็ถึงราชันย์ยุทธ์อย่าได้ หยอกล้อกันเล่นเช่นนี้เลย” ติงโยวและคนอื่นๆ ภายในห้องประชุมไม่อาจทำใจเชื่อลง ชายชราติงโยวจึงได้ถามความในใจแทนทุกคนออกไป
ทว่าเมื่อชายหนุ่มเห็นการแสดงออกของเหล่าผู้าุโทั้งหลายพร้อมกับคำพูดของติงโยวชายหนุ่มก็อดยิ้มมุมปากมิได้
“หากพวกท่านไม่เชื่อข้าอนุญาตให้พวกท่านส่งตัวแทนมาตรวจอายุกระดูกของข้าได้เลย”
สาเหตุหลักๆ ที่ชายหนุ่มบอกเหล่าผู้าุโไปตามจริงเกี่ยวกับเวลาในกานฝึกฝนและให้พิสูจน์ด้วยการตรวจอายุกระดูกนั้น เพราะชายหนุ่ม้าให้อีกฝ่ายเห็นถึงศักยภาพของตัวเขาในภายภาคหน้าและยินยอมที่จะเป็พันธมิตรโดยไม่ต้องเสียผลประโยชน์อันใด
ในเวลานี้เอง ผู้าุโคนหนึ่งได้ก้าวออกมาอยู่ข้างหน้าชายหนุ่ม “ขออนุญาตสหายยุทธ์”สิ้นเสียงของผู้าุโ ชายหนุ่มก็ยื่นมือออกไปให้ผู้าุโคนนั้นไม่รอช้าพลังลมปราณสายหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นที่ฝ่ามือของผู้าุโผู้นั้น
ในดินแดนแห่งนี้มักใช้พลังปราณในการตรวจอายุกระดูกเป็ส่วนใหญ่ แต่โดยทั่วไปแล้วแต่ละดินแดนก็จะมีวิธีแตกต่างกันออกไป
ต่อมาพลังปราณกลุ่มนั้นได้เข้าไปในฝ่ามือของชายหนุ่มและได้ทำการตรวจอายุกระดูก ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ ผู้าุโคนนั้นก็ชักมือกลับพร้อมมองไปที่ใบหน้าของชายหนุ่มด้วยสีหน้าตกตะลึงในแววตาคู่นั้นฉายประกายหวาดหวั่นอยู่สามส่วน
เหล่าผู้าุโคนอื่นๆ รวมถึงติงโยวและหม่าฉือเมื่อเห็นการแสดงออกของผู้าุโ คนนั้นภายในใจของพวกเขาก็เริ่มจะร้อนรนขึ้นมากันแล้ว หม่าฉือที่ความอดทนน้อยที่สุดจึงได้เอ่ยถามผู้าุโคนนั้น เป็จริงอย่างที่สหายยุทธ์ได้กล่าวมาหรือไม่ท่านผู้าุโ
แต่สิ่งที่ตอบกลับหม่าฉือกับเป็การพยักหน้าเพียงอย่างเดียว แต่นี่ก็ถือเป็การยืนยันถึงคำพูดของชายหนุ่มแล้ว “นี่..นี่มันอัจฉริยะระดับใดกัน”
“คนผู้นี้เราจะต้องผูกมิตรไว้เป็การดีที่สุด” ผู้าุโรวมถึงหม่าฉือต่างก็คิดแบบนี้ “แต่เหตุใดตรวจเสร็จแล้วผู้าุโจึงไม่กลับมาอีกล่ะ” หม่าฉือได้กล่าวกับติงโยว
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เหล่าผู้าุโทั้งหลายรวมถึงหม่าฉือก็ตระหนักได้ว่าผู้าุโต้องเจออะไรเยอะกว่านั้นแน่
ในไม่ช้าเหล่าาุโและหม่าฉือก็ได้คำตอบ
ผู้าุโที่อยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มนั้นได้เอ่ยออกมาด้วยท่าทีระมัดระวัง “สหายยุทธ์หลินตงข้าขอถามท่านสักข้อเพื่อไขข้อข้องใจของข้า”
“เมื่อครู่ที่ข้าได้ตรวจอายุกระดูกของท่านนอกจากอายุกระดูกที่น้อยแล้วข้าััได้ถึงพลังปราณอันเข้มข้นในร่างกายท่าน ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าบัดนี้ท่านอยู่ระดับใดของระดับราชันย์ยุทธ์กันแน่”
