หลังจากที่ตูนพึ่งโดนถีบเข้าลิ้นปี่ไปจัง ๆ จนสลบเมื่อตอนที่แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ในอาการสลลึมสลือ เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าตอนนี้ตัวของเขากำลังอยู่บนหลังของใครบางคน และคน ๆ นั้นก็กำลังเดินไปไหนสักที่ ตูนที่เริ่มได้สติก็ได้ขยับร่างกายทำให้คนที่กำลังแบกเขาอยู่รู้สึกตัว
“ตื่นแล้วเหรอเ้าตัวแสบ”
เป็โทนเสียงที่เด็กหนุ่มคุ้นหูและได้ยินอยู่ทุกวี่วันจนฝังรากลึกเข้าไปในสมอง
“อาเจ๊...”
หญิงแกร่งประจำบ้านที่รองลงมาจากแม่ กระต่ายพี่สาวสุดสวยนั่นเอง
“ตอนแรกก็คิดว่าเด็กที่ไหนไปนอนเล่นอยู่คนเดียวที่สนามบาสแบบนั้น เป็เด็กที่แปลกชะมัด แต่พอนึกถึงเด็กที่แปลก ฉันก็นึกถึงนายคนแรกขึ้นมาทันที และมันก็ใช่นายจริง ๆ ด้วย แถมยังไม่ได้นอนเล่นอย่างที่ฉันคิดไว้อีกต่างหาก” ดูเหมือนว่าต่ายจะดูออกได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของเธอ “แล้วรอบนี้ไปมีเื่กับใครมาอีกล่ะ ถ้าพ่อแม่รู้เข้าล่ะก็รู้ใช่ไหมว่าจะเป็ยังไง”
ตูนและต่ายต่างก็รู้ดีว่าถ้าพ่อและแม่รู้ว่าตูนไปมีเื่ทะเลาะกับใครมา จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับพวกเขา ซึ่งนั่นก็เป็สิ่งที่ตูนและต่ายไม่อยากจะเจอมากที่สุดในชีวิต
“พี่ก็อย่าบอกพ่อกับแม่สิ...” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำอ่อย ๆ กล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉันไม่บอกแน่นอนหรอกย่ะ-- เอา! ถ้าได้สติแล้วก็ลงไปเดินเองได้แล้ว”
“ผมไม่อยากลง ขออยู่บนนี้ต่ออีกซักพักนะ...” น้ำเสียงของตูนผิดไปจากทุกที เด็กที่ร่าเริงตลอดเวลาคนนั้น กลับมีน้ำเสียงที่ชวนเศร้าสร้อยซึ่งคนเป็พี่อย่างต่ายสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าน้องของตนสภาพจิตใจกำลังย่ำแย่
“ไม่อยากลงก็ตามใจ…”
ที่ตูนกลายเป็แบบนี้ก็เพราะเขากำลังรู้สึกผิดที่ไปพูดแทงใจดำใส่ไบรท์ทั้งที่มันมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้อีกตั้งหลากหลายวิธี
"เดี๋ยวฉันไปแก้แค้นให้ไหม คนที่ทำร้ายนายน่ะ"
“ไม่เป็ไร... อยู่เฉย ๆ ไปเหอะเจ๊"
ถึงแม้จะเศร้าแต่ก็ยังกวนxีนได้อยู่ ซึ่งต่ายก็ต้องไม่พอใจแน่นอนอยู่แล้ว ในตอนนี้เธอคันมืออยากจะมะเหงกลงกลางกบาลของตูนซักที แต่ก็ทำไม่ลงเพราะตอนนี้น้องชายของเธอกำลังกอดเธอแน่นจากข้างหลังและอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้คนเป็พี่อย่างเธอใจอ่อนจนเหลวเป็น้ำ
วันรุ่งขึ้น ตูนก็ได้มาโรงเรียนตามปกติ แต่วันนี้เขากลับเงียบทั้งวันไม่ได้ดูัร่าเริงเหมือนทุกที ตอนที่ต้นกล้ามาคุยเล่นด้วยตูนก็กะจิตกะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง และเมื่อถึงเวลา 4 โมงเย็น เขาก็ได้เดินไปที่ห้องชมรมด้วยสภาพเหมือนคนอดอะไรตายอยากไม่ต่างจากซ้อมบี้
