บทที่ 9 คุณสามี ฉันมีลูกแล้ว!
ลู่จิ่วอันถอดเสื้อคลุมออกอย่างคล่องแคล่ว มุดหน้าเข้าผ้าห่มด้วยความเขินอาย
ในใจยังคงคาดหวัง และรู้สึกกังวลใจไม่น้อย
เซี่ยอวิ้นหนิงยื่นมือดึงเชือกที่ต่อกับโคมไฟ ก่อนกระตุกหนึ่งทีให้ไฟดับลง เขาเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจากร่าง พลางนอนลงข้าง ๆ ผู้เป็ภรรยา
บนเตียงนี้ ไม่เหมือนดั่งเตียงรุ่นใหม่ที่มีขนาดกว้างถึงสองเมตร แต่เป็เตียงหนึ่งเมตรห้าฟุต สองคนนอนลงแล้วกำลังพอดี
“เซี่ยอวิ้นหนิง?”
ในค่ำคืนอันมืดมิด ลู่จิ่วอันหันหน้ามอง เห็นเซี่ยอวิ้นหนิงที่ห่อตัวหนาเหมือนดั่งดักแด้แล้วพลันทำให้นึกถึงชาติก่อนไม่ได้
ชาติก่อน หล่อนเขียนจดหมายบอกเซี่ยอวิ้นหนิงว่าตนกำลังท้อง
ตอนที่ชายหนุ่มเขียนจดหมายตอบกลับมา ก็ได้ตั้งชื่อให้ลูกไว้สองชื่อ
เขาเขียนลงจดหมายไว้ว่า ถ้าหากเป็ลูกชาย ให้ชื่อว่าเซี่ยซิงเหอ
หากเป็ลูกสาว ให้ชื่อว่าเซี่ยซิงหมาง
หลังจากนั้น เธอก็ได้คลอดลูกชายออกมา ในใจรู้ดีถึงความ้าของคนเป็พ่อ จึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘เซี่ยซิงเหอ’
“มีอะไรเหรอ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงพูดเสียงแหบแห้งในลำคอ ใจเต้นระรัว แขนของเขาแแ่กับแขนของลู่จิ่วอัน ในหัวพลันนึกถึงเื่เมื่อคืนแบบห้ามตัวเองไม่ได้
“ผ้าห่มคุณพอหรือเปล่า?”
เซี่ยอวิ้นหนิงคิดว่าฝั่งลู่จิ่วอันไม่มีผ้าห่ม จึงยื่นแขนเลื่อนผ้าห่มแบ่งไปยังฝั่งเธอสักหน่อย
หญิงสาวถือโอกาสเอาหมอนวางลงบนแขนของอีกฝ่าย พลิกตัวกลับมา แขนบางวางลงตรงเอวเขาอย่างแ่เบา
ขณะที่มือของลู่จิ่วอันวางลงบนเอว ในใจเซี่ยอวิ้นหนิงเต้นดังตุบ ๆ เหมือนดั่งกลองที่ถูกตีบรรเลงเสียงเพลงยังไงอย่างงั้น
เสียงเต้นของหัวใจ ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบจะได้ยินชัดเจนเป็พิเศษ
“หากคุณไม่ชอบที่ผ้าห่มมันเล็กไป งั้นเราห่มกันคนละผืนดีไหม?”
เซี่ยอวิ้นหนิงพูดแก้ขัดเขินไปที
เมื่อลู่จิ่วอันได้ยิน ก็เกิดอาการงอนขึ้นมา ร่างบางพลิกตัวกลับ หยิบผ้าห่มทั้งผืนมารวมกันห่มลงบนร่างเป็ก้อนใหญ่และเอ่ยว่า “เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันเห็นนะที่คุณมองผู้หญิงผอมขาวมีน้ำมีนวลคนนั้นน่ะ คุณรังเกียจฉันที่ทั้งดำทั้งผอมแห้งใช่ไหม...”
ถึงแม้ว่าเซี่ยอวิ้นหนิงจะรู้ตัวช้า แต่ก็รู้สึกได้ว่าลู่จิ่วอันเริ่มมีใจให้เขาบ้างแล้ว
เขาไม่ได้พยายามขยับผ้าห่มอีก แต่ใช้ร่างใหญ่แทรกเข้าไปยังผ้าห่มที่เธอห่มอยู่ ก่อนกอดร่างบางไว้แน่น
“ลู่จิ่วอัน งานแต่งของเราสองคนได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนะครับ”
หญิงสาวถอนหายใจเสียงเยือกเย็น ‘เหอะ’ ไปที ก่อนพูดจาเหน็บแนม “คุณก็รู้นี่คะว่าเราเป็สามีภรรยากัน? แล้วคุณก็ยังจะอยากแยกผ้าห่มกับฉันอีกอยู่เหรอ?”
