ยามเช้าตรู่หลังคืนแห่งความวุ่นวาย
เมืองหน้าด่านยังคลุมด้วยหมอกบาง ๆ สีขาวน้ำนม
ไก่ขันประปราย ผสมเสียงคนในจวนเดินขวักไขว่
ไป๋ซูอินนั่งอยู่ข้างหน้าต่างห้องพักเล็ก ๆ
มองไอหมอกข้างนอกแล้วถอนหายใจยาว
“ชาติก่อนนั่งออฟฟิศ ดู PM2.5
ชาตินี้มาเมืองหน้าด่าน ดูหมอกพิษแทน…”
เธอบ่นเบา ๆ คนเดียว
มือหนึ่งลูบผ้าพันแผลที่นิ้ว
อีกมือหนึ่งจับสร้อยผูกผ้าเช็ดหน้าที่เธอเพิ่งทำเลียนแบบ “แมสก์โบราณ”
เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอน
ภาพศพองครักษ์ที่โดนฆ่า
ภาพหนูทดลองที่ชักเกร็ง
กับสายตาคมขององค์ชายสี่ที่บอกว่า
“เ้ามิใช่คนธรรมดาจริง ๆ”
ยังวนไปมาในหัว
“ฮือออ อย่ามองแบบนั้นบ่อยได้ไหมคะฝ่าา หัวใจฉันรับไม่ไหว…”
เธอกุมอกตัวเองเบา ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก
“ไป๋ซูอิน เ้ายังไม่ตื่นหรืออย่างไร”
เสียงทุ้มคุ้นเคยของแม่ทัพม่อหยางดังจากด้านนอก
ซูอินรีบลุก
“ตื่นแล้วเ้าค่ะ ๆๆ!”
ประตูเปิดออก
ม่อหยางยืนเท้าสะเอว
สายตากวาดดูสภาพเธอั้แ่หัวจรดเท้า
“ใต้ตาคล้ำปานนั้น ไม่ได้นอนสินะ”
“ก็แหม… เมื่อวานโคตรจะระทึกเลยนะเพคะ”
เธอหลุดภาษาผสมแบบไม่รู้ตัว
ม่อหยางเลิกคิ้ว
“โคตร… แปลว่า?”
“แปลว่า… ระทึกมากเพคะ!”
แม่ทัพส่ายหน้า
“ภาษาบ้านเ้าประหลาดจริง”
เขาหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ จากแขนเสื้อ
โยนมาให้เธอ
ซูอินรับไว้แทบไม่ทัน
“นี่อะไรเพคะ?”
“ขนมถั่วกวนจากเมืองนี้ ข้าซื้อมาให้
เมื่อวานเ้าเหนื่อยแทบทั้งวัน ยังไม่เห็นได้กินอะไรดี ๆ”
หัวใจซูอินอุ่นวาบ
“ท่านแม่ทัพ… ใจดีจังเลยเ้าค่ะ”
ม่อหยางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย
“อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้น ข้าเขิน”
จังหวะเดียวกันนั้นเอง
เสียงทุ้มอีกเสียงก็ดังอยู่หน้าประตู
“เขินสิ แม่ทัพเอาขนมไปติดสินบนผู้มีพระคุณของข้า”
ม่อหยางสะดุ้งหันขวับ
“ฝ่าา! เมื่อใดเสด็จมาถึงนี่พ่ะย่ะค่ะ!?”
ซูอินสะดุ้งด้วย
รีบก้มตัว
แก้มที่กำลังยิ้มเพราะขนมถั่วกวน…แดงขึ้นไปอีกขั้น
องค์ชายสี่ หลี่เหริน ยืนพิงกรอบประตูอย่างเรียบง่าย
แต่แค่ยืนเฉย ๆ ก็ทำเอาห้องเล็กๆ ดูแคบลงในทันที
ดวงตาคมของเขามองขนมในมือซูอิน
แล้วหันไปทางม่อหยางช้าๆ
“เมื่อวานเ้าแค่ใส่ยาให้แผลนาง
วันนี้ยังให้อาหารอีก
วันต่อไป…เ้าจะรับนางเป็เมียเลยหรืออย่างไร”
ห้องเงียบไปหนึ่งวินาที
ม่อหยางไอแทบสำลัก
“ฝะ…ฝ่าา! กระหม่อมเพียงเห็นว่านางหิว—”
ซูอินมือไม้พันกัน
รีบโบกมือ
“ม่ายยยย! ไม่ใช่แบบนั้นเพคะ! ท่านแม่ทัพเขาใจดีแบบ…พี่ชาย!”