ตูนนั่งเหม่ออยู่ในห้องในขณะที่โบว์ โอมและเบล ต่างก็ดึงนิ้วของเขาไปจิ้มกาชาในเครื่องของตัวเอง ซึ่งมันก็ได้ของ 5 ดาวอีกตามเคย จนกระทั่งตูนปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมาได้ เขาลุกพรวดขึ้นมาและเดินตรงไปหาเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ใส่หูฟังนั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว
“นี่พลอย ฉันมีเื่จะคุยด้วย”
และตูนก็ได้เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและไบรท์ให้พลอยฟัง และขอคำปรึกษาว่าจะเขาควรจะไปขอโทษไบรท์ยังไงที่พูดจาไม่ดีใส่ พลอยที่ได้ฟังเื่ราวทั้งหมด จากสีหน้าที่ดูเฉยชามาตลอด ก็ได้แสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าที่เธอไม่พอใจนั้นไม่ใช่เป็เพราะเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แต่เป็อีกคนที่กำลังถูกพูดถึงอยู่…
- ณ สถานที่แห่งหนึ่งในโรงเรียนเบียวศาตร์ -
แสงจันทร์ยามค่ำคืนได้สาดส่องลงมา บรรยากาศที่เบาสบายเหมาะแก่การกินหมูกระทะ และสายลมอ่อน ๆ พัดโชยมาเป็ระยะ ๆ ได้มีเด็กสาวอยู่คนหนึ่งกำลังยืนรอคอยอะไรบางอย่างด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์ เหมือนกับเธอกำลังนัดใครไว้ จากนั้นไม่นานก็ได้มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงัดยามค่ำคืนลงทันที
“ว่าไงพลอย จู่ ๆ ก็มานัดเจอกันแบบนี้ ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ ไม่ได้เจอกันมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย”
และเ้าของเสียงนั้นก็คือไบรท์อัจฉริยะประจำโรงเรียนคนที่ 2 ที่ปรากฏตัวออกมา แต่เด็กสาวดูท่าทางไม่เล่นด้วย
“ฉันได้ยินมาว่านายทำร้ายเพื่อนฉัน ทำไมนายต้องทำแบบนั้นด้วย”
“อืมม... อ๋อ~ เ้าตัวเล็กนั่นน่ะเหรอ... ก็แค่รำคาญเฉย ๆ น่ะ ก็เลยป้าบ! เข้าให้”
เด็กสาวที่ได้ยิน จากที่แค่ไม่สบอารมณ์ก็เริ่มโมโหขึ้นมาทันที
“นายบ้าไปแล้วเหรอ!! ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้นด้วย!! นายนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ นะ!! ถ้าจะใช้กำลังก็ใช้เพื่อช่วยคนอื่นสิ! ไม่ใช่ให้ใช้เพื่อมาทำร้ายคนอื่นเพียงแค่ไม่พอใจ!! กลายเป็นักเลงหัวไม้ไปแล้วเหรอ!!”
ไบรท์ที่หน้ายิ้มดูเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อนอะไรอยู่ตลอดเวลา ก็ฟิลส์ขาดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินฝ่ายหญิงไปเข้าข้างกับคนที่มีปัญหากับเขาแถมยังวิพากษ์วิจารณ์เขาอีก
ทั้ง 2 ทะเลาะกันรุนแรงอยู่หลายนาที จนกระทั่งฝ่ายชายได้พูดคำนี้ออกมา
“ที่เธอบอกเลิกกับฉันเพราะจะไปคบกับมันใช่ไหม!! มันเป็แฟนใหม่เธองั้นสินะ!! เพราะมันใช่ไหมเธอถึงทิ้งฉันไปน่ะห้ะ!! ตอ--!!”
เพี๊ยะ!!
