ตอนที่ 7 จะเอาเงินหรือจะเอาอิสรภาพ
ซูเหวินยวนโกรธจนอยากจะสบถด่าอีกฝ่ายให้หูชาไปซะ แต่ถูกเยว่ซิ่วเอามือปิดปากไว้
ทั้งสองยื้อยุดกันอยู่ครู่ใหญ่
ในที่สุดเป็ซูเหวินยวนที่ร้องออกมาด้วยความเ็ป เยว่ซิ่วจึงได้ปล่อยมือ
“ท่านอ๋อง คุณหนูของบ่าวไม่ได้คิดจะลอบสังหารท่านจริง ๆ นะเ้าคะ นางพูดเช่นนั้นไปก็เพื่อสินสอด...” เยว่ซิ่วรีบอธิบายให้กระจ่างก่อน
คราวนี้เซิ่งจิ่งอวี้ก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว มิน่าเล่าซูหยวนถึงไม่โต้แย้งหรืออธิบาย ที่แท้ก็กลัวว่าจะลากตัวเองเข้าไปพัวพันด้วยนี่เอง
“เช่นนั้นข้าก็เข้าใจเ้าผิดไป” เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ซูเหวินยวนฉวยโอกาสถามต่อทันที “แล้วท่านอ๋องคิดจะชดเชยอย่างไร? เพราะความเข้าใจผิดของท่านถึงได้เกิดไฟไหม้ครั้งนี้ขึ้น ตัวข้าเพื่อที่จะช่วยท่านจึงได้วิ่งฝ่าเข้าไปในกองเพลิง จนได้รับาเ็”
เยว่ซิ่วไม่คิดจะห้ามปรามนายของตนอีกแล้ว ตอนนี้นางเพียงแค่มองซูเหวินยวนด้วยสายตาที่สิ้นหวัง
นางคิดว่าซูเหวินยวนเสียสติไปแล้ว ที่จวนอัครมหาเสนาบดีก็ขู่ว่าจะลอบสังหาร มาถึงจวนอ๋องเฉินก็ยังจะมาต่อรองกับอ๋องเฉินอีก
อันที่จริงแล้วในใจของซูเหวินยวนก็ตื่นตระหนกเช่นกัน แต่กลัวว่าหากไม่ต่อรองในตอนนี้ วันข้างหน้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
นางอุตส่าห์ช่วยชีวิตเซิ่งจิ่งอวี้ไว้ แค่ร้องขอผลประโยชน์ตอบแทนเล็กน้อยคงไม่มากเกินไปหรอกกระมัง?
เซิ่งจิ่งอวี้ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เ้า้าอะไร?”
ใครกันที่บอกว่าซูเหวินยวนขี้ขลาดตาขาว?
นี่ไม่เรียกว่ากล้าหาญหรอกหรือ? แม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็ยังไม่กล้าต่อรองกับเขา
“ปล่อยข้ากับเยว่ซิ่วไป” ซูเหวินยวนจ้องเขาเขม็ง
หากเขามีจิตสังหารขึ้นมาแม้เพียงน้อยนิด ซูเหวินยวนก็จะเปลี่ยนคำพูดทันที
เมื่อตอนกลางวันนางจำต้องแต่งเข้ามา แต่ตอนนี้หากมีโอกาสที่จะจากไปได้ ก็ย่อมจะดีที่สุด
เซิ่งจิ่งอวี้คาดไม่ถึงเลยว่า นางจะขอจากไป?
“เ้ากับข้าเพิ่งจะแต่งงานกันเช้าวันนี้ ตกกลางคืนข้าก็หย่ากับชายา นี่ไม่ใช่เป็การทำลายชื่อเสียงของข้าหรอกหรือ?”
“ท่านมีชื่อเสียงอะไรให้ทำลายด้วยหรือ?” ซูเหวินยวนถามอย่างจริงใจ
เซิ่งจิ่งอวี้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไม่น้อย แม้แต่การสังหารชายาก็ไม่ใช่เื่แปลก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหย่าร้างเลย
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะแต่ก็ไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับกัน เขารู้สึกว่าซูเหวินยวนน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ
หากนางอยากจะอยู่ต่อ เซิ่งจิ่งอวี้อาจจะยอมปล่อยนางไป แต่นางกลับอยากจะไป เช่นนั้นก็คงจะไปไม่ได้แล้ว!