หลี่เหรินเลิกคิ้ว
คำว่า “พี่ชาย” ทำให้แววตาเขาอ่อนลงนิดหนึ่ง
แต่ลึก ๆ กลับมีประกายแปลก ๆ วูบขึ้น
พี่ชายงั้นหรือ… แล้วข้าควรเป็อะไรของนางกันแน่
เขากระแอม
เดินเข้ามาในห้อง
1. หมอกควันแรก – สังเวียนสืบความจริง
“วันนี้ เราจะไปตรวจที่เกิดเหตุเมื่อคืน”
หลี่เหรินเอ่ยขึ้น
ม่อหยางขมวดคิ้ว
“ที่ที่พบศพองครักษ์? ฝ่าาจะเสด็จเองหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ และ—”
เขาหันมามองซูอิน
“ข้า้าให้เ้าไปด้วย”
“หา? หม่อมฉันด้วยเพคะ!?”
“เ้ามองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น
และมองออกว่าเหล้าเมื่อวานมีพิษ
บางที…ที่เกิดเหตุเมื่อคืน
สายตา และตรรกะประหลาดของเ้าอาจเป็ประโยชน์”
ตรรกะประหลาด… แต่ดันชมกึ่ง ๆ แบบนี้ หัวใจมันสั่นนะคะ!
ซูอินเม้มปาก
“ถ้าอย่างนั้น… หม่อมฉันจะทำเต็มที่เพคะ”
ม่อหยางถอนหายใจ
“อย่าให้ถึงกับเอาชีวิตไปเสี่ยงก็แล้วกัน”
ทางเดินด้านหลังจวนของเ้าเมืองเงียบผิดปกติ
พื้นหินเย็นชื้น
หมอกยามเช้าคลอเลียบท่อน้ำที่ไหลผ่าน
องครักษ์ชี้ให้ดูตำแหน่ง
“เมื่อคืน พบศพองค์รักษ์เวรยามนอนคว่ำอยู่ตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ
ไม่มีร่องรอยต่อสู้ชัดเจน
แต่ที่แปลกคือ…ไม่มีาแใหญ่ใด ๆ บนร่าง”
ซูอินย่อตัวลง
มองพื้นหิน
ใช้ไม้เล็ก ๆ เขี่ยเศษฝุ่น
เธอเห็นรอยดำบาง ๆ เป็วงกลมบนพื้น
คล้ายเขม่าไฟ
เธอชี้
“เมื่อคืนมีจุดไฟธูปหรือเผาอะไรตรงนี้ไหมเ้าคะ?”
องครักษ์ส่ายหน้า
“ปกติเป็ทางเปล่า
ไม่มีใครมาเผาอะไรที่นี่”
หลี่เหรินก้าวเข้ามาดูใกล้ ๆ
ดวงตาคมหรี่ลง
“เหมือนรอยควัน…”
ซูอินพยักหน้า
“ถ้ามีภาชนะที่เผาสมุนไพรบางอย่าง
ควันจะวนอยู่แถวนี้
หากผู้ใดเดินผ่านและหายใจเข้าไปมาก ๆ
อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น หรือเส้นเืหดตัวอย่างรวดเร็วเพคะ”
ม่อหยางนิ่วหน้า
“เ้าพูดเหมือนเคยเห็นมาก่อน”
เคยดูสารคดีมาก่อน…
เธอถอนหายใจ
“ข้าแค่เคยอ่านตำราบางเล่มเ้าค่ะ
เขาว่า…มีพิษบางชนิดที่ไม่ต้องกิน แค่สูดดมก็พอ”
หลี่เหรินพยักหน้าอย่างใช้ความคิด
“ถ้าอย่างนั้น
ศัตรูของเรา…ไม่ได้เล่นเล็ก
วางทั้งพิษในเหล้า และควันพิษตามทางเดิน”
ซูอินชะงัก
“เหมือน…กำลังทดลอง
ว่าจะฆ่าได้ทางไหนง่ายกว่ากันเพคะ”
คำว่า “ทดลอง” ทำให้หลายคนขนลุก
2. รอยโรคลับ – ปริศนาที่ซ่อนในร่างคน
ระหว่างที่ตรวจพื้นที่
เสียงไอถี่ ๆ ดังมาจากมุมหนึ่ง
ซูอินหันไปเห็นชายรับใช้วัยกลางคน
กำลังไอหนักจนตัวโยน
หน้าแดงจัด หายใจหอบ
“ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ?”
