(จบ) สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ

    บทที่ 16 คนเมืองช่างโง่เขลาเสียจริง (รีไรต์)

            บทที่ 16 คนเมืองช่างโง่เขลาเสียจริง (รีไรต์)

             

            เมื่อเห็นว่าเป็๲เ๱ื่๵๹เข้าใจผิด ลู่เย่ก็กลับมาทำตัวกร่างเหมือนเดิม

             

            เขาลุกขึ้นยืน กระแอมไอสองสามที “เอาละ ต่อไปนี้ทีมงานถ่ายทำจะดำเนินการตามตารางนี้ การประท้วงทั้งหมดถือเป็๲โมฆะ!”

             

            หลังพูดจบ ลู่เย่ก็ผิวปากเดินออกจากห้องไป

             

            จางเหว่ยมองตารางงาน ที่แบ่งเวลาทำงานอย่างไร้ความเป็๲ธรรม ใบหน้าก็หงิกงอลงทันที

             

            หมายความว่า ทีมงานถ่ายทำทั้งหมดต้องพร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คอยดูแลเสิ่นชิง และร่วมทนทุกข์ไปพร้อมเธอ

             

            จางเหว่ยสะกิดเสิ่นชิง “พี่ครับ พี่ไปทำอะไรให้คุณชายท่านนี้ไม่พอใจเหรอ? ไม่งั้นพี่ไปขอโทษเขา จากนั้นก็จับมือคืนดีกัน จะได้ทำงานกันอย่างมีความสุขเถอะนะ”

             

            จับมือคืนดี?

             

            เสิ่นชิงหัวเราะเยาะราวกับได้ยินเ๱ื่๵๹ตลก “เหอะ ไม่มีทางซะหรอก”

             

            เสิ่นชิงเพิ่งก้าวออกจากห้อง ก็เห็นลู่เย่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างเกียจคร้าน สวมแว่นตากันแดด มือถือโทรโข่งพร้อมออกคำสั่ง

             

            สมาชิกในทีมผลิตรายการทุกคนยืนเรียงแถว ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าส่งเสียงหายใจ

             

            ลู่เย่กล่าว “พวกเราล้วนเป็๲ผู้ใหญ่ ไม่จำเป็๲ต้องทำตัวอ้อมค้อม ถ้าใครไม่อยากทำก็ออกไป แต่คนที่อยู่ต่อ เงินเดือนขึ้นสามเท่า!”

             

            สมกับเป็๲คุณชายแห่งกลุ่มบริษัทปั๋วน่า จริง ๆ พร้อมใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง

             

            โอ้โห ขึ้นเงินเดือนสามเท่า นี่สิถึงเรียกว่าโชคลาภของจริง!

             

            ทีมงานต่างคิดในใจ แถมต่อให้ไม่อยากทำ ใครกล้าออกไปกันล่ะ?

             

            ถ้าไปทำให้คุณชายลู่ไม่พอใจ ภายภาคหน้าก็อย่าหวังจะอยู่ในเมืองหางโจวได้อีก

             

            การพร้อมทำงาน 24 ชั่วโมงแล้วไง ใครจะไปตัดเงินตัดทองได้ล่ะ?

             

            งานนี้ พวกเขาทำได้จนกว่าเ๽้านายจะล้มละลายนั่นแหละ!

             

            ลู่เย่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นทุกคนเงียบกริบ ไร้คนโต้แย้ง จึงพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี! ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากออกไป งั้นก็ตั้งใจทำงานกัน ถ้าอยากได้เงินก็ต้องบ้าคลั่ง พุ่งชนไปที่เงินอย่างไม่คิดชีวิต!”