ตำแหน่งพระชายาอ๋องเฉินนั้น เบื้องหน้าแล้วไม่มีผู้ใดปรารถนา และนั่นก็เป็ผลลัพธ์ที่เซิ่งจิ่งอวี้้า
แต่ในทางลับก็ยังมีผู้ที่ไม่ประสงค์ดีบางคนคอยจับจ้องอยู่
เซิ่งจิ่งอวี้ก็ยังต้องแสร้งทำเป็ตาบอด หากได้คนที่จิตใจไม่บริสุทธิ์เข้ามา ก็อาจจะเผยพิรุธได้ง่าย แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮาก็บีบคั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เื่นี้ทำให้เขาลำบากใจอย่างยิ่ง
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าซูเหวินยวนเป็ตัวเลือกที่เหมาะสม
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซิ่งจิ่งอวี้จึงแสร้งทำเป็กล่าวว่า “ผู้คนภายนอกมักจะเข้าใจข้าผิดไป พระชายาอย่าได้เชื่อคำพูดของคนต่ำช้าเ่าั้”
ซูเหวินยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าไม่ได้ตัดสินจากการฟัง แต่เห็นมากับตาตัวเอง หากท่านอ๋องไม่เต็มใจจะเขียนหนังสือหย่า ก็ถือเสียว่าคืนนี้ข้าตายไปแล้วก็ได้เ้าค่ะ ขอแค่ท่านแอบปล่อยข้าออกไปเงียบ ๆ ก็พอ”
ขณะที่เซิ่งจิ่งอวี้กำลังลำบากใจอยู่นั้น เมิ่งฉีก็กลับมาพร้อมกับหมอหญิง
“ให้หมอหญิงตรวจดูอาการของเ้าก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง”
เซิ่งจิ่งอวี้ถูกเมิ่งฉีพยุงออกไปข้างนอก พอออกมาแล้วเมิ่งฉีก็บ่นไม่หยุด ว่ากว่าจะตามหาหมอหญิงคนนี้มาได้ เขาต้องทุ่มเทขนาดไหน เพราะคนเ่าั้ไม่มีใครกล้ามาเลย
เซิ่งจิ่งอวี้พยายามจะเอ่ยปากพูดเื่สำคัญหลายครั้ง แต่ก็ถูกเขาขัดจังหวะกลับมาทุกที จนกระทั่งเมิ่งฉีพูดจบ ถึงได้สังเกตเห็นว่าเซิ่งจิ่งอวี้กำลังจ้องเขาเขม็ง
“แหะ ๆ...”
เมิ่งฉีเกาหัวอย่างเขินอาย “ท่านอ๋องเชิญว่ามาเลยขอรับ”
เซิ่งจิ่งอวี้เพิ่งจะอ้าปาก ซูหยวนก็นำสินสอดมาถึงพอดี…
เขานำคนมามากมาย ทั้งหมดล้วนแบกหีบมาด้วย ตั้งแถวยาวเหยียดไปจนถึงหัวมุมถนน ของที่ขนมานั้นมีจำนวนมากมายจนน่าตกตะลึง!
เซิ่งจิ่งอวี้หัวเราะเยาะ “เ้าจิ้งจอกเฒ่านี่เคลื่อนไหวเร็วจริง ๆ”
เขาเข้าใจเื่ราวความเป็มาทั้งหมดแล้ว ความเข้าใจผิดครั้งนี้ล้วนเกิดจากสินสอดเหล่านี้ เซิ่งจิ่งอวี้จึงได้แผนการขึ้นมาในใจ
ซูเหวินยวนชำระล้างร่างกายจนสะอาด แล้วก็ทายาเรียบร้อย เยว่ซิ่วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง
“คุณหนู อีกเดี๋ยวอย่าได้พูดจาเหลวไหลอีกนะเ้าคะ!” เยว่ซิ่วนึกถึงเื่เมื่อครู่แล้วมือยังสั่นไม่หาย
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างจนปัญญา “ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหลสักหน่อย ข้ากลัวว่าต่อไปจะไม่มีโอกาสได้ไป วันนี้ดูแล้วเขายังนับว่าใจดีอยู่บ้าง หากวันข้างหน้าเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา ข้าจะยังมีชีวิตรอดอยู่หรือ?”
