บทที่
| 1 |
จากลาเพื่อเริ่มต้นใหม่
“เอ่อ.. ผมขอบคุณมากๆเลยนะครับที่ช่วยผมไว้ เมื่อกี้นี้ผมก็พูดอะไรไม่ออก ั้แ่เกิดมาก็โดนตะคอกมาเยอะ แต่เหตุการณ์เมื่อกี๊ไม่เคยเจอเลยครับ รู้สึกแปลกเหมือนกัน”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ พี่ก็แค่ไม่อยากเห็นใครต้องมาถูกว่าทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ผิดน่ะ แล้วนี่สภาพจิตใจโอเคแล้วใช่ไหมคะ”
“อะอื้ม ครับ..”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอเอ่ยตอบรับด้วยรอยยิ้ม แม้จะมีความเก้ๆกังๆในท่าทางตัวเองอยู่บ้าง แต่มันก็เป็เพราะความดีใจมากต่างหาก เก่งกล้ารู้สึกว่ารุ่นพี่สาวคนนี้มีบุญคุณกับเขาอย่างล้นเหลือ ไม่รู้ว่าจะตอบแทนเธอยังไงเลย
แววตาคมเลื่อนมองไปทางหญิงสาวในชุดเดรสสั้นสีชมพู รูปร่างอ้อนแอ้นของเธอนั้นน่าทะนุถนอมมาก หากเดาไม่ผิดเธอก็คงจะมีคนของใจแล้วแน่ๆ สวยซะขนาดนี้..
“ผมชื่อว่าเก่งกล้านะครับ แล้วพี่ชื่ออะไรเหรอ”
“อ๋อ พี่ชื่อญาดาค่ะ”
“พี่ญาดา..”
หน้าตาสวยไม่พอ ชื่อยังเพราะอีก หึๆ ผู้หญิงอะไรเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ คงจะเป็ลูกคุณหนูไม่ก็.. สาวออฟฟิศแถวๆนี้แน่เลย เก่งกล้าคิดวุ่นอยู่ภายในใจพลางเหลือบมองเธอเป็ระยะ
“โชคดีนะคะที่ไอ้ตาลุงเมื่อกี๊ไม่ได้โมโหจัดจนขาดสติลงไม้ลงมือกับพวกเรา เฮ้อ.. คงเพราะมีลูกค้าที่เอากล้องมือถือขึ้นมาถ่ายแน่เลยค่ะ นางคงกลัวว่าหน้าตัวเองจะไปออกในรายการโหนกระสือ คิกๆ”
“หึๆๆ ผมก็ว่างั้นครับพี่ญาดา”
นอกจากหน้าตาสวยแล้วก็ยังจะมีอารมณ์ขันอีก แหม.. สเปคผมเลยล่ะ
“พี่ญาดาอายุเท่าไหร่เหรอครับ เอ่อ ผมอายุยี่สิบครับ”
แม้จะชะงักไปกับคำถามที่ถูกเอ่ยออกมาจากหนุ่มหล่อ แต่เธอก็หันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้ม ญาดานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะยอมตอบอายุตามความจริง
“พี่อายุยี่สิบห้าจ้ะ ห่างกับเก่งกล้าแค่ห้าปีเอง”
เธอพูดพลางก็ลอบยิ้มบางให้กับอีกฝ่าย จังหวะนั้นทำให้หนุ่มหล่อรู้สึกขวยเขินขึ้นมา เพียงเจอกันครั้งแรกก็ถูกชะตาจนถึงขนาดนี้แล้ว แถมยังพูดคุยกันถูกคออีก
“หึๆ ครับ แล้วนี่..พี่จะกลับยังไงเหรอครับเนี่ย แฟนมารับหรือเปล่า”
คนที่ฉลาดหลักแหลมจึงหาทางถามแบบอ้อมๆ โดยเขาอยากรู้เหลือเกินว่ารุ่นพี่สาวคนนี้มีหวานใจแล้วหรือยัง
“พี่คงจะเดินกลับค่ะ เดี๋ยวเดินเลาะไปขึ้นบีทีเอสตรงนี้แป๊บเดียว”
“อ๋อครับ..”
“นี่จะเนียนถามว่าพี่มีแฟนหรือยังใช่ไหมคะ”
“….!!!”
