
ย้อนกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ณอีกฟากฝั่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง
เสียงปืนดังก้องสนั่นหวั่นไหวผสมปนเปกับเสียงกรีดร้องของฝูงชนจนแยกไม่ออก บนถนนเต็มไปด้วยเศษซากรถนา ๆชนิดที่จอดระเกะระกะ เหล่าผู้คนต่างพากันหนีตาย เด็กเล็กร้องไห้เรียกหาแม่ที่ด้านหลังนั้น ปีศาจในชุดเกราะเงื้อดาบในมือขึ้นเตรียมสังหารทว่าเด็กถูกช่วยไว้ได้ทันในวินาทีสุดท้าย
ดงะุรัวยิงไปยังปีศาจตนนั้นจนล้มลง
“ไม่เป็ไรแล้วเ้าหนูไม่ว่าจะเป็ตัวอะไรก็ตาม ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันทำตามใจชอบได้!”
ตำรวจคนดังกล่าวกระชับปืนในมือพร้อมกับร้องะโขึ้น
ความหวังผุดขึ้นในดวงตาของผู้คนที่หนีตายอยู่รอบๆ ทุกคนต่างเชื่อเช่นนั้นแล้วปรบมือร้องะโ
“ตอนนี้พื้นที่กำลังตกอยู่ในอันตรายระดับที่หนึ่งจากผู้ก่อการร้ายกรุณาอพยพออกจากพื้นที่ด้วยครับทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบแล้วรีบเดินทางไปที่เขตโยทซึยะอย่างเป็ระเบียบ—กรุณาอย่าเดินทางไปที่สถานี และโปรดอย่าเดินทางไปชินจุกุนะครับ”
เ้าหน้าที่ประกาศผ่านโทรโข่งคอยลำเลียงผู้คน
“ช่วยเปิดทางให้เ้าหน้าที่นำตัวผู้าเ็ออกมากรุณาอย่าผลักกันครับ ฟังกันหรือเปล่าเนี่ย!”
ฉึก!
“เอ๋—?”
ทว่าร่างของตำรวจนายดังกล่าวถูกฟันจนท่อนบนกับท่อนร่างแยกออกจากกันเื่อันรวดเร็วนี้ทำให้ความฮึกเหิมของผู้คนเมื่อครู่ได้สิ้นสุดลงในพริบตา
หลังจากนั้นภาพอันโเี้อำมหิตได้เกิดขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งคนชราและเด็กเล็กชีวิตทุกชีวิตต่างถูกกองกำลังปีศาจในชุดเกราะไล่ฆ่าอย่างไร้ความปรานีอย่างเท่าเทียม
ตำรวจหลายสิบนายได้พยายามเข้ามากระชับตรึงกำลังในพื้นที่
“นี่หน่วยที่สิบสองชินจุกุตะวันออก พวกเรากำลังเผชิญกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ ย้ำผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ พวกเรา้ากำลังเสริม ขอกำลังเสริมที่มีทั้งหมดเลย”
“ยิงยิง ยิง!”
เสียงรัวปืนดังขึ้นอีกครั้ง
“ติดต่อหน่วยงานอื่น ๆหรืออะไรได้บ้างหรือยัง?”
นายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาเอ่ยถามขึ้นขณะกำลังเหนี่ยวไกไม่หยุด
“ยังเลยครับหัวหน้า เ้าหน้าที่ส่วนอื่นที่ส่งออกไปก็ขาดการติดต่อไปแล้วครับ”
“แล้วกำลังเสริมที่ขอไปล่ะ?นี่มันตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ”
“ยังไม่มีวี่แววตอบกลับมาเลยเหมือนกันครับ”
นายตำรวจส่ายหน้าตอบอย่างจนใจ
“แม่งเอ๊ยพวกมันโผล่มาเพิ่มกันไม่หยุด แถมยิงกันสนั่นหวั่นไหวกลางเมืองแบบนี้ทำไมกองทัพยังไม่รู้ตัวอีกนะให้ตายสิ!”