วันนี้นางไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของเซิ่งจิ่งอวี้ ดังนั้นจึงกล้าที่จะพูด
หากวันข้างหน้าเซิ่งจิ่งอวี้เกิดสังหารคนต่อหน้านาง ไม่ว่าจะด้วยการแล่เนื้อ เถือหนัง หรือฉีกร่างเป็ห้าส่วน นางจะยังมีความกล้าที่จะพูดอยู่อีกหรือ?
“ชะตาชีวิตของคุณหนูช่างน่าสงสารนัก” เยว่ซิ่วร้องไห้อีกแล้ว
ซูเหวินยวนเองก็เบ้ปาก รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง จะมีใครที่เพิ่งจะทะลุมิติมาก็เกือบจะตายแล้วบ้างล่ะ!
เมื่อเซิ่งจิ่งอวี้กลับเข้ามาอีกครั้ง สองนายบ่าวก็กำลังกอดคอกันร้องไห้อยู่ ใครที่ไม่รู้ก็คงจะคิดว่าเขากำลังรังแกพวกนาง
“ข้ายอมรับข้อเสนอของเ้าได้ แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
ซูเหวินยวนตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แสดงสีหน้าดีใจออกมา รีบถามว่า “เงื่อนไขอะไรหรือ?”
เซิ่งจิ่งอวี้ตอบ “ข้าจะให้เงินเ้าหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เพื่อให้พวกเ้าสองนายบ่าวได้ใช้ชีวิต แต่สินสอดของเ้าจะต้องทิ้งไว้ที่นี่ทั้งหมด”
“หนึ่งร้อยตำลึงเงิน? แค่นั้นก็พอแล้ว! สินสอดให้ท่านทั้งหมดเลย ถ้าไม่ได้จริง ๆ ท่านก็หาชุดผ้าเนื้อหยาบให้ข้าสักชุดก็ได้ เสื้อผ้าบนตัวข้าชุดนี้ก็ให้ท่านด้วยเลย!”
ซูเหวินยวนรีบตอบตกลงทันที กลัวว่าเซิ่งจิ่งอวี้จะเปลี่ยนใจ
สินสอดเพียงน้อยนิดของนางนั้น แทบจะไม่น่ากล่าวถึงเลย
ใช้เงินเพียงเท่านี้ก็สามารถแลกกับอิสรภาพได้ ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก!
เยว่ซิ่วเองก็ดีใจ อ๋องเฉินยอมตกลงจริง ๆ ด้วย แถมยังให้เงินหนึ่งร้อยตำลึงอีกต่างหาก
เซิ่งจิ่งอวี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ดีเลย บิดาของเ้ากำลังนำสินสอดมาส่งพอดี ไปดูกันก่อนเถอะ จะได้ไม่มาเสียใจทีหลัง”
ประโยคนี้ทำเอาซูเหวินยวนถึงกับงงไปชั่วขณะ บิดาของนางมาหรือ?
มาส่งสินสอด?
เซิ่งจิ่งอวี้เดินจากไปแล้ว แต่ซูเหวินยวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ในที่สุดก็เป็เมิ่งฉีที่มาเร่งว่า “พระชายา อัครมหาเสนาบดีซูรออยู่ที่โถงด้านหน้านานแล้วขอรับ”
ซูเหวินยวนเดินตามไป ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
ช่างเลอะเลือนจริง ๆ สินสอดสองหีบกระจอก ๆ ของนาง มีค่าพอให้เซิ่งจิ่งอวี้ต้องมาสนใจด้วยหรือ?