หญิงสาวที่รู้ทันเลิกคิ้วพลางจ้องมองใบหน้าหล่อคมของอีกฝ่าย ก่อนที่เธอจะรู้คำตอบนั้นผ่านสีหน้าที่เต็มไปด้วยพิรุธมากมาย ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ใสซื่อขนาดนี้กัน
อายุยี่สิบก็เท่ากับว่าเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัย อาจจะปีสอง ไม่ก็ปีสาม แต่เขายังดูเด็กมากอยู่เลย..
“คิกๆๆ พี่ยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ พอดีว่าพี่ไม่มีเวลาคิดถึงเื่นั้นเลยน่ะ ลำพังแค่ทำงานก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว”
ญาดาตอบพลางเบี่ยงหน้าหนีออกไปอีกทาง ไม่รู้ว่าทำไมเวลาสบสายตากับผู้ชายคนนี้มันถึงทำให้เธอพูดโกหกไม่ได้
“อ่อครับ เอ่อ.. โชคดีจังเลยนะครับ”
“คะ?”
“เอ่อ ผ..ผมหมายถึง..”
“…..”
เก่งกล้าหลุดพูดถึงความดีใจในความคิดของตัวเองออกมา เขาจึงหลบหลีกสายตาที่จับผิดของรุ่นพี่สาว หัวใจนั้นเต้นโครมครามไปหมด แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรที่จะต้องทำตัวยังไงกับเธอต่อไป แต่ไอ้ความรู้สึกดีใจน่ะมันร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
โล่งอกแทบบ้าเมื่อรู้ว่าเธอยังโสดสนิท เห็นทีแบบนี้ก็คงจะมีหวัง..
ครืนนนนนนนน
ซ่าาาาาาาาา ! ! ! !
“ว..ว๊ายยยยย!!!”
ทันใดนั้นเองเสียงฟ้าที่คำรามจนดังสนั่นมาสักพักใหญ่ มันก็ถูกแทนที่ด้วยพายุฝนที่โหมกระหน่ำลงสู่พื้นดินอย่างแรง นั่นจึงทำให้ร่างของชายหญิงโดนเม็ดฝนสาดใส่เต็มๆ เพราะด้านหน้าคาเฟ่นี้ไม่มีหลังคาให้พักพิงเพื่อหลบฝน
พึ่บ!
“รีบไปกันเถอะครับพี่ญาดา”
“อ๊ะ! คะ!?”
รุ่นพี่สาวที่ยกมือขึ้นมาบังฝนบนใบหน้าตัวเองขมวดคิ้ว เธอเบิกตากลมโตพลางมองการกระทำของอีกฝ่าย ตอนนี้เก่งกล้านั้นได้หยิบเสื้อคลุมสีดำออกจากกระเป๋าสะพายหลัง เขาเอามันขึ้นมาบังเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาสาดใส่ตัวเธอ
กลิ่นกายที่หอมหวนของเด็กหนุ่มเริ่มทำให้ญาดาใจสั่นไหว ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ความเปียกปอนก็เรียกสติของเธอให้กลับคืนมา ญาดาพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะยอมวิ่งฝ่าฝนไปพร้อมกับเขา
ตึกๆๆๆๆ!!!
ซ่าาาาาาาาาา..
ร่างบางขลุกอยู่ในอ้อมอกที่แสนอบอุ่นอย่างหนีไปไหนไม่ได้ ดวงตาอันแฉะชื้นมองเห็นแค่เพียงถนนหนทางที่ถูกพายุกระหน่ำ รู้สึกแค่เพียงว่ารุ่นน้องสุดหล่อกำลังพาเธอวิ่งลัดเลาะไปตามซอกตึก ร่างบางของเธอแนบชิดกับเขาทุกวินาที
“แฮ่กๆๆๆ พี่เปียกมากไหมครับ หยุดพักก่อนไหม”
เก่งกล้าหอบหายใจพลางหันมาถามเธอด้วยความเป็ห่วง มือหนายังคงบังร่างเล็กจากเม็ดฝนที่สาดลงมา
“ฉันไม่เปียกหรอก น..นายแหละ! ตอนนี้หัวนายเปียกหมดเลย!”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ”
“…..”