ผู้บังคับบัญชาปั้นหน้าเครียดหลังได้รับแจ้งข่าวจากเ้าหน้าที่สื่อสารพร้อมกับตำรวจกว่าหลายสิบนายท่ามกลางเสียงปืนขณะที่พวกเขาปักหลักสู้บริเวณกลางสี่แยกใหญ่ของถนนเส้นหลัก
ตำรวจหลายนายกำลังยิงคุ้มกันพลเรือนจากพวกตัวประหลาดที่อยู่ในชุดเกราะนักรบโบราณซึ่งพวกมันกำลังไล่ฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ขวางหน้า
“ช่วย... ช่วยฉันด้วย...ฉันข้อเท้าแพลง...”
“โอ๊ย อย่าผลักสิวะ”
“นั่นมันตัวห่าอะไรกันวะเนี่ย!”
“เหวอ! มันเข้ามาใกล้ฉันแล้ว”
“อ๊าก ขาของฉัน ขาฉัน!”
“หลบออกมาจากตรงนั้น!”
ภาพความชุลมุนวุ่นวายในร้านที่อยู่ติดกันผู้คนแย่งกันหนีออกมาจากร้านแต่กลับต้องเบียดกันเป็ก้อนเพราะทางออกอันคับแคบ
ต่างฝ่ายต่างพากันหันหลังวิ่งหนีบางส่วนแม้จะวิ่งหนีไปแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายวิดีโอเอาไว้มีเพียงไม่กี่คนยังปักหลักอยู่ที่เดิมเพื่อคอยแบกคนที่ล้มลงหรือใกลัวจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ให้ออกมาจากพื้นที่ท่ามกลางบรรยากาศอันวุ่นวายของฝูงชน
“ะุฉันหมดแล้ว!”
ตำรวจนายหนึ่งในแนวกั้นะโขึ้นพลางทิ้งปืนกลเบาลงพื้นก่อนเปลี่ยนเป็ปืนสำรองที่เหน็บไว้ข้างลำตัว
ไม่รู้ว่าพวกมันเป็ตัวอะไรทั้งที่ถูกพวกเขาจัดการไปได้หลายตัวแล้วแท้ ๆ ทว่าพวกมันยังโผล่ออกมาไม่จบไม่สิ้นไหนจะพวกความสามารถแปลก ๆที่เขาเห็นกับตาว่ามีมนุษย์ใช้ออกมาราวกับอยู่ในภาพยนตร์แฟนตาซีเ่าั้อีก
เสียงปืนโหมกระหน่ำหนักขึ้นเมื่อพวกปีศาจฝ่าทลายแนวกั้นจากทางทิศเหนือเข้ามาได้พวกเขาระดมยิงสกัดกั้นช่วยกันอย่างเต็มกำลังหากแต่พวกมันทนทานเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยะุที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
หากนี่เป็ความฝันทุกคนก็อยากเอาปืนจ่อขมับตัวเองแล้วลั่นไกเสียเดียวนั้น
“นี่มันแย่มากๆ เอาไงดีครับ! ะุเราคงไม่พอยื้อจุดนี้ได้อีกนานแน่ผู้บัญชาการ สั่งถอนกำลังเถอะครับ”
“ทนกันอีกหน่อยอีกสิบนาทีเราจะทิ้งพื้นที่แล้วถอยกลับไปยังสถานี เื่พวกนี้มันเกินกำลังเราแล้วบอกทุกคนให้เตรียมตัวถอนกำลังไว้ซะ เราจะช่วยทุกคนเท่าที่ช่วย— อึก!”
ธนูดอกหนึ่งพุ่งตรงมาอย่างแม่นยำปักเข้ากลางอกผู้ใต้บังคับบัญชารีบเข้ามาประคองขณะที่หัวหน้าของพวกเขาทิ้งตัวล้มลงอีกฝ่ายพยายามรั้งสติด้วยการตบแก้มถี่ ๆ
“หัวหน้า! ทำใจดี ๆ ไว้ หมอใครก็ได้เรียกรถพยาบาลมาที!”
ผู้บังคับบัญชาที่กำลังตัวเย็นเหยียบลงหลับตาเอ่ยพึมพำเบา ๆ
‘พอกันทีกับเื่บ้าๆพวกนี้...’