“ผมไม่แยกผ้าห่มแล้ว”
ขณะที่เซ่ยอวิ้นหนิงเอ่ยประโยคเมื่อครู่ ลมหายใจร้อนผะผ่าวจรดลงข้างหูเธอ
เหมือนดั่งมีขนนกอันนุ่มนวลพาดผ่านในใจของหญิงสาว
มันคันยุบยิบ
ยุบยับไปหมด
ลู่จิ่วอันพลิกตัวทันใด ขบงับลงบนริมฝีปากเซี่ยอวิ้นหนิงไปที เหมือนดั่งกำลังระบายความโกรธ
ทีแรกเซี่ยอวิ้นหนิงเอาแต่คิดว่าลู่จิ่วอันคงเหนื่อยล้าจากการนั่งรถมาสิบกว่าชั่วโมง เมื่อถึงที่หมายแล้วก็ไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่นิด จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะยับยั้งตัวเองให้ได้มากที่สุด
จูบอันรุนแรงของลู่จิ่วอัน ได้จุดประกายไฟความหิวโหยในตัวของเขาขึ้นมา
เขาไม่แม้แต่จะให้เวลาเธอได้ประมวลผล พลิกเกมกลับเป็ผู้นำ จูบลงบนปากบางของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
เตียงไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดแอ๊ด
ลู่จิ่วอันเหมือนดั่งเรือเล็กในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ตัวสั่นเทาไปตามคลื่นแรงลม เหมือนลมหายใจถูกพรากไปเพราะความร้อนแรงหลายต่อหลายครั้ง
ความรู้สึกที่จิติญญาล้ำลึก ตัวสั่นเทาดั่งสายน้ำกระเพื่อม ทำให้หญิงสาวนึกไปยังชาติก่อนอย่างห้ามไม่ได้
ตัวเธอในชาติก่อน หัวจรดเท้า ล้วนเป็ของเซี่ยอวิ้นหนิงทั้งหมด
ถัดจากนั้นมา ธุรกิจที่เธอทำประสบความสำเร็จแล้ว พี่สาวน้องสาวรอบตัวล้วนเลี้ยงเด็กหนุ่มเป็ของตัวเอง มีแค่เพียงลู่จิ่วอันที่ไม่เคยมีชายอื่นใดแม้แต่คนเดียว
ถึงแม้จะไม่ใช่เพราะว่ากำลังรักษาความบริสุทธิ์ดั่งหยกของตนไว้ให้เซี่ยอวิ้นหนิง แต่แค่เพียงนึกถึงเื่อย่างว่า ในใจก็เกิดความต่อต้านขึ้น
ทีแรกหล่อนไม่เข้าใจ และเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยถามผู้อื่น
ในภายหลังจากที่ได้ไปพบจิตแพทย์มาแล้ว ก็รู้ว่าที่หล่อนกำลังเป็ก็ไม่ได้แปลกแยกอะไร
ลู่จิ่วอันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ต่อให้กลับมาเกิดอีกครั้งนึงแล้ว แม้แต่จิตแพทย์ที่ช่วยรักษาจิตใจคนมากมาย ก็ไม่สามารถหายาใดมาช่วยรักษาโรคทางใจได้
เมื่อบทเพลงรักบรรเลงจบ ลู่จิ่วอันที่ตัวเปียกเหงื่อก็ซุกเข้ากับอกของเซี่ยอวิ้นหนิง
ในตอนแรก คนทั้งสองเป็เพียงแค่คนแปลกหน้า แต่ในตอนนี้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้ว
ลู่จิ่วอันเสียงแหบแห้งเอ่ยทำลายบรรยากาศอันหวานหอมเมื่อครู่
“เซี่ยอวิ้นหนิง หญิงสาวคนนั้นเป็ยังไงบ้างแล้ว?”
ชายหนุ่มลอบสังเกตมองภรรยาตน ก่อนเอ่ยตอบอย่างระมัดระวังว่า “ผมกับหล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยนะ!”
“ฉันก็ไม่ได้พูดว่าพวกคุณเกี่ยวข้องอะไรกันนี่?” ลู่จิ่วอันเอ่ยเสริม “บุคลิกแบบคุณ พูดอะไรมาฉันก็เชื่ออยู่แล้ว ฉันแค่กำลังคิดว่า จางฉือบอกว่าหล่อนเป็หลานสาวของเ้าของฟาร์มนี่? คุณก็ต้องไปใช้ชีวิตที่นั่นอยู่ดี ฉันรู้เื่ของหล่อนมาบ้างแล้ว ภายภาคหน้าก็ยังอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหล่อนไว้อยู่น่ะ”
เซี่ยอวิ้นหนิงซบหน้ากับแขนลู่จิ่วอัน เอ่ยเสียงยืดยาว “เ้าของฟาร์มเขาอยากแนะนำหล่อนให้ผม ผมก็ปฏิเสธไปแล้ว เพราะผมแต่งงานแล้วน่ะสิ”
“แต่ผมรู้แล้วว่าจะจัดการยังไง”
เมื่อเช้านี้ ลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิงนอนหลับอยู่บนรถบรรทุกไปหลายชั่วโมง
แต่คราวนี้นอนไปก็เท่านั้น ไหน ๆ แล้วก็คุยเล่นไปเลยละกัน
“คุณทำงานพรุ่งนี้นี่ ใช่ไหม?”