สาเหตุที่ผู้าุโ ผู้นี้เอ่ยถามไปนั้นเพราะตัวเขาไม่เคยเจอลมปราณของผู้ใดที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่เ้าสำนักรุ่นก่อนก็ยังเป็รองอยู่สามส่วน บวกกับอายุที่น้อยของชายหนุ่มด้วยแล้ว
แค่คิดถึงระดับที่ชายหนุ่มจะไปถึงในอนาคตผู้าุโคนนี้ก็อดตื่นตะลึงในใจไม่ได้ อัจฉริยะระดับนี้ยังไงสำนักพันศาสตราก็ต้องผูกมิตรไว้ให้ได้
เมื่อได้ยินคำถามของผู้าุโ ชายหนุ่มจึงเอ่ยตอบ “บัดนี้ตัวข้าพึ่งจะขัดเกลาพลังปราณจนสมบูรณ์และเข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นต้นได้ไม่นาน”
สิ้นเสียงภายในได้ยินเสียงสูดอากาศเฮือกใหญ่ในทุกมุมของห้อง “นะ…นี่มันแข็งแกร่งกว่าเ้าสำนักรุ่นก่อนเสียอีก” ผู้าุโรอบๆ ต่างพากันตื่นใ ในเวลานี้หม่าฉือ อยากจะร้องไห้ยิ่งนัก เเผนที่จะกอบกู้หน้าตาของตนเองกลับกลายเป็การลดความมั่นใจของตัวเขาลงไปอีก
ในเวลานี้เองเสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น “ข้าว่าพวกท่านก็ได้รู้สิ่งที่อยากรู้กันแล้ว ตอนนี้พวกท่านพร้อมรับฟังข้อตกลงของข้ารึยัง” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าาุโทั้งหมดรวมถึงหม่าฉือได้กลับมาสงบอีกครั้ง
“สหายยุทธ์โปรดกล่าว”
ชายหนุ่มได้บอกถึงจุดประสงค์ในการมาของตนั้แ่ต้น เมื่อฟังถึงจุดประสงค์ในตอนแรกเหล่าผู้าุโก็ต่างพากันเหงื่อตก “ไอเ้าหมอนี่มันคิดจะมาล้างเมืองแล้วจับพวกข้าไปกันเลยหรือนี่” แต่เมื่อฟังข้อตกลงจนจบเหล่าผู้าุโ รวมถึงติงโยวและหม่าฉือต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ถือเป็เื่ที่ดีของทั้งสองฝ่าย เมืองเมฆาครามก็จะได้เหล่าจอมยุทธ์ระดับสูงของเมืองยอดศิลาไปสอนวิชาส่วนเมืองยอดศิลาก็จะได้ชายหนุ่มมาเป็พันธมิตร
เพราะถ้ามีการปะทะกันขึ้นมาถึงแม้ชายหนุ่มจะจับเหล่าาุโไปได้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าคนพวกนี้จะยอมสอนคนของเมืองเมฆาคราม
หลังจากสนทนากันอีกครึ่งชั่วยามชายหนุ่มก็ได้ข้อสรุป ในอีก1เดือนทางสำนักพันศาสตราจะส่งจอมยุทธ์ที่จะไปเป็อาจารย์ในสำนักเหนือ์เป็เวลา4ปี สาเหตุที่ชายหนุ่ม้าแค่4ปีนั้น
สาเหตุหลักๆ นั่นก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไรนี่ก็คือสำนักของชายหนุ่มตัวของชายหนุ่มก็ต้องอยากจะสร้างศิษย์ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่ด้วยจำนวนศิษย์ที่เยอะไป ชายหนุ่มจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย4ปีเพื่อให้ศิษย์รุ่นแรกนั้นก้าวสู่ผู้ฝึกยุทธ์ ระดับสอง
หลังจากนั้นตัวเขาจะสร้างรากฐานให้กับศิษย์รุ่นนี้เองเพราะรากฐานที่แท้จริงของจอมยุทธ์จะเริ่มั้แ่ระดับสามขึ้นไปนั่นเอง และเมื่อศิษย์รุ่นต่อไปมาศิษย์รุ่นแรกก็จะสอนพื้นฐานให้กับศิษย์รุ่นต่อไป