“อีกนิดเดียวจะถึงบีทีเอสแล้ว งั้นเรากลับด้วยกันนะครับ ผมก็ว่าจะขึ้นบีทีเอสอยู่พอดี แฮ่กๆๆ”
“อะอื้อ!”
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้เจอกับเธอ..
ผู้หญิงที่ชื่อว่า ญาดา หรือ ญาดา สกุลกาณจน์ หญิงสาวที่อายุห่างจากผมเพียงแค่ห้าปี เธอทำอาชีพเป็พนักงานบริษัทแถวสุขุมวิท
พี่ญาดาอาศัยอยู่กับแม่แท้ๆและป้าที่บ้านกลางกรุงเทพฯ ครอบครัวของเธอไม่ค่อยต้อนรับผมมากเท่าไหร่ในตอนแรก เพราะพวกเขารู้ว่าผมจน ฐานะของผมนั้นต่ำต้อยกว่าพี่ญาดามาก คงเป็ธรรมดาที่ครอบครัวเธอจะมองหาอนาคตในตัวผู้ชายที่เข้ามายุ่งกับลูกสาว
ผมเลยพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมาโดยตลอด
‘วันนี้เราเจอกันอีกแล้วนะเก่งกล้า คิกๆ นายไม่ไปเรียนหรือไง หรือว่าวันนี้โดดเรียนล่ะ?’
‘เปล่านะครับ ผมก็แค่อยากมาหาพี่น่ะ’
‘…..’
‘ผมคิดถึงพี่ครับ เพราะผม.. คิดถึงพี่’
หลังจากที่ได้รู้จักกันในวันนั้นเราสองคนก็ออกมาเจอกันบ่อยขึ้น วันนั้นผมทำใจกล้าขอไลน์พี่ญาดาเอาไว้ได้ จนสุดท้ายเราสองคนก็โทรคุยกันแทบทุกคืน ความสัมพันธ์ของผมกับเธอเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว พอได้รู้จักพี่ญาดาแล้วมันก็ทำให้ชีวิตของผมมีความสุขมากขึ้น
การนัดเดตของเราก็ไปจบกันที่โรงแรมม่านรูดอยู่เสมอ..
‘เก่งกล้า’
‘ครับ? แฮ่กๆๆ’
‘นายไม่เคยเหรอ เอ่อ.. นายไม่เคย..มีอะไรกับ..’
‘ใช่ครับ ผมไม่เคยมีอะไรกับใครเลย ผมยังซิงอยู่น่ะ พี่โอเคใช่ไหม..’
‘อะอื้อ.. ฉันโอเคสิ อึ่กอ๊าาา.. มัน..ดีมากเลย’
‘งั้นพี่ก็ช่วยสอนเื่บนเตียงให้ผมหน่อยนะครับ’
แม้พี่ญาดาจะค่อนข้างใกับความจริงที่ผมพูดออกไป แต่มันก็ไม่ได้ทำลายบรรยากาศแห่งความสุขของเราสองคนได้เลย เธอกับผมยังคงัักันและกันทั้งคืน
มันเป็ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ เพราะพี่ญาดาคอยสอนอยู่ตลอดว่าต้องทำยังไง เธอเองก็ไม่ได้เจนจัดขนาดนั้น แต่เธอแค่พยายามเรียนรู้ในเื่เซ็กซ์ไปพร้อมกันกับผม
รู้ตัวอีกที..ผมก็หลงรักเธอไปแล้ว
แต่อยู่มาวันหนึ่ง..
