ช่วงกลางดึก ณ วิลล่าเขตชานเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลานพันไมล์
เจี่ยปิงอวี่ปิดสายรัดข้อมือและกระโดดลงมาจากหลังคาบ้าน
การก้าวเท้าเดินของเธอในแต่ละครั้งมีเสาน้ำแข็งผุดขึ้นมาเพื่อรองรับร่างของเธอไว้
หลังจากนั้นเธอก็เดินอยู่บนเสาน้ำแข็งเหล่านั้นทีละก้าวด้วยความมั่นคง
หลังจากลงมาถึงพื้น เธอก็ยืดแขนทั้งสองข้างออกเพื่อบิดขี้เกียจ
สไตล์เสื้อผ้าขององค์กรรุ่งอรุณทำให้เห็นทรวดทรงของเธอได้อย่างสมบูรณ์
เธอดูมีเสน่ห์และดึงดูดสายตาภายใต้แสงจันทร์ที่ปกคลุมอยู่รอบ ๆ
ทว่าผู้ชมอีกสองคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เป็นเพศหญิงทั้งคู่
ตอนที่เธอกระโดดลงมาถึงพื้น สายตาของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันก็จ้องมองมาที่เธอ หลังจากที่เห็นเจี่ยปิงอวี่ พวกเธอทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หนึ่งในนั้นคือเฉียนตั๋วตั่วสาวน้อยร่างอวบอ้วน
ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอคือป๋ายเสียวเสี่ยว
เฉียนตั๋วตั่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เจี่ยปิงอวี่พูด “พี่ปิงอวี่ ถึงแม้ว่าจะมั่นใจได้ว่าที่นี่ไม่มีศัตรูแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครแอบพรางตัวอยู่ที่นี่ ยังไงพวกเราก็ต้องระมัดระวังตัวเองไว้นะ”
โยหมี่น้อยที่ลอยอยู่ข้าง ๆ เธอก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้มีความสามารถพรางตัวเข้ามาที่นี่ฉันก็จัดการได้อยู่แล้ว”
เจี่ยปิงอวี่พูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย ตอนนี้เธอฝึกฝนจนบรรลุขอบเขตพิเศษขั้น 8 แล้ว
ในองค์กรรุ่งอรุณ ทุกคนมีสิทธิ์ตั้งทีมขนาดเล็กเป็นของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงดึงตัวเพื่อนร่วมทีมทั้งสี่คนเข้ามาอยู่ในทีมของเธอด้วย
รุ่งอรุณคือองค์กรเพื่อประชาชน นอกจากกำจัดสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ในโลกใบนี้ ในแต่ละปีพวกเขาจะได้รับภารกิจครั้งใหญ่ด้วย โดยองค์กรจะต้องทำภารกิจให้เสร็จสิ้น หลังจากนั้นก็จะได้รับทรัพยากรเพื่อนำไปฝึกตนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวเองตามลำดับ
ถ้าหากล้มเหลวก็จะถูกปรับเป็นจำนวนเงิน และไม่มีบทลงโทษอื่น ๆ นอกเหนือจากสิ่งนี้
ภารกิจในครั้งนี้คือการทำลายผู้นับถือสิ่งชั่วร้ายของลัทธินอกศาสนาที่อยู่ภายในวิลล่าแห่งนี้
การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นเนื่องจากมีการรายงานที่แม่นยำ
เจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ ใช้พลังไปเพียงเล็กน้อยคนของลัทธินอกศาสนาก็ถูกกำจัดจนหมดสิ้น
ตอนที่เจี่ยปิงอวี่กำลังพูด จู่ ๆ ด้านในวิลล่าก็มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
หลี่เหมย
เธอเดินออกมาพร้อมกับใช้มือเช็ดคราบเลือดที่อยู่บนนั้น
หลังจากที่ได้รับหนังสือว่าได้รับเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่ง และแยกจากเซี่ยฮุยในวันนั้น