ความมืดปล้นเอาความหวังอันตรธานหายไปไม่อาจคิดอะไรต่อได้อีก
เสียงตัวอะไรบ้างอย่างหวีดร้องและเสียงของอะไรบางอย่างตกกระทบพื้นจนดังสนั่นสั่นไหว
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าราวกับหลุดออกมาจากโลกภาพยนตร์
“นี่มันนกบ้าอะไรกันทำไมมันถึงตัวใหญ่ได้ขนาดนั้น!?”
“ศูนย์บัญชาการศูนย์บัญชาการ ได้ยินไหม หน่วยของเรากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูขนาดใหญ่ ราวยี่สิบเมตรรูปร่างของมันเหมือน— ”
“แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ยมัน... กินเขา มันกินเขาเข้าไปแล้ว!”
“ไม่จริง... ทำไมกันล่ะทำไมถึงเกิดเื่แบบนี้ได้”
“ฮึกพวกเรายังอยู่ที่นี่นะ ช่วยด้วย ได้โปรดช่วย...”
ในเวลานี้ภายในชินจุกุได้เปรียบเสมือนนรกบนดินไปแล้วสำหรับทุกคน
“นี่ชิโฮะ—เธอหยิบของใช้เท่าที่จำเป็ก็พอไหม”
สิ้นประโยค ชิโฮะกลอกตาพ่นลมหายใจแ่เบาอย่างเหนื่อยหน่ายใส่เคนจิเป็เชิงประชด
“นี่สำหรับผู้หญิงก็จำเป็เหมือนกันย่ะมันคือของใช้จุกจิกของสาว ๆ ที่ผู้ชายอย่างนายคงไม่มีวันเข้าใจ”
เธอพูดและมองคู่สนทนาด้วยแววตาเหยียดเล็กน้อยเสร็จก็เดินเชิดหน้าหยิบของใช้ส่วนตัวต่อไป
“การขาดความใส่ใจเื่เล็กๆ น้อย ๆ มันก็น่าเอ็นดูในแบบเด็กผู้ชายอยู่หรอกแต่หลังจากนี้ถ้าไม่หัดเรียนรู้วิธีดูแลคนอื่น ระวังจะถูกเกลียดเอานะ”
โยซึรุยิ้มมุมปากกล่าวลอย ๆขณะก้าวเดินตามเชลฟ์ มองหาของใช้ส่วนตัวที่้าเช่นกัน
เคนจิกลืนน้ำลายดังเอื๊อกทำหน้าเหมือนกลืนของขม
เวลานี้พวกเขาอยู่ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งอันรกร้างผู้คนไม่เหลือแม้แต่พนักงานนับว่าเป็ความโชคดีที่ยังไม่มีคนฉุกคิดเื่สิ่งของดำรงชีวิตระยาวหรือไม่อาจเป็เพราะผู้คนส่วนใหญ่สนใจแต่เื่การเอาตัวรอดเพียงเท่านั้น
เรย์ยัดสิ่งลงไปในตะกร้าซึ่งเต็มไปด้วยเสบียงภายในนั้นมี ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งอาหาร และผลิตภัณฑ์ยาโดยไม่ได้ใส่ใจเสียงซึ่งกำลังโต้เถียงกันไปมาเป็ระยะจากบริเวณอีกฟากของชั้นวาง
“เฮ้คิดยังไงกับของฟรีที่หยิบได้ไม่อั้นพวกนี้บ้าง”
เคนจิเอ่ยขึ้นพร้อมกันนั้นก็หยิบช็อกโกแลตจากชั้นวางใช้เขี้ยวของเขากัดแบ่ง เคี้ยวกร้วม ๆ แล้วกลืนลงคอ ตอนนี้เขารู้สึกอิสระมากไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ถึงจะดูเหมือนพวกหัวขโมยไปบ้างแต่ทุกอย่างล่มสลายไปแล้ว มันเป็เื่ช่วยไม่ได้
“เชื่อเถอะไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรี ๆ หรอกนะทุกอย่างล้วนมีสิ่งแลกเปลี่ยนเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
โยซึรุแย้งความคิดแบบเด็ก ๆ นั่นขณะยัดของใช้ลงกระเป๋า รู้สึกไม่ค่อยสบายใจยังไงไม่รู้เหมือนกัน
“ฉันยอมแลกกับการจ่ายเงินเหมือนเดิมเพื่อให้โลกกลับมาเป็อย่างเก่ามากกว่า”
ฮารุโตะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนว่าต่อ
