บทที่ 15 ความรักอันลึกซึ้ง แต่กลับเ็ปทรมาน
ทั้งกวนอวิ๋นเซียวและบอดี้การ์ดต่างเบิกตากว้าง
พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนที่รวดเร็วจนตามองแทบไม่ทันอย่างนั้นได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลามามัวใอยู่ เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เป็เสียงคุณนายกวน
มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแล้ว!
กวนอวิ๋นเซียวรีบตรงเข้าไปในบ้าน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล พยายามอธิษฐานต่อพระเ้าว่าอย่าได้ใจร้ายรีบพรากภรรยาของเขาไปเลย
เวลากำลังเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว ฉินเหยียนจินไม่มีเวลาคิดอะไรมาก ดังนั้นเธอจึงรีบทะยานตัวขึ้นไปที่ระเบียงชั้นสองด้วยวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็ว
เมื่อไปถึงก็เห็นผู้หญิงท่าทางอ่อนแรงคนหนึ่งซุกตัวอยู่ที่มุมห้อง เอาผ้าคลุมศีรษะและตัวสั่นเทาราวกับเห็นอะไรบางอย่างที่น่าหวาดผวา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและทำอะไรไม่ถูก
ฉินเหยียนจินไม่ได้รีบจนขาดสติถึงขนาดนั้น เธอโบกมือปล่อยปราณิญญาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเข้าไปที่คอของผู้หญิงในห้องก่อนที่หล่อนจะหมดสติไป
หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปอุ้มผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปวางบนเตียง วางนิ้วชี้ลงที่หัวคิ้วของอีกฝ่าย และส่งต่อปราณิญญาอย่างช้า ๆ จากนั้นอาการขมวดคิ้วแน่นจึงค่อย ๆ คลายลง
ฉินเหยียนจินหรี่ตาลงเล็กน้อย
เธอเชื่อว่าคนเราจะไม่ทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ เว้นแต่คนคนนั้นจะได้รับความเ็ปบางอย่าง และจิตสำนึกของคนคนนั้นยังวนเวียนอยู่กับความเ็ปที่ว่านั่น
ยิ่งผ่านไปนานเท่าไร ิญญาของคนป่วยก็จะยิ่งทรุดลงจนมีอาการเรื้อรังอย่างที่เห็น
เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอ เธอจำเป็ต้องเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดมาจากอะไร
ก่อนที่กวนอวิ๋นเซียวและคนอื่น ๆ จะมาถึง เธอรีบใช้ศาสตร์ลับแห่ง์อย่างรวดเร็ว ภายในสิบวินาทีก็ได้เห็นชีวิตทั้งหมดของผู้หญิงคนนี้
แน่นอนว่าเป็การสำรวจชีวิตใน่ที่ผ่านมาเป็ส่วนใหญ่
ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าเซี่ยวชิงฮุ่ย เป็ชื่อที่ฟังดูสง่างามมาก ทั้งยังเป็คนอ่อนโยนและมีคุณธรรมในใจอีกด้วย
ครอบครัวเซี่ยวและครอบครัวกวนเป็เพื่อนที่รู้จักกันมานาน และเธอกับกวนอวิ๋นเซียวก็ตกหลุมรักกันั้แ่แรกพบ ทั้งสองเริ่มจากคู่รักวัยเด็กไปสู่คู่รักวัยรุ่น จากชุดนักเรียนก็เปลี่ยนไปเป็ชุดแต่งงาน เื่ราวความรักของทั้งคู่แทบจะเป็เหมือนเทพนิยายที่ใคร ๆ ต่างอิจฉา
ทั้งสองรักกันมากจนสามารถสละให้กันได้ทุกสิ่งแม้จะเป็ชีวิตก็ตาม