เซี่ยอวิ้นหนิงตอบรับ “ใช่ครับ”
เขาปล่อยช่องว่างไว้สักครู่ ก่อนเอ่ยถามอย่างกังวลใจ “คุณอยู่คนเดียวได้ไหม?”
“ฉันรู้สึกว่าพี่สะใภ้ดีกับฉันมาก ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามได้ทันทีเลย” ลู่จิ่วอันนับนิ้วของเธอ “ในบ้านว่างเปล่ามาก ฉันอยากไปถามพี่สะใภ้คนที่อ้วน ๆ ว่าจะรบกวนหาคนมาทำเตียงใหม่ให้เราสักหนึ่งเตียงจะได้ไหม”
ลู่จิ่วอันนึกไปถึงตอนที่ทำรักกันจนเตียงสั่น เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังออกมาก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากทำกันอยู่แล้วเตียงเบี้ยวจนล้มขึ้นมาจะทำอย่างไรดี ขายหน้าแย่เลย
อีกอย่าง เซี่ยอวิ้นหนิงคือเครื่องมือที่ให้กำเนิดลูกชายของเธอ ถ้าหากหล่อนคลอดลูกชายออกมา เขาก็หมดประโยชน์แล้ว!
ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องแยกเตียงกันนอน!
เซี่ยอวิ้นหนิงก็คิดไปถึงจุดเดียวกับลู่จิ่วอัน เขาเอ่ยเสริมด้วยท่าทีเคร่งขรึม “นั่นสินะ คงต้องทำแบบแข็งแรงหน่อย ไหน ๆ ที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ก็มีไม้เต็มไปหมดอยู่แล้ว”
“ในบ้านยังขาดชุดโต๊ะเก้าอี้กินข้าวด้วย ไม่อย่างงั้น ถ้ามีแขกมาเยี่ยมแม้แต่ที่นั่งให้แขกก็จะไม่มี แบบนี้ก็ไม่ได้” ลู่จิ่วอันพูดขึ้นมาอีก “ทำชั้นหนังสืออีกอันด้วยสิ โต๊ะหนังสือสองตัว เก้าอี้อ่านหนังสือสองอัน ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ ถ้ามีช่างเดินไฟให้ได้ ฉันก็อยากทำไฟห้องครัวใหม่อีกด้วย”
เงินทั้งหมดของเซี่ยอวิ้นหนิง เอาให้ลู่จิ่วอันไปหมดแล้ว
ในใจเขาแอบคิดคำนวณสิ่งที่ภรรยาอยากได้ พลันรีบเอ่ย “เงินพอรึเปล่า? ถ้าไม่พอ ก็ทำสิ่งที่จำเป็ไปก่อน ถ้าไม่รีบก็รอเงินเดือนผมออกตอนเดือนหน้าวันที่ห้า แล้วค่อย ๆ ต่อเติมไป”
“ฉันยังเหลืออยู่ 170 หยวน น่าจะพอนะ” ลู่จิ่วอันถอนหายใจไปที กลัวเซี่ยอวิ้นหนิงจะคิดว่าตนใช้เงินมั่วซั่ว รีบอธิบายทันที “พวกเราพึ่งสร้างบ้าน แรก ๆ ก็ใช้เงินเยอะอย่างนี้แหละ รอผ่าน่นี้ไปก็จะมีเงินเก็บเพิ่มแล้ว”
ลู่จิ่วอันแอบคิด รอเธอจัดการเื่ทางนี้ให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน
จากนั้นเธอจะเริ่มกลับมาทำธุรกิจเดิมที่เคยทำ ก็คือทำซอสเห็ด
ตอนที่มาถึง เธอมองเห็นป่าสนที่มีฝ้ายต่อ ๆ กันไม่ขาด ในนั้นต้องมีเห็ดโคนเยอะเป็แน่ เห็ดโคนพวกนี้นำมาทำซอสได้ รสชาติอร่อยไม่หยอก
การเป็สามีภรรยาระหว่างเธอกับเซี่ยอวิ้นหนิง ก็ไม่รู้ว่าจะไปกันรอดอีกสักกี่น้ำ?
เธอไม่สามารถเกาะสามีกินไปได้ตลอด ต้องมีหนทางและความสามารถที่จะเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงลูกให้รอด
แบบนี้แล้ว กาลเวลาผ่านเลยไป หากเธอกับเขาหย่ากันแล้ว ก็ไม่ได้มืดมนหนทางไปเสียหมด