“แต่ว่า...ที่ที่เราเคยใช้ชีวิต พอมันเปลี่ยนแปลงไปก็เหมือนมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจยังไงไม่รู้”
พฤติกรรมผิดกฎหมายอย่างแน่ชัดเช่นนี้ตัวฮารุโตะเอง สภาพจิตใจยังไม่ถึงขั้นที่จะกล่อมความเคารพกฎหมายให้หลับใหลชั่วคราวได้อย่างคนอื่น
“มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
“อืม...มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้สินะ”
ควรต้องบอกว่าต้องให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตรอดก่อนมโนธรรมในฐานะมนุษย์กระมังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤตนี้
บรรยากาศรอบข้างยังคงเงียบสงัดอย่างไม่น่าไว้ใจการขนถ่ายข้าวของเป็ไปอย่างราบรื่นเมื่ออาคารที่ไว้ใช้หลบภัยอยู่เพียงตึกถัดไปซึ่งสะดวกต่อการขนย้ายพวกเขาใช้ตะกร้าทั้งหมดเท่าที่มียัดสิ่งของลงไปเท่าที่ทำได้ก่อนจะรีบขนทุกอย่างไปยังจุดหมาย
เรย์ยังคงได้ยินเสียงดนตรีดังแว่วหลอดไฟหลากสีสันถูกตกแต่งประดับประดาไว้ตลอดถนนหนทางท่ามกลางบรรยากาศคืนวันคริสต์มาส่เวลาที่ทุกคนควรกำลังโหวกเหวกเฉลิมฉลองให้กับเทศกาลมีภาพคู่รักหรือครอบครัวเดินจูงกันบนท้องถนน
ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด ซากศพนอนเกลื่อนกลาดทำเอาตัวเขาอดสะท้อนใจไม่ได้

“อย่าเปิดไฟนะทาเคอุจิคุงเราไม่รู้ว่าพวกมันตอบสนองต่อแสงไฟแค่ไหน มันอาจมีผู้คนเห็นแล้วกรูกันเข้ามาพวกเราต้องคำนึงถึงหลาย ๆ เื่ที่อาจเกิดขึ้นไว้ด้วย”
โยซึรุเอ่ยเตือนเมื่อกำลังเห็นมือของฮารุโตะเอื้อมไปแตะสวิตช์ไฟ
“โอ๊ะ— ขอโทษครับรุ่นพี่ผมลืมนึกถึงเื่นี้ไปเสียสนิท”
ถึงแม้อาคารอื่นยังคงมีแสงไฟปกติแต่เพื่อความไม่ประมาท ระวังตัวไว้สักหน่อยไม่เสียหาย เพราะแสงฟ้าเล็ก ๆที่มองเห็นจากนอกหน้าต่างอาจมีโอกาสก่ออันตรายร้ายแรงได้พวกเขายอมเสี่ยงไม่ได้แม้เป็เื่เล็กน้อยก็ตาม
ทั้งหมดเข้ามาภายในอาคารแห่งหนึ่งใกล้กันกับซูเปอร์มาร์เก็ตบริเวณชั้นล่างเป็ร้านเบอร์เกอร์ ส่วนชั้นอื่น ๆแทบทั้งหมดให้เช่าเป็สำนักงานดั่งที่เคนจิว่าไว้
มีโต๊ะวางเรียงรายเหมือนสำนักงานทั่วไปคอมพิวเตอร์บางเครื่องยังคงเปิดอยู่ มีห้องประชุมภายในที่มีกระจกฝ้าแต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีศพ ไม่มีเื ไม่มีเงาของมนุษย์
ไม่รู้สึกถึงวี่แววของทั้งคนและสิ่งที่ไม่ใช่คน
ห้องในส่วนลึกของสำนักงานที่ดูเหมือนห้องของผู้บริหารมองเห็นพรมภายในห้องจากประตูที่เปิดอยู่ ซึ่งมีม่านทางเดียวบังวิวของห้อง
ที่ชั้นห้าถึงชั้นบนสุดของอาคารถูกรีโนเวทเป็โฮมออฟฟิศสุดหรูตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นที่ยังคงผสมกลิ่นอายของความเป็ญี่ปุ่นเอาไว้อย่างลงตัว
“จะทำอะไรก็ตามสะดวกแต่ถ้าจะหยิบอะไรออกไปจากที่นี่ แม้จะเป็ของเล็กๆ น้อย ๆ อย่างไม้จิ้มฟันก็ต้องขออนุญาตจากฉัน ข้างนอกเป็ยังไงฉันไม่รู้ แต่อยู่ในนี้ฉันคุม โอเคนะทุกคน?”