หลังจากจบมหาวิทยาลัย เซี่ยวชิงฮุ่ยก็ตอบตกลงแต่งงานกับชายที่เธอรักที่สุด สองเดือนต่อมาก็ตั้งท้องลูกคนแรก ซึ่งก็เป็ไปตามที่ฉินเหยียนจินพูดก่อนหน้านี้ว่าเป็การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ความจริงแล้วเซี่ยวชิงฮุ่ยรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ในคราวนั้น เพราะแม้ว่าปกติประจำเดือนของเธอจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่คราวนี้มันต่างออกไป
จู่ ๆ เธอก็ฝันเห็นเด็กน้อยกำลังร้องไห้ ถามเธอว่าทำไมเธอถึงต้องทำร้ายเขา เขาเจ็บมากและอยากได้อ้อมกอดจากแม่
คราวแรกมันไม่ได้ชัดเจนนัก เธอได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ และคิดว่าตนเองคงคิดมากเกินไป
นอกจากนั้น เธอยังคงฝันร้ายอยู่เป็ระยะ ๆ
ไม่ถึงครึ่งปีต่อจากนั้น เธอก็ตั้งท้องกวนิจู และเริ่มฝันร้ายบ่อยขึ้น ภาพที่เห็นก็ชัดเจนมากขึ้น
เธอฝันถึงเด็กทารกที่จากไปก่อนหน้า เห็นว่าเด็กคนนั้นร้องะโ พยายามดิ้นรนและท้ายที่สุดก็กลายเป็แค่ก้อนเื
ในตอนแรกกวนอวิ๋นเซียวคิดว่าเธอกังวลและเครียดเพราะกำลังตั้งครรภ์ หลังจากพบจิตแพทย์หลายครั้งคำวินิจฉัยก็ออกมาเช่นเดิม
นอกจากเซี่ยวชิงฮุ่ยจะไม่ยอมเล่าเื่ฝันร้ายนั้นแล้ว เธอยังเก็บเื่ทั้งหมดไว้ในใจจนทำให้อาการแย่ลงเรื่อย ๆ จากนั้นเธอก็เผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างรุนแรงหลังให้กำเนิดกวนิจู
เื่ที่สามีของเธอต้องบอกทุกคนว่าเธอตายไปแล้วก็เป็เพราะคำขอร้องยืนกรานของเธอเอง ด้วยความกลัวว่าลูกจะต้องมารับรู้เื่น่าเศร้าทั้งหมด เธอไม่อยากให้ลูกมีแม่เช่นนี้
แม่ที่เคยพยายามทำร้ายลูกหลายต่อหลายครั้ง
เธอทำอะไรไม่ได้ ทุกครั้งที่เห็นกวนิจูก็จะอดคิดถึงลูกอีกคนที่ตายไปไม่ได้ หวาดผวาดิ้นรนอยู่ระหว่างฝันร้ายและความเป็จริงตลอดเวลา ชีวิตต้องเผชิญกับความเ็ปทรมานแสนสาหัส
ในตอนนั้น เพียงแค่ได้ยินเสียงแมวร้องมาจากที่ไหนสักที่ เซี่ยวชิงฮุ่ยก็คิดถึงเสียงร้องไห้ของเด็กในฝันทันที
สำหรับคนที่สภาวะจิตใจไม่มั่นคง แม้เพียงปราณิญญาเล็กน้อยที่มากระทบก็สามารถสร้างความเสียหายกับคนคนนั้นได้ทันที
เพราะอย่างนั้นเธอจึงล้มป่วยลงอย่างง่ายดาย
เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด ฉินเหยียนจินก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็เพราะโชคชะตากลั่นแกล้งแท้ ๆ
สิ่งที่กวนอวิ๋นเซียวตัดสินใจทำนั้นไม่นับว่าเป็เื่ผิดเสียด้วยซ้ำ เขาเป็ห่วงภรรยามากและไม่้าให้เธอต้องเสียใจ
ใครจะรู้ว่าภรรยาเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเขา ถ้าเธอบอกความจริงกับสามี เขาจะต้องรู้สึกผิดและโทษตัวเองอย่างแน่นอน สำหรับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ เธอกลัวว่าเขาจะทำร้ายตัวเองได้
ทุกอย่างเป็เพราะทั้งคู่รักกันมาก จึงต่างมีความลับที่เ็ปต่อกัน
แม้ว่านี่จะเป็ความรักที่ฟังดูซาบซึ้งกินใจ แต่ฉินเหยียนจินกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักใจมากกว่า มากจนทนไม่ไหวอีกต่อไป
ในตอนนั้นเองมีเสียงฝีเท้าของคนที่รีบเร่งวิ่งขึ้นมาจากชั้นล่าง นั่นก็คือกวนอวิ๋นเซียวและคนอื่น ๆ ที่รีบตามมา
ฉินเหยียนจินเปิดประตูออกเพื่อพบหน้าทุกคน
“เธอหลับอยู่ค่ะ อย่าเพิ่งปลุกขึ้นมาตอนนี้จะดีกว่านะคะ”
“นอนหลับเหรอ?”