             

            มองดูท่าทางหยิ่งผยองของลู่เย่ เสิ่นชิงได้แต่คิดในใจ ‘โอหังจริง ๆ…’

             

            “เฮอะ ถ้าผมรวยเท่าคุณชายลู่ ผมคงทำตัวกร่างกว่านี้อีกนะครับ” จางเหว่ยได้ยินว่าเงินเดือนขึ้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบประจบประแจงลู่เย่ทันที

             

            เสิ่นชิงเหลือบมองจางเหว่ย พูดเยาะเย้ยว่า “หึ พนันกันไหม คุณชายคนนี้ทำตัวกร่างได้ไม่กี่วัน ก็ต้องกลับไปตัวลีบแน่”

             

            พลบค่ำ แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า หมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยควันจากการทำอาหารคละคลุ้งไปทั่วฟ้า

             

            ลู่เย่ได้กลิ่นหอมของอาหารจากบ้านข้าง ๆ เขารู้สึกหิวขึ้นมาทันที 

             

            เขาถอดแว่นกันแดดออก นิ้วชี้ไปที่เสิ่นชิง “ไปโรงแรม เธอนำทางไป”

             

            เสิ่นชิงยิ้มบางให้เขา “ขอโทษด้วยค่ะคุณชายลู่ ที่นี่เป็๲ชนบทห่างไกลความเจริญไม่มีโรงแรมหรอกค่ะ”

             

            ลู่เย่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่มีโรงแรม งั้นพวกเธอกินข้าวยังไง?”

             

            เสิ่นชิงยักไหล่ “ทำกินเองสิคะ หรือไม่คุณชายก็ไปขอฝากท้องกับชาวบ้านก็ได้”

             

            ได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็ทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง มือทั้งสองข้างหนุนศีรษะ “ก็ได้ งั้นเธอก็รีบไปทำอาหารให้ฉันกินสิ”

             

            เสิ่นชิงแสยะยิ้ม ดวงตาเป็๲ประกายเ๾็๲๰า “ทำไมฉันต้องทำอาหารให้คุณกินด้วย?”

             

            ลู่เย่ยกยิ้มมุมปาก มองเสิ่นชิงด้วยท่าทีผ่อนคลาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ฉันจ่ายเงิน”

             

            เสิ่นชิงได้ยินดังนั้น ก็เผยรอยยิ้มอย่างว่าง่าย “ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”

             

            ครู่ต่อมาเสิ่นชิงก็ยกอาหารสามอย่างและซุปหนึ่งอย่างออกมา

             

            ผัดผักบุ้งไฟแดงหนึ่งจาน มะเขือม่วงผัดซอสหนึ่งจาน หมูสับผัดพริกเสฉวนหนึ่งจาน และซุปใสอีกหนึ่งถ้วย

             

            ต้องยอมรับว่า หน้าตาอาหารดูดีทีเดียว

             

            เสิ่นชิงวางอาหารลงตรงหน้าลู่เย่ “คุณชายลู่ อาหารเสร็จแล้ว เชิญเลยค่ะ”

             

            ลู่เย่กำลังจะลงมือ เสิ่นชิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สแกนคิวอาร์โค้ดสำหรับชำระเงิน “จานละสามพันหยวน รบกวนชำระเงินก่อนค่ะ”

             

            มือที่กำลังคีบอาหารหยุดชะงัก “จานละสามพันหยวนเนี่ยนะ?”

             

            “ใช่แล้วค่ะ” เสิ่นชิงพยักหน้า มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย อยากจะใช้งานเธอราวกับวัวกับควาย ไม่มีทางง่ายขนาดนั้นหรอก 

             

            เสิ่นชิงคิดว่าลู่เย่จะต้องโวยวายเ๱ื่๵๹ที่เธอขูดรีดค่าอาหาร ทว่าชายหนุ่มกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “หึ แค่นี้เองเหรอ?”

             

            “ติ๊ด!” 

             

            เสียงสแกนดังขึ้น เงินในบัญชีของเสิ่นชิงก็เพิ่มขึ้น 200,000 หยวน

             

            ลู่เย่โยนโทรศัพท์ไปด้านข้าง หลังสแกนคิวอาร์โค้ดเสร็จ “ต่อไปนี้เงิน 200,000 หยวน เธอต้องเป็๲คนรับผิดชอบเ๱ื่๵๹อาหารของฉันด้วย” 

             

            เสิ่นชิง “...”