เธอก็ได้หายออกไปจากชีวิตของผม
ไม่มีแม้แต่คำบอกลา ไม่มีเหตุผล ไม่มีสัญญาณใด
หลังจากเราเรียนรู้นิสัยใจคอกันได้ไม่กี่เดือน ผมกับพี่เขาตัดสินใจคบกันได้ประมาณครึ่งปี จู่ๆพี่ญาดาก็ได้หายตัวไปพร้อมกับครอบครัวอย่างไร้ร่องรอย เธอบล็อกไลน์ บล็อกเบอร์ของผม ทิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความทรงจำระหว่างเราไปจนหมด
ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรที่จะรู้สึกยังไง ผมควรจะเ็ป หรือว่า.. โกรธแค้นเธอดี
แต่ผมก็มารู้ทีหลังว่าพี่ญาดาไปแต่งงานกับเศรษฐีใหญ่ น่าจะเป็เ้าของโรงงานอะไรสักอย่างที่ต่างจังหวัด เื่นี้ผมไปรู้มาจากเพื่อนบ้านของพี่ญาดา พวกเขายังเล่าความจริงที่ทำให้ผมช็อกอีกเื่หนึ่งว่า.. พี่ญาดากับครอบครัวคือนักต้มตุ๋น
‘โอ๊ยยยยย!! เอ็งจะมาถามหามันทุกวี่ทุกวันทำไมวะไอ้หนุ่ม!! ป่านนี้มันกับครอบครัวคงจะหนีไปอยู่กับบ่อเงินบ่อทองใหม่แล้ว! ปัดโธ่.. เอ็งยังดูเด็กอยู่เลย น่าเสียดายที่มาหลงเชื่อไอ้ครอบครัวนี้’
‘อะไรนะครับ ครอบครัวพี่ญาดามีอะไรเหรอครับ’
‘เฮ้อ.. ก็ไอ้ครอบครัวนี้มันเป็นักต้มตุ๋นไง!! ลูกสาวมันเที่ยวไปหลอกให้ผู้ชายหลงรักแล้วก็ขโมยเงินหนี ส่วนแม่มันก็เปิดขายหวยเถื่อนโกงเงินชาวบ้านเขาไปทั่ว’
‘ข..ขายหวยเถื่อนเหรอครับ’
‘ก็ใช่น่ะสิ!! มีเ้าตัวที่โดนมันหลอกร้องทุกข์กับตำรวจหลายรายแล้ว แต่พวกมันก็ฉลาด! เอาผิดมันไม่ได้สักอย่างนั่นแหละ!! นี่มันมาหลอกเอาอะไรจากเอ็งล่ะเนี่ย ฮื้ม?’
คำถามนี้กลับทำให้ผมไปต่อไม่เป็..
ผู้ชายอกสามศอกที่ร้องไห้ยากยิ่งกว่าอะไรดี ในตอนนี้น้ำใสๆมันเอ่อคลอเบ้าจนทำให้ทั้งใบหน้าผมสั่นไหวไปหมด
‘พี่ญาดาไม่เคยหลอกอะไรจากผมเลยครับคุณป้า มีแต่พี่เขาที่คอยดูแลเื่เงินให้ผมตลอด เวลาที่ผมไม่มีเงิน พี่เขาก็จะเลี้ยงผม’
คำตอบของผมกลับทำให้คุณป้ายอมสงบอารมณ์ลง เธอส่ายหน้าไปมาและจ้องมองผมหัวจรดเท้าอย่างพิจารณา เหมือนกับว่าคุณป้าคนนี้จะรู้เื่ราวของครอบครัวพี่ญาดาเยอะมากๆ
‘ไม่น่าเชื่อเลยนะพ่อหนุ่มเอ๊ย เอ็งน่ะหน้าตาดีมากนะ รูปร่างก็ดี ดูนิสัยดีอีกด้วย ยังไงก็รีบตัดใจจากนังญาดาซะเถอะ! ก่อนที่เอ็งจะเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะว่ามันรักแค่ตัวมันเองกับครอบครัวเท่านั้นแหละ’
หลังจากคำอธิบายนั้นก็ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้กลับไปที่บ้านพี่ญาดาอีกเลย ทุกคำถามในหัวของผมถูกคลายข้อสงสัยจนหมด ความรักที่ผมตั้งความหวังไว้สูงเฉียดฟ้า มันกลับพังทลายลงมาพร้อมกับคำว่า ‘ผิดหวัง’
ผมถูกทิ้งให้อกหักั้แ่ยังไม่ได้เริ่ม..
คงเป็ธรรมดาใช่ไหมครับที่ผมจะเกลียดผู้หญิงคนนั้น
ไม่สิ.. ถ้าเป็ใครก็ต้องเกลียดแหละใช่ไหม
แต่ทำไมผมถึงยังคิดถึงเธออยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ?
