เื่:ย้อนเวลามาเป็คนเลี้ยงตัวไหม
ตอนที่17 ตัวคนบงการ
ผู้แต่ง:รัตนาภรณ์
หลังจากที่ท่านแม่ทัพได้รู้ว่าจวินชื่อผู้นั้นได้ซัดทอดว่าแม่นางมู่หยวนซีชึ่งเป็ภรรยาของป่ายถิวเชียวที่นางเป็ผู้บงการเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้มีคนไปคุมตัวนางและเชิญตัวป่ายถิวเชียวมาซักถามหาความจริงอีกครั้ง ทำให้รู้ถึงความชั่วร้ายมู่หยวนซีอีกอย่าง ก็คือนางแอบอมเงินค่าแรงของคนงานที่ทำงานในโรงเตี๊ยมทุกคน แถมยังแอบอมเงินค่ากับข้าวที่ต้องทำเลี้ยงคนงานในโรงเตี๊ยมทุกวัน โดยนางให้คนงานกินกับข้าวหรือไม่ก็กับแกล้มที่ลูกค้าที่มาใช้บริการในโรงเตี๊ยมกินเหลือ จนบางครั้งฉูชือ(แม่ครัวใหญ่) ต้องทำกับข้าวให้ลูกค้าเยอะกว่าเดิม แล้วแอบตักเเอบเอาไว้รวมๆ กัน หรือไม่ก็พวกคนงานชื้อมาทำกินกันเอง เหมือนวันที่ลี่ถิงอันชื้อเนื้อหมูมาทำไส้ซาลาเปาและขนมจีบไว้ทำขาย แล้วแบ่งเนื้อหมูมาทำผัดกะเพราให้ทุกคนกินเหมือนวันนั่นแหละ
"ในเื่โรงเตี๊ยมของพวกเ้า มันเป็เื่ภายในของพวกเ้าเอง ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว แล้วแต่ป่ายถิวเชียวจะจัดการเอาเองก็แล้วกัน แต่ในส่วนเื่ที่เ้าเป็ผู้บงการให้เกิดเื่แย่ๆ กับแม่นางเสี่ยวเอ้อทั้งสองคนนั้น ข้าคงต้องติดประกาศไม่ให้คนได้เอาเป็เยี่ยงอย่างก็แล้วกันน่ะแม่นางมู่หยวนซี ในครั้งนี้เ้าทำความผิดใหญ่หลวงยิ่งนัก"
"เ้าค่ะท่านแม่ทัพ ข้าน้อยผิดไปแล้วจริงๆ เ้าค่ะ ข้าน้อยหึงหวงจนดวงตามืดบอดไปจริงๆ เ้าค่ะ"
"เ้าคิดได้อย่างไรว่าข้ารักใคร่ชอบพอแม่นางอันอัน หา!!! มู่หยวนซี ข้าไม่คาดคิดว่าเ้าจะมีจิตใจอกุศลเช่นนี้ อีกทั้งเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโรงเตี๊ยมของเราอีก จิตใจเ้าทำด้วยอะไรกัน ถึงได้เอารัดเอาเปรียบคนที่เขาทำงานให้เ้าได้ขนาดนั้น เ้ายังเป็คนอยู่ใช่ไหม ข้าคงไม่สามารถจะใช้ชีวิตคู่อยู่กับคนจิตใจคับแคบเช่นนี้ได้อีก ข้าคิดว่าเราสองคนหย่ากันซะทีเถอะ" ป่ายถิวเชียวเอ่ยออกมาอย่างหมดความอดทนกับพฤติกรรมของผู้เป็ภรรยาอย่างมู่หยวนซีที่จิตใจของนางนั้นดำยิ่วกว่าอีกาเสียอีก
"หย่าอย่างนั้นรึเ้าค่ะท่านพี่ ข้าไม่ยอมหรอกน่ะ ยังไงข้าก็ไม่มีวันยอมหย่ากับท่านเด็ดขาด"
"ถึงเ้าไม่ยอม เ้าก็ต้องหย่า เพราะเ้าทำเื่ที่มันผิดขนาดนี้ หากเ้าไม่ยอมหย่าดีๆ ข้าก็จะทำทุกทางให้เ้ายอมหย่ากับข้าให้ได้"
"ข้าน้อยขอตัวน่ะขอรับท่านแม่ทัพ แล้วต้องขอประทานโทษที่ภรรยาของข้าทำเื่ไม่ดีให้ท่านแม่ทัพต้องระคายใจเช่นนี้"
"ไม่เป็ไรหรอกป่ายถิวเซียว เ้าเองไม่ใช่คนผิด เ้าไปเถอะ เอานางออกไปด้วย ข้าหมดธุระจะคุยกับพวกเ้าสองคนแค่นี้แหละ"