ชายรับใช้โบกมือ
“ไม่… ไม่เป็ไรดอกคุณหนู
ข้าไออย่างนี้มานานแล้ว
หมอหลวงยังว่าเป็เพียงหวัดเรื้อรัง”
ซูอินหรี่ตา
“ไอนานแค่ไหนแล้วเ้าคะ?”
“คง…ครึ่งปีได้มั้ง”
ครึ่งปี…
ในหัวเธอเหมือนมีไฟติด
ถ้าแค่หวัดธรรมดา จะลากครึ่งปีได้ยังไง
หรือว่า…พวกนี้โดนพิษในปริมาณน้อยสะสมมานานแล้ว?
เธอหันไปถามคนอื่น
“ในจวนนี้ มีคนไอเรื้อรังเยอะไหมเ้าคะ?”
คนรับใช้คนหนึ่งยกมือ
“ข้าก็คนหนึ่ง อีกหลายคนในครัวก็ไอเช่นกัน
พวกเราถูกสั่งให้บอกหมอหลวงว่าไม่เป็อะไรมาก…”
“ถูกสั่ง?” หลี่เหรินถามเสียงเย็น
คนรับใช้สะดุ้ง
“เอ่อ… เ้าเมืองบอกว่าถ้าบอกว่าป่วยมาก คนในเมืองจะตื่นตระหนกพ่ะย่ะค่ะ…”
บรรยากาศรอบ ๆ เย็นลงทันที
ซูอินเม้มปาก
หัวใจเต้นแรง
ภาพในสารคดี
ภาพโรคปอดจากพิษสะสม
และบทหนึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์
ที่บันทึกว่า “ผู้คนในเมืองหน้าด่านล้มป่วยทีละน้อย ก่อนเกิดฏในเมือง”
ผุดขึ้นมาในหัว
เธอหันไปมองหลี่เหริน
“ฝ่าา…นี่ไม่ใช่แค่การลอบปลงพระชนม์ครั้งเดียว
มันเหมือน…มีคนค่อย ๆ ทำให้ทั้งเมืองอ่อนแอลงเพคะ”
“อ่อนแอเพื่ออะไร”
“เพื่อเมื่อถึงวันที่ต้องสู้รบ
จะไม่มีแรงต่อต้านเพคะ”
ทุกคนเงียบ
ลมหนาวพัดผ่านหมอก
คำอธิบายของหญิงครัวตัวเล็ก ๆ
กลับสมเหตุสมผลจนแม่ทัพม่อหยางต้องขมวดคิ้ว
“เ้าคิดได้อย่างไร?” เขาถาม
ซูอินหัวเราะแห้ง ๆ
“ก็ลองคิดแบบ…คนขี้ขลาดเ้าค่ะ
ถ้าอยากยึดเมืองโดยไม่ต้องสู้มาก
ก็ทำให้คนป่วยเสียก่อนสิคะ”
หลี่เหรินมองนางนิ่ง
ยิ่งฟัง
เขายิ่งรู้สึกว่าโลกของนาง…ไม่เหมือนโลกที่เขาเคยอยู่
3. หมอกควันครั้งที่สอง – พระเอกเท่ขึ้น 300%
ขณะทุกคนคุยกัน
สายลมหอบเอากลิ่นบางอย่างมาตามทางเดิน
ซูอินชะงัก
“กลิ่นอะไรคะ… ฉุนแปลก ๆ”
จู่ ๆ หมอกตรงมุมกำแพงก็หนาขึ้น
เหมือนมีควันบางอย่างลอยปะปน
องครักษ์คนหนึ่งซึ่งเดินห่างไปหน่อย
ไอแรง
ทรุดลงคุกเข่า
“แค่ก… แค่ก… หายใจ…ไม่ออก…”
“ถอยออกให้หมด!” ม่อหยางร้อง
ซูอินมองเห็นแวบหนึ่ง
ในซอกกำแพงเล็ก ๆ
มีถาดดินเผาเล็ก ๆ วางซ่อนอยู่
ควันจาง ๆ ลอยออกจากสมุนไพรไหม้
นี่มัน…ผู้ร้ายกลับมาจุดเพิ่ม! หรือว่ายังไม่หนีไปไหน!