เธอก็ได้รับคำเชิญจากเจี่ยปิงอวี่ให้เข้าร่วมกับองค์กรรุ่งอรุณ โดยแต่ละวันของพวกเธอถ้าหากไม่หมดไปกับการทำภารกิจก็หมดไปกับการเก็บกวาดสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ข้างทาง
เนื่องจากทรัพยากรจำนวนมากที่พวกเธอได้รับ ความแข็งแกร่งของเธอในตอนนี้จึงขยับมาอยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 7 แล้ว
“ตัวตัวล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าหลี่เหมยเดินออกมาแล้ว เจี่ยปิงอวี่จึงถึงเฉียนตัวตัว
หลี่เหมยเก็บดาบกลับเข้าฝักและพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “หมดนั่นกำลังโกยสมบัติด้านในอีกแล้ว”
“……”
ช่วงนี้ความแข็งแกร่งของเฉียนตัวตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในบรรดาทุกคนที่อยู่ที่นี่เขาเป็นคนเดียวที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 8 และอีกไม่นานเขาก็จะขยับไปสู่ขอบเขตพิเศษขั้น 9 แล้วด้วย
ทั้งสี่สาวได้ยินเช่นนั้นก็พูดไม่ออก ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นทำให้เฉียนตัวตัวมีงานอดิเรกพิเศษเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งงาน
เหมือนกับที่คนโบราณพูดไว้ เมื่อเปลี่ยนเป็นมังกรก็จะเกิดความโลภครอบงำจิตใจมากขึ้น ยิ่งเป็นอัญมณีที่เกิดจากธรรมชาติย่อมไม่สามารถต่อต้านกิเลสเหล่านั้นได้
นี่เป็นข้อของผู้ที่มีความสามารถขอบเขตพิเศษที่สามารถกลายร่างได้ แม้ว่าความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีนิสัยคล้ายกับสิ่งที่กลายร่างมากขึ้นเท่านั้น
ต่อให้จะเป็นผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษที่ตั้งปณิธานไว้อย่างดิบดีและอยู่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เขาก็ยังได้รับผลกระทบจากความโลภอยู่ไม่น้อย
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่เห็นเฉียนตัวตัวออกมารวมตัวกับพวกเธอ เจี่ยปิงอวี่ก็พูดกับหลี่เหมยว่า “เหมยเหมยไปตามเขาออกมาเถอะ ถ้ายังไม่รีบไปจากที่นี่ฉันเกรงว่าเขาคงได้รื้อทั้งวิลล่านี้แน่ ๆ”
หลี่เหมยพยักหน้าและถลกแขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง เธอถนัดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
เพียงไม่กี่อึดใจ หลี่เหมยก็ลากร่างอ้วน ๆ ออกมาจากด้านใน
ระหว่างที่โดนลากออกมาเฉียนตัวตัวก็ร้องโอดครวญไว้หยุด แต่ในมือยังมีคริสตัลที่ส่องแสงระยิบระยับอีกกองใหญ่
ไม่ใช่ว่าของเหล่านี้ใส่ลงไปในถุงไม่ได้หรอกนะ แต่เขาชอบถือด้วยมือมากกว่าเพราะมันทำให้เขารู้สึกได้ว่ามันยังอยู่กับเขาตลอดเวลา
“พี่ปิงอวี่ ฉันยังเก็บของออกมาไม่หมดเลย พี่รีบเรียกฉันออกมาทำไมเนี่ย”
เฉียนตัวตัวบ่นด้วยความไม่พอใจ
“ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ นายจะทำงานอดิเรกของนายฉันไม่ว่า แต่อย่าทำให้ภารกิจของเราล่าช้า”
สายรัดข้อมือของเจี่ยปิงอวี่มีข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา เธอจึงพูดเสียงเรียบว่า “ภารกิจใหม่มาแล้ว”
“หา...มีภารกิจใหม่อีกแล้วเหรอ”
เฉียนตัวตัวได้ยินเช่นนั้นก็อุทานออกมาด้วยสีหน้าอิดโรย เขายกนิ้วขึ้นมานับ “1...2...3...”