งานฌาปนกิจศพ
นาง กุญชร กฤตปกรณ์
(อายุ 62 ปี)
ณ วัดสิริธรรมราช
จากนั้นแม่ของผมก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังสู้กันมาได้นานร่วมปี ผู้หญิงที่ผมรักคนสุดท้ายบนโลก เธอก็ได้หายไปจากชีวิตของผมตลอดกาล ในตอนนี้ผมทั้งเคว้ง ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ ทั้งเ็ป เหมือนกับว่า.. ผมไม่มีที่ไปอีกแล้ว
ควันสีขาวลอยล่องสู่ท้องฟ้าในขณะที่ดวงตาอันแดงก่ำจ้องมอง้า ไอ้คำพูดที่ว่าตายทั้งเป็ หากไม่ได้ลองัักับสิ่งนั้นด้วยตัวเอง มันก็คงจะไม่รู้ว่าคำๆนั้นมีอยู่จริงหรอก
ผมอยากให้พี่ญาดายืนอยู่กับผมในวันนี้.. วันที่ผมส่งแม่กลับคืนสู่สรวง์ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ยืนอยู่ข้างกายผมก็คือเพื่อนร่วมงาน มีพวกพี่ใหญ่ ไอ้นัททิว ไอ้กันต์ เพื่อนที่อู่ซ่อมรถของผมน่ะ
“มึงโอเคแน่นะ คืนนี้จะไม่ให้พวกกูไปนอนเป็เพื่อนจริงเหรอ”
“อืม ผมโอเคดิพี่ แค่่นี้ผมอยากอยู่คนเดียว อยากคิดทบทวนอะไรนิดหน่อยน่ะ” เสียงตอบรับอย่างแ่เบาเริ่มทำให้แก๊งหนุ่มหล่อจากอู่ซ่อมรถหันมามองหน้ากัน
“ม..มึงอย่าคิดสั้นนะเว้ย!! ชีวิตคนเรายังไม่จบสิ้นหรอก ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะ! ช..ใช่ไหมพวกมึง”
“อะเออ!! มึงเข้มแข็งเข้าไว้นะเว้ยไอ้เก่งกล้า!”
“ใช่! กูเชื่อว่ามึงน่ะเก่งกล้าสมชื่อ แม่มึงรู้ว่ามึงพร้อมจะสู้กับทุกปัญหาในชีวิต เขาถึงได้ตั้งชื่อนี้ให้มึงไง”
คำพูดอันประทับใจของนัททิวกลับทำให้รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าหล่อ ชายหนุ่มร่างสูงที่น้ำหนักลดลงไปหลายกิโล เขาอยู่ในชุดดำเหมือนกับพวกพ้อง แววตาแดงก่ำเอาแต่มองไปทางเมรุเผาศพ
“อืม ขอบใจมึงมากนะไอ้นัททิว”
แม้จะรู้สึกแย่จนอยากจะร้องไห้ออกมาในตอนนี้ แต่เก่งกล้าก็รู้ดีว่ามันคงช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เขาจำเป็จะต้องเข้มแข็ง เพราะนั่นเป็สิ่งเดียวแล้วที่เขามีเหลืออยู่ในชีวิต
“ที่มึงเคยถามว่ากูทำงานอะไรถึงมีเงินเยอะ มึงอยากรู้มากใช่ไหมไอ้เก่งกล้าว่ากูทำงานอะไร”
กึก
แต่น้ำเสียงเข้มก็ดังออกมาจากรุ่นพี่ที่เขาเคารพรัก พี่ใหญ่หรี่ตาจ้องมองใบหน้าของเก่งกล้าอย่างครุ่นคิดอะไรสักพัก เขาเองก็ลำบากใจที่จะต้องพูดประโยคต่อไปนี้ แต่เพราะเก่งกล้าไม่มีคนรัก ไม่มีครอบครัว ไม่มีคนที่คอยเป็ห่วงหลงเหลืออีกต่อไป
“มึงสนใจมาเข้าแก๊งกับกูไหมล่ะ”
“ว่าไงนะพี่ แก๊งเหรอ”
เก่งกล้าหรี่ตาจ้องมองพี่ชายที่เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป รู้จักกันมาตั้งนาน แต่เขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าพี่ใหญ่ทำงานอะไรนอกเหนือจากซ่อมรถในอู่
“ถ้ามึงมาทำงานกับกู มึงจะมีเงินใช้ไม่ขาดมือเลยไอ้กล้า แต่มึงต้องเอาชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเองเข้ามาแลกนะ ถ้ามึงพร้อมปล่อยวางจากทุกอย่าง กูจะพามึงไปหาเ้าพ่อทวีสินเอง”