โดยไม่ทันคิด
ซูอินวิ่งพุ่งไปทางนั้น
“ซูอิน!”
หลี่เหรินตวาด แต่ไม่ทันแล้ว
เธอยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก
อาศัยความรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จากโลกเดิม
เธอเตะถาดดินเผาให้หงาย
แล้วคว้าถังน้ำล้างพื้นในครัว
สาดโครมลงไป
เสียง “ฉ่าาาาาา” ดังขึ้น
ควันลอยฟุ้งขึ้นสูงก่อนจางหาย
แต่ร่างของซูอินกลับเริ่มโงนเงน
สายตาพร่า
แย่แล้ว… แม้มันไม่ใช่ควันพิษแรงเท่าก่อน
แต่เราก็สูดมากไป…
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว
เธอรู้สึกว่าขาจะไร้แรง
ร่างเอนไปด้านข้าง—
หมับ!
วงแขนแข็งแรงโอบเธอไว้แน่น
อกกว้างของใครบางคนรับน้ำหนักตัวเธอเต็ม ๆ
กลิ่นเสื้อคลุมผสมเหงื่ออ่อน ๆ กับกลิ่นโลหะจากดาบ
มันคุ้น…
คุ้นเหมือนชาติที่แล้วตอนเธอนอนกอดหมอนกอดผ้าห่มดูซีรีส์พระเอกคนเดิมทุกคืน
“ข้าเพิ่งห้ามเ้าไม่ให้เสี่ยงชีวิตเมื่อวาน…”
เสียงทุ้มต่ำดังก้องที่ข้างหู
“วันนี้เ้าก็รีบเอาชีวิตไปแลกอีกแล้ว”
ซูอินกระพริบตา
ใบหน้าเขาใกล้จนมองเห็นขนตาชัดเจน
นี่มัน… Fall-and-Catch Scene เวอร์ชันควันพิษ!
“หม่อมฉันแค่…แค่ไม่อยากให้คนอื่นตายเพคะ…”
เสียงเธอเบาจนแทบเป็กระซิบ
หลี่เหรินจ้องดวงตาคู่โตที่เริ่มมีน้ำตาคลอเพราะแสบควัน
หัวใจเขาไหววูบ
เขาอุ้มเธอขึ้นทั้งตัว
โดยไม่สนสายตาคนอื่น
“ฝ่าา!?” ม่อหยางอ้าปากค้าง
“เลิกมองแล้วไปสั่งคนปิดทางออกทั้งหมด
คนร้ายต้องยังอยู่ในจวน”
น้ำเสียงองค์ชายสี่เย็นจัด
แต่แขนที่อุ้มสตรีในอ้อมกอด
กลับแน่นและระวังอย่างที่สุด
ซูอินหน้าแดงจัด
โอ๊ยยยยยย ฟีลพระเอกอุ้มจากหมอกควันนี่มันอะไรเนี่ยยย!
4. รอยโรคลับบนร่างพระเอก
ภายในห้องเล็กด้านใน
ซูอินถูกวางบนตั่งไม้
หน้าต่างถูกเปิดให้ลมไหลผ่าน
หลี่เหรินนั่งอยู่ข้าง ๆ
ม่อหยางยืนกอดอกดูแลอยู่ไม่ห่าง
หมอหลวงประจำเมืองกำลังจับชีพจรซูอิน
“มิได้เป็อะไรมากพ่ะย่ะค่ะ แค่สูดควันเข้าไปมากเกิน จำต้องพักผ่อน”
ซูอินถอนหายใจโล่ง
แต่สายตาเหลือบไปเห็นมือของหลี่เหริน
ที่มีรอยแดงบาง ๆ คล้ายถูกน้ำร้อนกระเด็น
“ฝ่าา! มือพระองค์—”
หลี่เหรินดึงมือกลับเล็กน้อย
“แค่ถาดดินเผากระแทก ไม่มีอะไร”
ซูอินคว้ามือเขามาอีกครั้งอย่างลืมตัว
“ไม่มีอะไรได้ยังไงเพคะ! นี่มันรอยไหม้ชัด ๆ!”
ััมือของเขา…ใหญ่ อุ่น และเต็มไปด้วยแรง
เมื่ออยู่ในมือเล็ก ๆ ของเธอแล้ว
มันเหมือนภาพที่ผิดสัดส่วน
แต่พอดูแล้วกลับรู้สึก…ดีอย่างประหลาด
เธอก้มลงเป่าเบา ๆ บนแผล
ฟู่~
“ในยุค—เอ่อ… ในหมู่บ้านของหม่อมฉัน
ถ้าเจ็บ เราก็เป่าให้หายเจ็บเ้าค่ะ”
ม่อหยางกลั้นหัวเราะ
หมอหลวงหลุบตา
แต่อีกคนหนึ่ง…นั่งนิ่งแต่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
หลี่เหรินมองเธอ
แววตาคมนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด
เสียงเป่าลมอุ่น ๆ นั่นมัน… ทำไมถึงรู้สึกเหมือนแผลในใจข้าก็ทุเลาไปด้วยกันนะ…
ซูอินไม่หยุดแค่นั้น
เธอขอผ้าสะอาด
ฉีกเป็ผืนเล็ก ๆ
จุ่มน้ำเย็นแล้วบิดหมาด ๆ
พันรอบมือเขาอย่างคล่องแคล่ว
“พันแบบนี้เพื่อลดอุณหภูมิแผลก่อน
แล้วค่อยเปลี่ยนเป็ยาทาในภายหลังเ้าค่ะ
จะได้ไม่เป็แผลเป็”
หลี่เหรินเลิกคิ้ว
“เ้าเรียนมาจากไหน”
“…ตำราแอบอ่านเพคะ”
เขาจ้องเธอ
ซูอินทำหน้าใสซื่อ
ในใจร้องว่า ตำรายุคปัจจุบันนั่นแหละ!!
ม่อหยางมองภาพตรงหน้า
忍ไม่ได้ต้องเอ่ยแซว
“ฝ่าาดูเหมือนเด็กโดนแม่บ้านดุเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหรินเหล่มอง
“เ้ากล้าพูดอีกคำ ข้าจะให้ไปยืนเฝ้าประตูเมืองสามวัน”
ม่อหยางหุบปากทันที
5. พระเอกหึงครั้งแรก (แต่ยังไม่รู้ตัว)
เสียงฝีเท้ารีบเร่งดังมาจากหน้าห้อง
บุตรสาวเ้าเมือง วิ่นอี๋ สวมชุดผ้าไหมสีอ่อนเข้ามาคุกเข่า
“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าเกิดเื่
จึงนำยาบำรุงและผ้าเย็นมาให้เพคะ”
เธอแอบเหลือบมองหลี่เหรินด้วยสายตาเขิน ๆ
เห็นได้ชัดว่าแอบปลื้มพระองค์
ซูอินที่ยังนั่งใกล้ ๆ มือหลี่เหริน
รีบผละมือออกทันที
ในหัวมีตัวหนังสือคำว่า
“นางเอกประกอบตัวที่หนึ่ง” ลอยขึ้นมา
วิ่นอี๋วางตะกร้าลง
ส่งสายตาเป็มิตรให้ซูอิน
“ท่านคือหญิงครัวที่ช่วยฝ่าาเมื่อวานใช่หรือไม่เพคะ
เก่งนักเลยเ้าค่ะ ข้าได้ยินคนรับใช้พูดถึงแต่ท่าน”
ซูอินยิ้มเจื่อน
“เอ่อ… หม่อมฉันก็แค่ดวงไม่ดีไปเห็นเองเ้าค่ะ”
ม่อหยางกระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอ
“เ้านี่ดวงดีต่างหาก…”
หลี่เหรินมองภาพ
วิ่นอี๋ก้มหน้าอย่างเขินอายใกล้ตัวเขา
ส่วนซูอิน… กลับหัวเราะคุยกับม่อหยางเบา ๆ
ในอกเขามีบางอย่างหน่วง ๆ แปลก ๆ
ทำไมตอนนางหัวเราะกับม่อหยาง… ข้ารู้สึกเหมือนถูกขโมยอะไรไปก็ไม่รู้
วิ่นอี๋ยื่นผ้าเย็นให้
“ฝ่าาเพคะ ให้หม่อมฉันเช็ดมือให้หรือไม่เพคะ…”
หลี่เหรินหันไป
สายตาเขาเหลือบมองผ้าพันแผลที่ซูอินเพิ่งทำให้
“…ไม่จำเป็” เขาพูดเรียบๆ
“ข้ามีคนดูแลแผลนี้แล้ว”
คำว่า “คนดูแล” ทำให้ทั้งซูอินและวิ่นอี๋ชะงักคนละแบบ
แก้มซูอินแดงขึ้นเงียบ ๆ
ส่วนหัวใจของวิ่นอี๋…แอบเจ็บจี๊ด
ม่อหยางยืนอยู่ข้าง ๆ
แอบหัวเราะในใจ
นี่มันหึงชัด ๆ แต่ตัวเองยังไม่รู้ตัว…
6. ปลายบท : เงาที่คืบคลาน และโรคที่ก่อตัว
ค่ำวันเดียวกัน
หมอกเริ่มลงจัดอีกครั้ง
บนหอคอยเล็กด้านหลังจวน
มีเงาคนสองคนยืนมองลงมายังลานด้านล่าง
“ข้าได้ยินว่า แผนควันพิษของท่าน…ล้มเหลว”
เสียงแหบต่ำของชายลึกลับเอ่ย
อีกคนหนึ่งสวมหน้ากากครึ่งหน้า
หัวเราะเบา ๆ
“ไม่ถึงกับล้มเหลวเสียทีเดียว
อย่างน้อย… คนรับใช้ในเมืองนี้ครึ่งหนึ่งก็เริ่มไอไม่หยุดแล้ว
อีกไม่นานกำลังคนของเมืองหน้าด่านจะลดลงเอง”
“แล้วองค์ชายสี่เล่า”
“มี ‘สตรีประหลาด’ คนหนึ่งคอยขวางอยู่
นางมองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น
ทายพิษได้ราวกับรู้ล่วงหน้า”
“เ้าหมายถึง…ไป๋ซูอิน?”
“ใช่
หากปล่อยนางไว้
แผนในอนาคตอาจพังพินาศได้”
สายตาภายใต้หน้ากากหรี่ลง
“แต่ไม่ต้องรีบ
ยิ่งนางช่วยองค์ชายมากเท่าไร…
ยิ่งทำให้ตอนจบน่าเ็ปมากขึ้นเท่านั้น”
ลมพัดหมอกขาวให้ไหลคลอไปตามพื้นหิน
หมอกควัน…
กับโรคแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวในร่างผู้คนทีละน้อย
ในขณะที่ด้านล่างในห้องพักเล็ก ๆ นั้น
ซูอินเพิ่งวางถ้วยยาข้างเตียงของตัวเอง
เธอมองฝ่ามือที่เคยจับมือองค์ชาย
ยังรู้สึกถึงความอุ่นไม่จางไป
“ชาติที่แล้ว ฉันปล่อยให้คุณตายตามหนังสือ…”
เธอกระซิบเบา ๆ ลำพัง
“ชาตินี้…จะไม่ยอมให้เป็แบบนั้นอีกแล้ว”
แม้เธอจะพูดแค่กับลม
แต่แสงสีทองจาง ๆ รอบตัวเธอ
กลับสว่างขึ้นเล็กน้อย
ราวกับฟ้ากำลังรับรู้คำสาบานของนาง
และในคืนเดียวกันนั้นเอง
เปลวไฟลึกลับก็กำลังก่อตัวขึ้น ณ โรงเก็บเสบียงด้านทิศตะวันออกของเมือง—
เตรียมเปิดฉาก “ในกองเพลิงกับอ้อมกอดแรก”