แม้จะใช้สองมือก็ไม่สามารถคำนวณจำนวนภารกิจได้ “พี่ปิงอวี่...ให้พวกเราพักผ่อนหน่อยเถอะ นี่ผ่านไปแค่ไม่กี่สิบวันเองนะ พวกเราทำภารกิจไปสิบกว่าภารกิจแล้ว แทบจะเรียกว่ามีภารกิจไม่เว้นวันเลยนะ”
“โอ้อวดความสามารถอีกแล้วนะ”
หลี่เหมยพูดแฉเฉียนตัวตัว “นายก็พูดแบบนี้ทุกครั้ง มีภารกิจไหนบ้างที่นายไม่ออกตัวก่อนคนอื่น”
เมื่อถูกหลี่เหมยแฉความจริง เฉียนตัวตัวก็เกาหัวแก้เขิน
“ว่าแต่ภารกิจอะไรเหรอ ใช่ภารกิจฆ่าหรือเปล่า?” หลี่เหมยลูบกระบี่พร้อมกับเอ่ยปากถาม
เจี่ยปิงอวี่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ ภารกิจครั้งนี้คือเข้าไปสืบ”
“สำนักงานใหญ่ต้องการให้พวกเราไปที่เมืองหลวงเพื่อเข้าไปสืบภายในสำนักทะเลทราย ช่วงนี้คนพวกนั้นกำลังออกอาละวาด และมักจะเข้ามาตัดหน้าพวกเราอยู่ตลอด ได้ยินมาว่าเป็นเพราะลูกศิษย์ในสำนักถูกลอบสังหาร สำนักงานใหญ่ก็เลยอยากให้พวกเราไปสืบเรื่องนี้ว่าใครเป็นคนทำ”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็พูดต่อไปว่า “ครั้งนี้เป็นภารกิจทีม ดังนั้นจะมีทีมอื่นอีกจำนวนมากเข้ามาร่วมภารกิจนี้ด้วย”
“หืม...ลอบสังหารเหรอ? สำนักทะเลทรายจงใจใช้เหตุผลนี้เพื่อหาโอกาสออกอาละวาดเป็นวงกว้างมากกว่ามั้ง!” ป๋ายเสียวเสี่ยวพูดถึงเจตนาที่แอบแฝงอยู่ของสำนักทะเลทราย
“มีความเป็นไปได้ แต่จากข่าววงในที่สามารถไว้ใจได้ระบุว่ามีลูกศิษย์ของสำนักทะเลทรายถูกสังหารจำนวนมากจริง ๆ”
“แต่ถ้าหากไปเมืองหลวง ครั้งนี้เราคงต้องเตรียมสัมภาระไปด้วยเลยเพราะอีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว”
“จริงด้วย จะเปิดเทอมแล้วเหรอเนี่ย ฉันลืมไปเสียสนิทเลย”
คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากเฉียนตัวตัว
หลังจากนั้นทุกคนก็กลอกตามองบนใส่เขาด้วยความเอือมระอา
เฉียนตัวตัวไม่ได้ใส่ใจท่าทางของพวกเธอ เขาหันไปมองเจี่ยปิงอวี่และพูดว่า “พี่ปิงอวี่ ในเมื่อครั้งนี้เป็นภารกิจเข้าไปสืบ ให้ฉันไปคนเดียวก็ได้นะ”
“ฉันเก็บสัมภาระไว้ที่มหาลัยแล้ว อีกอย่างทุกคนก็เป็นผู้หญิงคงต้องเตรียมเยอะแยะไปหมด เอาเป็นว่าครั้งนี้ให้ฉันไปสืบเรื่องที่นั่นก่อนแล้วกัน”
“นายเนี่ยนะ?”
หลี่เหมยมองเขาด้วยความสงสัย เฉียนตัวตัวจึงพูดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ว่า “ทำไม? ไม่เชื่อใจฉันเหรอเจ้าทอมบอย ตอนนี้ฉันแข็งแกร่งกว่าเธอตั้งหลายเท่า”
“อ๋อ...”
หลี่เหมยไม่ได้พูดอะไรแต่ใช้มือเลื่อนมือไปข้าง ๆ เพื่อดึงดาบออกมาจากฝัก
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ เฉียนตัวตัวก็รีบวิ่งไปหลบด้านหลังคนอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ ๆ”
เจี่ยปิงอวี่ยิ้ม หลังจากนั้นเธอก็หยุดฉากต่อสู้ไว้เพียงเท่านี้ “ที่ตัวตัวแนะนำก็โอเคนะ แต่ว่าตัวตัว...นายน่ะ...”
“ฉันทำไม?”