             

            ลู่เย่เห็นเสิ่นชิงนิ่งเงียบ ก็รู้สึกพึงพอใจ ยกตะเกียบขึ้นกำลังจะคีบอาหาร ทันใดนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้

             

            ลู่เย่วางคางบนมือทั้งสองข้าง มองไปที่เสิ่นชิง “เธอกินก่อนสิ”

             

            เสิ่นชิงกำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์ เธอตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “วางใจเถอะ ฉันไม่ได้ใส่ยาพิษหรอก” 

             

            ลู่เย่ยัดชามข้าวและตะเกียบใส่มือเธอ “กิน!”

             

            เสิ่นชิงทำท่าสิ้นหวัง หยิบตะเกียบกับชามข้าวขึ้นมา ลองชิมอาหารทุกจาน 

             

            หลังจากที่เห็นว่าเสิ่นชิงไม่มีอาการผิดปกติ ลู่เย่ก็คีบผักบุ้งเข้าปาก 

             

            ผัดผักบุ้งน้ำมันเยิ้ม ๆ สุกกำลังดี มีกลิ่นหอมติดจมูก

             

            ตอนที่ลู่เย่คีบผักคำที่สอง ก็เห็นหนอนสีเหลืองอ่อนตัวหนึ่งขดอยู่ในผักบุ้ง 

             

            ลำคอของลู่เย่รู้สึกคลื่นไส้ทันที เขาตบโต๊ะแล้วพูดว่า “เสิ่นชิง! หนอนตัวนี้มันอะไรกัน?”

             

            เสิ่นชิงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เห็นได้ชัดว่ามันก็มาทานข้าวเหมือนกัน”

             

            คิ้วของลู่เย่ขมวดเข้าหากัน “มันมากินข้าว แล้วทำไมฉันต้องเป็๲คนจ่ายเงิน?”

             

            เสิ่นชิงเบิกตากว้างแสร้งทำเป็๲มองลู่เย่อย่างไม่อยากจะเชื่อ “เพื่อที่จะได้กินข้าวมันถึงกับยอมสละชีวิตขนาดนี้ คุณยังจะให้มันจ่ายเงินอีกเหรอ?”

             

            ลู่เย่พูดไม่ออก จ้องเขม็งไปที่เสิ่นชิง จากนั้นก็ยกชามซุปขึ้นมา ตั้งใจจะซดน้ำซุปเพื่อล้างปาก

             

            เมื่อยกชามซุปมาถึงปาก เขาก็ซดเข้าไปเล็กน้อย

             

            ลู่เย่ขมวดคิ้ว ‘หวาน?’

             

            เมื่อลิ้มรสอย่างละเอียด กลับมีกลิ่นเหม็นของขี้ไก่

             

            คิ้วของลู่เย่ขมวดเข้าหากันเป็๲ปม

             

            เมื่อเห็นดังนั้น เสิ่นชิงจึงพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า “ในหมูสับผัดพริกเสฉวนก็มีแต่พริก ในซุปขี้ไก่ก็มีแค่ขี้ไก่”

             

            “พรวด!”

             

            ได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็พ่นน้ำซุปออกมาทันที

             

            “อ้วก!”

             

            ลู่เย่เอามือปิดปาก พิงต้นไม้ใหญ่ ขณะที่อาเจียนออกมาไม่หยุด

             

            เสิ่นชิงชี้ไปที่โอ่งน้ำมุมห้อง พูดอย่างไม่ใส่ใจ “ตรงนั้นมีน้ำ คุณไปบ้วนปากได้”

             

            “เสิ่นชิง! เธอเจอดีแน่!” 

             

            ลู่เย่เหลือบมองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะวิ่งไปที่โอ่งน้ำ รีบตักน้ำขึ้นมาบ้วนปาก

             

            เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของลู่เย่ เสิ่นชิงก็ยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ

             

            เธอตักซุปไก่ใส่ชามตัวเอง แล้วคีบหนอนเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย 

             

            ระหว่างกิน เธอก็ส่ายหน้าพูดว่า “เฮ้อ คนเมืองนี่ ช่างไม่รู้จักอะไรเอาเสียเลย”