กวนอวิ๋นเซียวมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ก่อนหน้านี้เมื่อมีอาการคลุ้มคลั่ง จิตแพทย์พยายามจะทำให้เธอสงบด้วยการจับมัดเอาไว้ ถ้าเขาอยู่ด้วย เขาจะพยายามกอดเธออย่างอ่อนโยน แม้ว่าจะถูกภรรยาทุบตี เตะ หรือกัดก็ตาม...
เขาก็ไม่เคยปล่อยมือจากเธอสักครั้ง
ก่อนที่เธอจะแหลกสลายสิ้นสติไปจริง ๆ จึงต้องตัดสินใจใช้ยาระงับประสาทเป็ทางเลือกสุดท้าย
แต่ฉินเหยียนจินกำลังบอกว่าเสี่ยวฮุ่ยกำลังหลับงั้นเหรอ?
ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งนาที เธอทำยังไงให้เสี่ยวฮุ่ยหลับไปได้แบบนั้น?
แต่นี่ไม่ใช่เวลามาครุ่นคิดเื่อะไรแบบนั้น เขารีบถามด้วยความกังวลทันที “ผมขอดูเธอได้ไหม สัญญาว่าจะไม่ปลุกให้ตื่น”
ฉินเหยียนจินหันไปด้านข้างโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมื่อกวนอวิ๋นเซียวเห็นภรรยาของเขานอนหลับดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาอยู่บนที่นอน หัวคิ้วของเธอดูผ่อนคลาย ดวงตาเขาพลันพร่ามัวเหมือนมีเมฆหมอกมาบดบัง
แต่จู่ ๆ อารมณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นก็ถูกลูกสาวพูดขัดเอาไว้ก่อน
“พ่อคะ ร้องไห้อยู่เหรอ?”
กวนอวิ๋นเซียวรีบปฏิเสธทันที “ไม่ได้ร้องไห้ แค่ฝุ่นเข้าตาพ่อน่ะ!”
กวนิจูสูดจมูก “...” เธอจะบอกว่าตัวเองก็ไม่ร้องเช่นกัน แต่กลับเอ่ยอะไรออกมาไม่ได้เลย
เมื่อเห็นว่าภรรยาหลับสนิทดี กวนอวิ๋นเซียวก็นั่งอยู่เคียงข้างเธออย่างเงียบ ๆ พักหนึ่ง จากนั้นก็ขอให้กวนิจูรออยู่ที่ห้อง ก่อนจะออกไปคุยกับฉินเหยียนจินสองคนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ตอนนี้เขาเชื่อมั่นในความสามารถของฉินเหยียนจินมาก และ้าให้ภรรยาได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุด
ที่ห้องนั่งเล่นในชั้นล่าง
“อาจารย์ ช่วยรักษาอาการป่วยของภรรยาผมด้วยครับ” กวนอวิ๋นเซียวโค้งคำนับให้ฉินเหยียนจินที่นั่งอยู่ที่โซฟา
“คุณกวนไม่ต้องห่วงนะคะ ลูกสาวคุณเชิญฉันมาที่นี่ก็เพื่อช่วยรักษาภรรยาคุณ แต่ก่อนที่จะทำอะไร เราต้องตกลงเื่ค่าใช้จ่ายในการเข้ามาจัดการเื่นี้ของฉันก่อน”
ฉินเหยียนจินพูดเื่นี้ตามตรง แม้ว่าจะฟังดูไม่สง่างามเล็กน้อย
ถึงจะเธอเป็นักพรตลัทธิเต๋า และต้องรักษาท่าทีให้ดูสุขุมสง่างามอย่างผู้ทรงคุณธรรม แต่ความจริงแล้วก็ยังเป็มนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต
เป็เื่สมเหตุสมผลที่จะใช้ความสามารถมาเป็เครื่องมือสร้างรายได้ให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้
กวนอวิ๋นเซียวกล่าวตอบอย่างรวดเร็วทันที “เื่เล็กน้อยมากครับ ถ้าอาจารย์รักษาเสี่ยวฮุ่ยให้หายได้จริง ๆ เงินเท่าไรผมก็จ่ายได้ทั้งนั้น”
“ดีค่ะ”
ฉินเหยียนจินชอบคนใจป้ำแบบเขา
เมื่อพูดเื่เงินกันเสร็จแล้ว นักพรตสาวก็กลับมามองเขาด้วยท่าทางสงบนิ่งอีกครั้ง “คุณรู้สาเหตุที่ทำให้ภรรยาต้องเป็โรคซึมเศร้าไหมคะ?”
กวนอวิ๋นเซียวพูดออกมาอย่างไม่ต้องคิด “เธอเป็ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด”
ฉินเหยียนจินถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ความจริงแล้ว...ที่เธอเป็แบบนี้ก็เพราะคุณ...”
เธอเล่าความจริงทั้งหมดอย่างไม่ปกปิดใด ๆ และหลังจากได้ยินคำบอกเล่าของเธอ กวนอวิ๋นเซียวก็รู้สึกราวกับกำลังจมจ่อมลงไปในธารน้ำแข็งหนาวเย็นมืดมิด ร่างกายของเขาสั่นเทาไปหมด
ฉินเหยียนจินก็เห็นใจเขาเช่นกัน จึงไม่ได้พูดให้เขาเสียใจมากกว่าเดิม และยังคอยเติมปราณิญญาเพื่อช่วยเหลือให้เขาดีขึ้น
“เพราะความรักที่มีต่อกันทำให้คุณทั้งสองต้องสูญเสียเวลาไปหลายปีอย่างไร้ประโยชน์ ต่อไปนี้ต้องจำไว้เสมอว่าความรักไม่ใช่แค่ภาระที่ต้องแบกรับเอาไว้ฝ่ายเดียว สิ่งที่คุณคิดว่าดีสำหรับเธอมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เธอ้า เื่บางเื่อาจทำให้ต้องเสียใจ แต่จะสามารถเยียวยาได้หากเปิดเผยมันออกมานะคะ”
ในเวลานี้ กวนอวิ๋นเซียวกำลังน้ำตานองหน้า เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าความลับที่ตนเองปกปิดไว้จะเป็ต้นเหตุของความทุกข์ทรมานที่ภรรยาต้องเผชิญ
สิ่งที่ฉินเหยียนจินพูดเป็เื่ถูกต้องทั้งหมด
เขาทำทุกอย่างเพราะความหวังดีต่อเธอ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอ้า
ฉินเหยียนจินกล่าวเสริมอีกว่า “เธอกลัวมาตลอดว่าคุณจะโทษตัวเอง กลัวคุณจะรู้สึกผิดกระทั่งทำร้ายตัวเอง ถึงได้พยายามซ่อนความรู้สึกเสียใจเอาไว้ ตอนนี้คุณน่าจะรู้แล้วนะคะว่าต่อไปควรจะจัดการกับเื่ทั้งหมดยังไง”
กวนอวิ๋นเซียวเช็ดน้ำตา “ผมรู้แล้วครับอาจารย์ ผมจะดูแลตัวเองให้เท่ากับที่ดูแลเธอด้วย”
“อ้อ...นี่สำหรับคุณค่ะ...”