เมื่อเห็นสายตาที่ประกายความสงสัยของเจี่ยปิงอวี่ ร่างอ้วน ๆ ของเฉียนตัวตัวก็ขนลู่ซู่ขึ้นมาราวกับแมวโดนเหยียบหาง
“ตอนนี้ความแข็งแรงของฉันสูงกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ ถ้าหากไม่เจอศัตรูที่เป็นผู้ที่อยู่เหนือขอบเขตพิเศษ ภารกิจสืบหาข้อมูลแค่นี้ก็แค่เรื่องกระจอก ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะชอบของที่มีความแวววาวระยิบระยับ ชอบมือไวหยิบของติดไม้ติดมือ ชอบ...”
พูดถึงตรงนี้เฉียนตัวตัวก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังกินปูนร้อนท้อง
“เหอะ ๆ ...”
หลี่เหมยเห็นเฉียนตัวตัวเริ่มร้อนตัวก็หัวเราะเยาะออกมา
“ดูเหมือนว่านายก็รู้ตัวดีนี่นา”
เจี่ยปิงอวี่ยกมือก่ายหน้าผาก “มีหลายภารกิจที่เกือบจะล้มเหลวเพราะนายควบคุมตัวเองไม่ได้”
“แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่ใช่เหรอ”
“แต่เงินรางวัลจากภารกิจส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายชดใช้ความเสียหายจากสิ่งที่นายทำไว้”
เจี่ยปิงอวี่ถลึงตามองเขาและพูดเสียงขรึม “เมืองหลวงไม่เหมือนกับเมืองสิบสามอันดับสุดท้ายนะ ที่นั่นสามารถพบเจอผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษได้ทุกที่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่านักพรตเลย ได้ยินมาว่าศิษย์ของสำนักทะเลทรายที่ถูกฆ่าตายเป็นผู้ที่มีความสามารถขอบเขตพิเศษไม่ต่ำกว่าขั้น 7 ถ้าหากนายประมาทเลินเล่อ และถูกผู้แข็งแกร่งลึกลับจัดการโดยไม่ทันได้ระวังตัว ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่นอน”
เฉียนตัวตัวได้ยินเธอพูดเช่นนั้น สายตาก็เป็นประกายขึ้นมา
เขารีบยึดอกและยกมือตบหน้าอกตัวเองด้วยความมั่นใจ “ครั้งนี้ฉันจะควบคุมตัวเองเป็นอย่างดี ฉันจะไม่กระโตกกระตากทำให้เป้าหมายรู้ตัวเด็ดขาด”
“เอ่อ...ถ้างั้นฉันออกเดินทางเลยนะ”
เฉียนตัวตัวกลัวว่าทุกคนจะเปลี่ยนใจ เขาจึงรีบหายตัวไปต่อหน้าสี่สาวทันที
“มันจะดีเหรอ?”
หลี่เหมยพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลขณะยืนอยู่ข้าง ๆ เจี่ยปิงอวี่ “ให้เขาไปคนเดียวแบบนี้...”
“ไม่ต้องห่วงหรอก”
เจี่ยปิงอวี่หันไปมองอีกฝ่ายและพูดปลอบใจ “ภารกิจทีมในครั้งนี้เพื่อเป็นการประเมินความแข็งแกร่งของทีม ผู้มีฝีมือระดับสูงที่อยู่ในองค์กรก็ต้องส่งคนไปดูแลทางนั้นอยู่แล้วล่ะ”
“อ๋อ...แล้วถ้าพวกเราไม่ไปจะไม่เป็นไรเหรอ?”
“ไม่เป็นไรหรอก ตัวตัวก็แค่ไปเร็วกว่าพวกเรานิดหน่อย พวกเราตามไปทันอยู่แล้วล่ะ”
“อื้อ...”