แค่หยกชิ้นเดียวบนตัวของเซิ่งจิ่งอวี้ ก็มีค่ามากกว่าสินสอดของนางเป็สิบ ๆ เท่าแล้ว
ในเมื่อเซิ่งจิ่งอวี้เอ่ยปากแล้ว ก็แสดงว่าสิ่งที่เขาหมายตานั้น ไม่ใช่จำนวนเงินเล็กน้อย…
จากสวนด้านหลังมาถึงโถงหน้า สินสอดหีบแล้วหีบเล่า ทำเอาซูเหวินยวนตาลายไปหมด
เมื่อลองเปิดดูหีบหนึ่ง ก็พบว่าข้างในเป็ผ้าไหม
ผ้าไหมถูกปูเรียบอยู่ในหีบ เปล่งประกายระยิบระยับราวกับเคลือบไว้ด้วยแสงจันทร์ ส่องสว่างสดใส
ความเสียดายในแววตาของซูหยวนแทบจะทะลักออกมาแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มเสียใจแล้ว อยากจะยกหีบกลับไปเสียเดี๋ยวนี้เลย!
แต่เทพเ้าแห่งความโชคร้ายอย่างเซิ่งจิ่งอวี้นั่งอยู่ที่นี่ เขาไม่มีทางที่จะยกกลับไปได้อย่างแน่นอน
ซูเหวินยวนเปิดหีบอีกใบหนึ่ง ข้างในเป็กล่องเล็ก ๆ จำนวนมาก ในกล่องหนึ่งมีลูกปัดสีดำซ้อนกันอยู่เต็มไปหมด แต่ละเม็ดกลมมน ขนาดใกล้เคียงกัน
“นี่คืออะไร?” ซูเหวินยวนไม่รู้จัก หันไปถามเยว่ซิ่ว
เยว่ซิ่วส่ายหน้าเช่นกัน ท่าทางเหมือนคนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกของคนทั้งสอง ทำให้ซูหยวนแค้นจนแทบกระอักเื
ของดี ๆ ทำไมถึงต้องมาตกอยู่ในมือของนางด้วย!
ด้วยกลัวว่าซูเหวินยวนจะทำของเสียหาย ซูหยวนจึงรีบแนะนำว่า
“นี่คือไข่มุกดำ ในใต้หล้านี้นับว่าหาได้ยาก ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะรวบรวมได้เท่านี้ ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตอนนี้ต่อให้พลิกแผ่นดินทั่วทั้งแคว้นอันชวนก็ไม่แน่ว่าจะหาได้มากเท่านี้อีก”
ซูเหวินยวนได้ฟังก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ไข่มุกดำกล่องเล็ก ๆ กล่องนี้ ก็เพียงพอให้นางหาเลี้ยงตัวเองได้หลายชาติแล้ว!
ยิ่งกว่านั้น ยังมีสิ่งของล้ำค่าและอัญมณีหายากมากมายขนาดนี้!
นี่ไม่ใช่ว่านางรวยแล้วหรือ?
เซิ่งจิ่งอวี้เตือนว่า “อัครมหาเสนาบดีซูยังนำรายการสินสอดมาด้วย พระชายาลองดูได้”
ซูเหวินยวนไม่สนใจอาการาเ็ที่ขา รีบคว้ารายการสินสอดมาดูอย่างละเอียด
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวต่อ “มารดาของเ้าเป็บุตรีสายตรงของจวนอันเล่อโหว นางแต่งงานออกไปย่อมต้องสมเกียรติ ภายหลังอันเล่อโหวก่อฏ แต่เสด็จพ่อก็ไม่ได้ทรงถือโทษโกรธเคืองมารดาของเ้า สินสอดย่อมถูกเก็บรักษาไว้เป็อย่างดี ตอนนี้อัครมหาเสนาบดีซูก็สมควรที่จะส่งมอบสินสอดคืนให้แก่เ้าแล้ว”
ซูหยวนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก “ขอรับ”
ส่วนซูเหวินยวนนั้นยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูแล้ว ความร่ำรวยมาเยือนอย่างกะทันหันขนาดนี้เลยหรือ?
แต่นางคาดไม่ถึงว่าสิ่งที่มาเยือนอย่างกะทันหันยิ่งกว่านั้น ก็คือน้ำเย็นที่เซิ่งจิ่งอวี้สาดใส่
“ในเมื่อพระชายาดูจบแล้ว ข้าก็จะให้คนมาเก็บของเหล่านี้ เมิ่งฉี เตรียมเงินหนึ่งร้อยตำลึงเงิน”
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเสียดาย ราวกับกำลังอาลัยอาวรณ์พระชายาที่กำลังจะจากไปผู้นี้