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นชายหนุ่มเตรียมตัวที่จะออกจากห้องประชุม แต่ทันใดนั้นเอง หม่าฉือก็ได้กล่าวออกมา “ช้าก่อนสหายยุทธ์ ตัวเ้าคงจะไม่ได้มีเป้าหมายแค่ที่นี่ที่เดียวใช่หรือไม่”
“แต่ก่อนที่เ้าจะไปยังเป้าหมายต่อไป ข้ามีเมืองเมืองหนึ่งมาแนะนำให้เ้า เป็เมืองที่มีศักยภาพไม่ต่างจากเมืองของข้าแถมยังพูดคุยง่ายอีกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงถามด้วยสีหน้าสงสัย “เมืองใดงั้นรึ”
หม่าฉือเมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มสนใจ ภายในใจของเขานั้นก็ได้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆๆๆๆๆ ไอเ้านักทำนายต้มตุ๋น ยมบาลกำลังสนใจเมืองของเ้าแล้ว” ในเวลานี้หม่าฉือ อยากจะยิ้มให้ปากถึงใบหูเสียจริงแต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ต่อหน้าชายหนุ่ม
…………………
เมืองลิขิตฟ้า
ในห้องเ้าสำนักของสำนักลิขิตฟ้า ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ จู่ๆ ดวงตาของชายหนุ่มผู้นั้นก็เปิดขึ้น
“เอ๊ะ เหตุใดดวงชะตาของข้าถึงกำลังถูกกดข่ม กำลังจะมีเภทภัยเกิดขึ้นกับข้าอย่างนั้นรึ” ชายหนุ่มได้แต่คิดพร้อมใบหน้าที่ใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ ชายผู้นี้ก็คือเ้าสำนักลิขิตฟ้า เจียงเป่า
ถึงแม้จะเป็ถึงเ้าสำนักแต่ด้วยพร์ในด้านการทำนายดวงชะตา ทำให้ตัวของชายหนุ่มนั้นมักจะรับรู้ถึงภัยอันตรายหรือแม้แต่อะไรก็ตามที่มีแนวโน้มจะคุกคามตัวเขาได้ล่วงหน้าเสมอ
ในตอนนี้เมื่อรับรู้ได้ว่าตนเองนั้นมีแนวโน้มจะตกอยู่ในอันตราย เจียงเป่าจึงเรียกผู้าุโทั้งหมดมารวมตัวกันในหอประชุมของสำนัก
เมื่อเหล่าาุโมาครบแล้ว เจียงเป่าก็ได้เล่าเื่ราวที่ตนััได้ให้แก่เหล่าผู้าุโฟัง เมื่อฟังเื่ราวจนจบเหล่าผู้าุโก็ได้แต่ปรึกษากันด้วยสีหน้าตื่น ตระหนก
“ท่านเ้าสำนักเป็ถึงระดับราชันย์ยุทธ์ ในดินแดนแห่งนี้นอกจากสามเมืองใหญ่แล้วจะมีใครคุกคามเ้าสำนักได้อีก” ชายชราหนึ่งในผู้าุโได้พูดขึ้น
แต่เมื่อเจียงเป่าได้ยินเช่นนี้ ในหัวของเขาพลันปรากฏใบหน้ายั่วยวนกวนบาทาของคนผู้หนึ่งขึ้นมา “ทำไมตัวข้าถึงมีลางสังหรณ์ว่าเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับข้าจะต้องมีเ้าหมาบ้า หม่าฉือมาเกี่ยวข้องด้วยนะ”
ในเวลาเดียวกันหน้าประตูเมืองลิขิตฟ้า บุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดคลุมสีดำได้เดินมาพร้อมกับบุรุษหนุ่มร่างใหญ่หน้าตายั่วยวนกวนบาทา
“ที่นี่สินะเ
มืองลิขิตฟ้า”
จากผู้เขียน: ตอนนี้ก็จะบทสนทนาเยอะนิดหนึ่งนะครับ ผมก็จะพยายามพัฒนาสกิลการเขียนให้ดีขึ้นนะครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านนะขอรับ
ติดตามฟังฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio