“ไอ้กายดูนี่” ทีปกรชี้ให้เกียกกายดูประตูไม้สักที่กำลังแง้มอยู่ เหมือนเป็นการเชื้อเชิญคนที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามาสำรวจภายในห้อง
ทีปกรและเกียกกายเดินเข้าไปในห้องกว้าง ด้านหนึ่งเป็นหิ้งวางเศียรของบรมครูอันเป็นที่เคารพของชาวนาฏศิลป์ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีเครื่องดนตรีไทยวางเรียงรายนับสิบชิ้น มองไปรอบ ๆ ช่างเป็นห้องที่ดูน่าเกรงขามและชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“ในนี้ไม่น่าจะมีคนป่าววะ ออกไปรอข้างนอกดีกว่าไหมเพื่อน” ทีปกรพยักหน้าให้กับเกียกกายเป็นการตอบรับ ก่อนที่จะหันกลับไปที่ประตู ทันใดนั้นเสียงปิดประตูดังขึ้นและตามมาด้วยเสียงบรรเลงของดนตรีไทย ขนลุกซู่บนแขนทั้งสองข้างของเพื่อนรักทั้งสองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไอ้ที…” เกียกกายกระตุกแขนเสื้อทีปกร สายตายังคงมองไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้ง และมาหยุดตรงเงาตะคุ่มที่อยู่ด้านหลังเครื่องดนตรีไทย มือยิ่งกระตุกรัวยิก ๆ ให้เพื่อนรักหันมาดู
“ใจเย็น ๆ ไอ้กาย” ทีปกรสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนที่รวบรวมความกล้าเดินไปยังเงานั้น แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงเสียงดนตรีไทยก็หยุดลง จนคนที่กำลังเดินอยู่เป็นอันต้องชะงักไปเช่นกัน
“อ๊ะ… ใครกันเนี่ย” เสียงของหญิงชราเอ่ยขึ้นก่อนที่จะปรากฏตัวออกมา ท่าทางที่ดูใจดีทำให้สองเพื่อนรักรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
“เอ่อ… สวัสดีครับ ผมสองคนมาจ้างนางรำแก้บนครับ แต่ไม่มีใครอยู่ด้านนอกสั่นกระดิ่งอยู่หลายครั้งก็ไม่มีใครออกมา จึงถือวิสาสะเดินเข้ามาข้างในครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ท่าทีที่อ่อนน้อมของทีปกรทำให้หญิงชราตอบกลับอย่างใจดี
“ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันก็แก่แล้วหูตึงไปบ้าง ถ้าจะมาจ้างนางรำต้องรอหน่อยนะจ๊ะ วันนี้เด็ก ๆ ออกไปรับงานอยู่ด้านนอกกว่าจะกลับมาก็คงเย็น หรือจะมากันวันอื่นดีล่ะจ๊ะ”
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว ก็แก้บนซะวันนี้แหละ” เสียงเกียกกายกระซิบกระซาบอยู่ด้านหลัง ก่อนที่ทีปกรจะหันไปยืนยันกับหญิงชราว่าจะรอ ส่วนสถานที่ก็ขอเป็นลานกว้าง ๆ ด้านล่างก็พอ หลังจากนั้นหญิงชราจึงพาสองเพื่อนรักออกมาด้านนอกและแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ ในการแก้บน
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 17.30 น.
เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังมาจากด้านล่างจึงทำให้รู้ว่านางรำกลับมาแล้ว และกำลังเดินขึ้นเรือนโดยที่ไม่รู้ว่ามีแขกกำลังรออยู่ในโถงกลางบ้าน
‘น้ำฟ้า’ หญิงสาวตาคมผมดำขลับและมีไฝเสน่ห์ติดอยู่หางตาด้านซ้าย รูปร่างสมส่วนดูดีสมกับที่เป็นนางรำตัวเอกประจำคณะ กำลังปรายตามองเกียกกายดั่งนางเสือที่ต้องการจะกินเหยื่อ…ผู้ชายคนนี้จะต้องเป็นของฉัน…คำปฏิญาณตั้งมั่นภายในใจเมื่อเห็นชายที่รู้สึกเหมือนดั่งรักแรกพบอยู่ตรงหน้า…ฉันสวยขนาดนี้ เขาไม่มีทางปฏิเสธฉันหรอก เขาจะต้องหลงใหลในตัวฉัน…หญิงสาวชำเลืองมองอย่างไม่วางตาจนทีปกรเริ่มสังเกตเห็น
“ไอ้กาย แม่สาวนั่นดูท่าจะชอบนายว่ะ ดูมองดิเหมือนอยากจะกินนายเข้าไปทั้งตัว” ทีปกรกระซิบจากด้านหลังให้เพื่อนรักได้รู้ตัวว่ามีคนกำลังแอบมองอยู่ เมื่อเจ้าหล่อนรู้ตัวก็รีบหลบสายตาและเดินตามเพื่อนเข้าห้องแต่งตัวไปทันที
“นายก็คิดมาก เขาอาจจะแค่มองเฉย ๆ ก็ได้” เกียกกายตอบกลับอย่างไม่สนใจอะไร เพราะหมดห้องหัวใจของตนมีแต่ธาริณีเท่านั้น
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 18.09 น.
นางรำทั้งสี่แต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมที่จะรำแก้บนตามที่สองเพื่อนรักได้ว่าจ้าง เตรียมพร้อมอยู่ลานกว้างด้านล่างโดยมีหญิงชราใจดียืนประกบ หนึ่งในตัวหลักที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นน้ำฟ้า ซึ่งกำลังแอบลอบมองเกียกกายอยู่เป็นระยะ ๆ จนกระทั่งการรำแก้บนได้จบลง เสียงปรบมือจากทั้งสองหนุ่มดังขึ้นพลางถอนหายใจตาม ๆ กัน ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบสักที ไม่มีสิ่งใดติดค้างกับพระท่านอีกต่อแล้ว
“โอ๊ย…” น้ำฟ้าเซล้มลงข้าง ๆ ชายหนุ่มที่ตนหมายปอง และเป็นไปตามแผนเมื่อเกียกกายได้ประคองรับหญิงสาวได้ทันก่อนที่จะล้มลงกับพื้น
“ต้องขอโทษด้วยค่ะพี่…” น้ำฟ้าหยุดชะงักและทอดสายตาหวานเชื่อมไปยังหนุ่มตรงหน้า
“กายครับ เป็นอะไรไหมครับเนี่ย” เกียกกายไม่สนใจในแววตานั้นแต่กลับชะโงกมองไปยังเท้าของน้ำฟ้า
“สงสัยจะเท้าพลิกน่ะค่ะ พี่กายช่วยอุ้มฟ้าขึ้นไปหน่อยสิคะ ฟ้าเดินไม่ไหว” เสียงออดอ้อนและแววตาหวานเชื่อมยังส่งมาให้ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เกียกกายหันไปมองเพื่อนรักที่กำลังพยักหน้าให้ ก่อนที่จะอุ้มน้ำฟ้าขึ้นเรือนอย่างเสียไม่ได้
“เอาอีกแล้วนังนี่ เห็นผู้ชายหล่อ ๆ ไม่ได้ อ่อยเขาไปทั่ว” เสียงกระซิบกระซาบจากนางรำด้านหลัง ก่อนที่จะเดินตามขึ้นไป