แล้วทั้งคู่ก็เดินออกไปจากวังหลวงไปทันที โดยมีรถม้าที่ไปรับมาจากจวนกลับไปส่งทั้งคู่เหมือนเดิม
"แม่นางลี่ถิงอันนั้นรึที่ล้มจวืนชื่อที่เป็ทหารได้นะขอรับท่านพ่อ ข้าเองไม่อยากจะเชื่อเลย ข้าเห็นนางบอบบางมากเลยนะขอรับ" เฉินซีซ่วนเอ่ยขึ้นกับผู้เป็พ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่นัก
"หากข้าไม่เห็นด้วยสายตาของข้าเอว ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่นี่ข้าเห็นเองกับตาเช่นนี้ ข้าจึงเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ"
เฉินซีซ่วนที่พอได้ฟังท่านพ่อพูดออกมาอย่างนั้น เขาจึงไม่คิดที่จะแย้งออกมาอีก เพราะท่านพ่อไม่ใช่คนชอบพูดจาโป้ปด และคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ต่างเล่าลือกันเป็เสียงเดียวกันหมดว่าเสี่ยวเอ้อนางนั้นล้มทหารร่างั์แค่กะพริบตาเดียวจริงๆ ทำเอาทุกคนมึนงงกันเป็แถว
สี่วันต่อมา ณ ร้านขายบะหมี่ของสองสาว
สองสาวที่ตอนนี้ได้มาตั้งร้านอยู่ด้านหน้าของโรงหมอที่ลี่ถิงอันมาขอบริเวณหน้าร้านที่เป็พื้นที่ว่างและโล่ง พอที่จะจัดร้านขายของได้ ซึ่งเป็พื้นที่เหมาะเจาะพอดี เพราะเวลามีคนไข้มาหาหมอเผื่อว่าหากรอนานแล้วหิว หรือว่าไม่อยากทำกับข้าวกิน ก็จะได้แวะชื้อแล้วกลับบ้านรึจวนไปได้เลย
"มีกับข้าวจืดๆ ให้คนป่วยแบบข้ากินบ้างไหม ข้าอยากซดน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วย" อาแป๊ะคนหนึ่งมีท่าทีอ่อนล้า ได้เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าร้าน แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง อาแป๊ะถามลี่ถิงอันที่นางกำลังยืนอยู่ด้านหน้าหม้อดินที่ต้มน้ำแกงใบโตกำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วน้ำลายอยู่ด้านหน้า
"อาแป๊ะจะรับข้าวต้มหรือว่าก๊วยจั๊บดีเ้าค่ะ"
"ก๋วยจั๊บอย่างนั้นรึแม่หนู หน้าตามันเป็อย่างไร ข้าแก่ปูนนี้แล้วพึ่งเคยจะได้ยินครั้งแรกนี่แหละ"
"ลองซิมดูสักชามดูไหมเ้าค่ะ? ข้ารับรองเลยว่าอาแป๊ะต้องชอบเ้าค่ะ สูตรลับของข้าเอง"
"งั้นข้าเอาชามหนึ่งก็ได้"
"รับน้ำใสหรืว่าน้ำข้นดีเ้าค่ะอาแป๊ะ"
"อะไรของเ้าน้ำข้น น้ำใสข้า งง!! เ้าช่วยบอกข้าทีว่ามันแตกต่างกันยังไงบ้าง"
"อ่อ!!! คือน้ำใส น้ำมันจะเหมือนบะหมี่ทั่วไปเ้าค่ะ แต่น้ำแกงร้านของเราจะขลุกขลิกน้ำไม่เยอะ น้ำแกงเข้มข้นไม่ต้องปรุงก็กินได้เลย ส่วนน้ำข้นมันจะคล้ายๆ พะโล้เ้าค่ะ หอมเครื่องเทศ ส่วนรสชาติก็อร่อยคนละแบบเ้าค่ะ อาแป๊ะต้องลองกินเองเ้าค่ะ ถึงจะรู้ว่าชอบกินแบบไหนกันแน่ เพราะบางคนชอบน้ำข้น บางคนชอบน้ำใสเ้าค่ะ ข้าเองก็บอกอาแป๊ะไม่ถูกเหมือนกัน"