……
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเซี่ยฮุยเข้ามาอยู่ในหอพักชั่วคราวของมหาวิทยาลัย ความวุ่นวายตลอดทั้งวันก็ผ่านพ้นไป
ขณะที่เซี่ยฮุยกำลังเจอกับความสงบ ในทางกลับกันสำนักทะเลทรายกลับต้องมาเจอกับความยากลำบาก
เซี่ยฮุย...บุคคลลึกลับที่แอบเข้าไปสังหารศิษย์ของสำนักทะเลทรายจำนวนไม่น้อย
แม้ว่าศิษย์สำนักทะเลทรายจะมีจำนวนมากและไม่สามารถต้านการลอบสังหารของเซี่ยฮุยได้
แต่สำนักทะเลทรายกลับไม่ได้หวาดกลัวและมุดหัวอยู่ในสำนัก พวกเขาบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น และออกตามหาเซี่ยฮุยทั่วทั้งเมืองหลวง
พวกเขายังไม่รู้ว่าเซี่ยฮุยคือใคร แต่กลับใช้เซี่ยฮุยมาอ้างเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขากลายเป็นหมาบ้ากวาดล้างคู่ต่อสู้ที่สะสมมานาน
“ดูเหมือนว่าศิษย์เหล่านั้นจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสำนักทะเลทรายเท่านั้นสินะ”
เมื่อเขาลองย้อนนึกถึงฉากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เขาก็เกิดอาการใจสั่นจนต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้าอกตัวเอง
ร่างกายของเขาซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อปกปิดพลังลมปราณทั้งหมดของตัวเองไว้
หลังจากนั้นกลุ่มคนเหล่านั้นก็เดินผ่านถนนเส้นเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขา
“พี่ใหญ่ หรือว่ามันจะหนีออกไปแล้ว”
ชายหนุ่มร่างบางปากแหลมแก้มตอบเหมือนลิงโน้มตัวลงเล็กน้อยและพูดกับเจิ้งต๋าที่เดินอยู่ด้านหน้า
“ไม่มีทาง”
เจิ้งต๋าปฏิเสธทันควัน “ทางเข้าทุกจุดมีคนของเราเฝ้าอยู่ ครั้งนี้พวกเราวางกับดักขนาดนี้ บาดแผลที่ศิษย์พี่แปดทิ้งไว้ให้มัน ไม่มีทางที่มันจะหนีรอดออกไปได้แน่ ๆ”
เจิ้งต๋ากวาดตามองพุ่มไม้จำนวนมากที่อยู่รอบ ๆ จากนั้นก็กล่าวเสียงขรึม “สำรวจทุกจุดอย่าให้คลาดสายตาแม้แต่จุดเดียว ถ้าหากเจอเงาของมันเมื่อไหร่รีบส่งข้อความมาทันที”
“ครับพี่ใหญ่”
ศิษย์น้องจำนวนนับสิบตะโกนขานรับ จากนั้นก็แยกย้ายกันออกตามหาทุกซอกทุกมุม
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ปลอดภัยแล้วสิ”
เมื่อเห็นเหล่าลูกศิษย์สำนักทะเลทรายเริ่มออกตามหา เซี่ยฮุยก็เริ่มขยับตัวอย่างช้า ๆ
เขาใช้ประโยชน์จากความมืดเพื่อซ่อนตัว หลังจากออกมาจากจุดที่ซ่อนตัวได้ระยะหนึ่ง เขาก็รีบลุกขึ้นยืนและกระโดดขึ้นไปด้านบนต้นไม้
“พี่ใหญ่ มันอยู่ทางนี้”
แม้ว่าเซี่ยฮุยจะระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ยังใกล้เกินไปจึงมีคนเห็นเขาและตะโกนบอกคนอื่น ๆ
ตอนนี้ไม่มีเวลาให้หยุดคิดแล้ว เซี่ยฮุยเริ่มกระโดดข้ามไปตามกิ่งไม้ที่อยู่ด้านบนเพื่อหนีออกไปให้ไกลที่สุด
เขาไม่ได้กลัวเจิ้งต๋า ความแข็งแกร่งของเขาในเวลานี้ เจิ้งต๋าไม่ใช่คู่ต่อสู้สำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
แต่เนื่องจากเจิ้งต๋าคือผู้มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ถ้าหากถูกจับตัวได้ขึ้นมาจริง ๆ คนที่ทำร้ายร่างกายเขาก่อนหน้านี้ก็จะตามมาถึงที่นี่เช่นกัน
“คิดจะหนีไปไหน”
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังลมปราณของเซี่ยฮุย เจิ้งต๋าก็ตะโกนเสียงดังและวิ่งตามเซี่ยฮุยมาอย่างไม่รีรอ
“รีบแจ้งศิษย์พี่แปดของพวกเราเร็วเข้า”
คนที่เหลือเห็นเจิ้งต๋าไล่ตามเซี่ยฮุยไป ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่มีทางตามทันอยู่แล้ว จึงรีบใช้โอกาสนี้รายงานข่าวผ่านสายรัดข้อมือแทน