เคนจิกระยิ้มกระย่อง ไม่รู้ว่าเป็มุกตลกที่ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายหรือว่าคิดแบบนั้นจริง ๆ
“ปัญญาอ่อนชะมัด”
ชิโฮะกลอกตาใส่อีกฝ่ายพลักเคนจิให้พ้นทางแล้วเดินเข้าไปยังโซนที่พักด้านใน
ทุกคนช่วยกันลงมือขนย้ายข้าวของนำไปเก็บตามมุมส่วนเสบียงอาหารที่มีมากจนเกินไปนั้น คงต้องแยกเก็บไว้ยังตู้แช่เย็นตามชั้นต่าง ๆ ของสำนักงาน
พวกเขายังหลีกเลี่ยงการใช้แสงจากหลอดไฟจึงหันมาใช้เทียนที่ให้แสงสว่างน้อยกว่ามาจุดไว้ตามมุมของห้องแทน
“เห~ แล้วสิ่งนี้ล่ะ ฉันต้องขออนุญาตเธอก่อนด้วยไหม”
โยซึรุเอียงคอถามหยักยิ้มมุมปากเป็เชิงแดกดันด้วยท่าทางอาเื่ ขณะชูแพนตี้ลายลูกไม้สีแดงสดให้ดูซึ่งพบมันในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็ห้องส่วนตัวของเคนจิที่ประตูเปิดแง้มเอาไว้อยู่ก่อนแล้วจนกระทั่งเข้าไปเห็นมันถูกถอดไว้อยู่ปลายเตียง
“นะ... นั่นมันของญาติน่ะของญาติ ไม่กี่วันก่อน ผมให้เธอมาพักแล้วน่าจะลืมเอาไว้แน่ ๆ”
เด็กหนุ่มเ้าของห้องแก้ตัวเป็ผลัดวันหาทางเฉไฉด้วยท่าทีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
“หืม— จริงเหรอ”
โยซึรุฟังคำแก้ตัวของเขาแล้วหรี่ตา
“คะ... ครับ รับรองได้”
เคนจิผงกหัวรับหงึกๆ เหงื่อกาฬไหลซึมรู้สึกเหมือนเสียงจะโหนสูงส่อพิรุธด้วยเขารีบสาวเท้าเข้าไปคว้าแพนตี้ตัวดังกล่าวโยนลงใส่ตะกร้าจนถูกชิโฮะทำเสียงขึ้นจมูกดังหึ มองดูด้วยแววตาหยามเหยียด กระนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อเพราะรู้นิสัยเ้าชู้ของเพื่อนตัวเองดี
“ชู่วว์!”
เรย์ซึ่งยืนอยู่บริเวณริมหน้าต่างบานกระจกกำลังแง้มผ้าม่านส่องออกไปภายนอก จู่ ๆ เขาได้ทำสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบเสียงลงบรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ทุกคนจำต้องสลับสีหน้ากลับเป็เคร่งเครียดจริงจังเฝ้ารอดูปฏิกิริยาจากเรย์อย่างเตรียมพร้อม
ครั้นได้ยินเรย์ถอนหายใจอย่างผ่อนคลายให้เห็นหลังจากผ่านไปเกือบห้านาทีเคนจิจึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“เ้าตัวประหลาดพวกนั้นเหรอ?”
“อืมพวกมันผ่านไปแล้ว แต่ฉันจะเฝ้ารอดูให้แน่ใจอีกสักพัก... พวกนายไปพักกันก่อนคอยตื่นตัวไว้ตลอดเวลาด้วยล่ะ”
ได้ฟังเช่นนั้นทุกคนต่างปล่อยลมหายใจอันตึงเครียดที่กลั้นไว้โดยไม่รู้ตัวออกมา