"ถ้าอย่างนั้นข้าเอาน้ำใส กินที่นี่หนึ่งชาม ส่วนน้ำข้นห่อกลับบ้านเดี๋ยวข้าจะเก็บไว้กินตอนเย็น ข้าจะได้ไม่ต้องทำกับข้าวตอนเย็น ข้ายิ่งไม่ค่อยมีแรงอยู่ด้วย"
"อาแป๊ะนั่งรอข้าสักครู่นะเ้าค่ะ ส่วนน้ำอาแป๊ะเทในเหยือกได้เลยเ้าค่ะ ข้าไม่คิดเงิน"
ระหว่างที่นั่งรอก๋วยจั๊บเข้ามาเสิรฟ อาแป๊ะก็รินน้ำสีม่วงที่เย็นพอประมาณใส่แก้วแล้วยกขึ้นชิม อึกแรกที่ไหลฝ่านลำคอลงไป ให้รสชาติประหลาด เปรี้ยวอมหวานไม่มาก อร่อย รสชาติดี ซุ่มคอไปอีกแบบ ทันทีที่อันอันเดินยกชามก๊วยจั๊บเข้ามาวางไว้บนโต๊ะที่อาแป๊ะนั่งรออยู่ คำถามที่อาแป๊ะสงสัยก็ถูกถามไปยังอันอันอย่างอยากรู้ทันทีว่าน้ำที่แกกินไปเมื่อสักครู่คือน้ำอะไรกันแน่
"น้ำในเหยือกโถนี้มันคือน้ำอะไรรึแม่หนู ข้าว่ารสชาติมันน่าสนใจดี ข้าพึ่งเคยดื่มครั้งแรกนี่แหละ เ้าไปได้น้ำในเหยือกนี้มาจากไหน ข้าอยากได้ไปฝากคนที่บ้านข้าสักสองสามขวดจะได้รึไม่"
"ข้ามีขายเ้าค่ะ ข้าขายเเค่ขวดละ5อีแปะเองน่ะเ้าค่ะ "
"ข้าเอาสี่ขวดเลยแล้วกัน" แล้วอาแป๊ะก็เริ่มลงมือกินก๋วยจั๊บที่วางอยู่ตรงหน้า เวลาฝ่านไปครู่ใหญ่ๆ ก๋วยจั๊บในชามที่ตอนแรกมีอยู่เต็มชามกลับถูกซดกินจนเกลี้ยง จนไม่เหลือแม้แต่น้ำเล็กน้อยก็ไม่มีเหลือให้เห็นสักหยด
"อร่อยมากเลยนังหนู ข้าชอบมาก เดี๋ยววันหลังหากข้ามีแรงกว่านี้ เดี๋ยวข้าจะชวนคนที่บ้านข้ามากินที่ร้านนี้อีกแน่นอน แล้ววันนี้กี่บาทกันล่ะ"
"ก๊วยจั๊บสอง สี่สิบรวมน้ำอีกยี่สิบเป็หกสิบอีแปะเ้าค่ะ" ทันทีที่ได้ยินราคา อาแป๊ะก็ยื่นเงินให้ลี่ถิงอันที่ยืนอยู่ด้านหน้า แล้วอาแป๊ะก็เดินออกจากหน้าร้านไป
"เป็ยังไงบ้างอันอัน เ้าไหวไหม ขายของแทบจะไม่ได้หยุดนั่งเลยแบบนี้"
"เมื่อยล้าอยู่นะท่านพี่ลี่ถิงอัน แต่มันก็เป็บางเวลาเอง ท่านพี่ข้ายังไหว แต่ข้าอยากกินอะไรที่มันรสจัดหน่อย สงสัยว่าประจำเดือนข้าคงใกล้จะมาอีกแล้วแหละข้าว่า"
ทันทีที่ได้ยินคำว่าอะไรแซ่บๆ แพรวที่อยู่ในร่างของลี่ถิงอันก็หูกระดิกเลยทันที เพราะั้แ่ที่นางมาอยู่ในร่างนี้จนจะได้ครึ่งเดือนอยู่แล้ว นางยังไม่ได้กินส้มตำไก่ย่างเลยสักครั้ง เอาล่ะวันนี้โอกาสเหมาะเธอจะทำกับข้าวกินตามใจนางบ้าง หลังจากที่กินแต่กับข้าวจืดๆ มาหลายวันแล้ว
"วันนี้เราก็เก็บร้านแต่หัววันหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวข้าจะทำอะไรแซ่บๆให้เ้ากินเองอันอัน ข้ารับรองเลยว่าเ้าจะต้องชอบ จนต้องร้องขอให้ข้าทำให้เ้ากินบ่อยๆ เป็แน่"