รู้ตัวอีกที ก็โดนตบหน้าไปซะแล้ว ฝ่ายหญิงตบฝ่ายชายด้วยมือเล็กที่กำลังสั่นของเธอ ไบรท์ที่โดนตบได้มองไปที่หน้าของพลอย ก็เห็นว่าเธอเริ่มมีน้ำตาไหลออกมา จากแววตาที่ดูเศร้าสร้อยคู่นั้น
"นายนี่มันบ้าที่สุด ฉันไม่คิดเลยว่านายจะกลายเป็คนแบบนี้ เสียใจจนไม่รู้จะพูดยังไงเลยว่ะ…" น้ำเสียงของเด็กสาวสั่นเครือ และเธอก็ได้วิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
ทางด้านของไบรท์ที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้เข้าไป ก็เริ่มที่จะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขาอยากจะรีบจัดการทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไปซักที
“แม่งเอ้ย... แซม ออโต้"
เขาเรียกแซมและออโต้ที่ดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยสีหน้าแววตาที่ดูจริงจัง ตอนนี้รอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนหน้าของไบรท์ได้ถูกความเครียดแค้นกลืนกินจนได้มลายหายไปจนหมดแล้ว
“หลังจบกีฬาสี เรียกรวมชมรมบาสและเทควันโดมาให้หมด อย่าให้ขาดแม้แต่คนเดียว”
และในที่สุดก็มาถึง่กีฬาสี ่เวลาที่นักเรียนทุกคนรอคอย ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ละสีก็ต่างแข่งขันกันอย่าง ดุเดือด เืพล่าน!! เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใครจริง ๆ กับเื่รางวัลข้าวลดคา 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตูนที่เคยซึมเศร้าตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว เขาสามารถกลับมาวิ่งปร๋อได้อีกครั้ง แต่ว่าั้แ่ที่สนามบาสคืนนั้น เขาก็ไม่ได้เจอกับไบรท์ แซมและออโต้อีกเลย
เนื่องจากที่ตูนนั้นว่าง และแรงเหลือ เขาจึงได้ทำการลงแข่งกีฬาหลายประเภทด้วยกัน และก็ได้ตั้งชื่อแปลก ๆ ที่ทำเอากรรมการนักพากษ์ต้องรู้สึกเขินเวลาเรียกชื่อของเขา เช่น ตอนที่เขาลงแข่งวอลเลย์บอล เขาก็ได้ตั้งชื่อตัวเองว่า ั์ใหญ่ตัวจิ๋ว (Haikyuu!!) ลงแข่งฟุตบอลก็ใช้ชื่อว่า โยอิจิ อิซากิ (Blue Lock) และก็บ่นว่า “ฉันได้กลิ่นประตู” ตลอดทั้งเกม ซึ่งผลคะแนนก็ออกมาค่อนข้างดีเกินคาด ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มมีชื่อเสียงและเป็ที่จดจำในโรงเรียนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
จนมาถึงตอนที่เขาต้องแข่งบาส เขาก็สามารถเข้ารอบจนไปถึงรอบสุดท้าย เพราะได้เบียวตัวเองว่าเป็ อาคาชิ เซย์จูโร่ กัปตันทีมของรุ่นปาฏิหาริย์ ทำให้สามารถผ่านเข้ารอบไปได้อย่างไม่ยากเย็น และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่จู่ ๆ เขาก็ได้ะโดังลั่นออกมากลางสนาม “ไปเลย!! เอ็มเพอเรอร์อายของฉัน!!” (เนตรจักรพรรดิ) ทำให้คนที่มาดูต่างหัวเราะชอบใจไปตาม ๆ กัน ทำให้เขาเริ่มมี Fc (แฟนคลับ) เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
และพอเขาผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้าย ก็ต้องมาเจอกับ ไบรท์ แซมและออโต้ ซึ่งทีมบาสของตูนนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับธรรมดาตามเกณฑ์ของนักเรียนทั่วไป แน่นอนว่าก็ต้องสู้กับตัวแทนประเทศอย่าง 3 คนนั้นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะกีฬาบาสนั้นมันต้องเล่นกันเป็ทีม
ผลออกมาตามคาด ทีมของตูนแพ้แบบขาดรอย ตลอดทั้งเกม ตูน และ 3 คนนั้นไม่ได้เอ่ยปากคุยกันเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากแข่งบาสเสร็จ จะเป็พิธีรำมวยไทยเป็พิธีปิดที่เป็ธรรมเนียมของโรงเรียนนี้ เพื่อเป็การแสดงให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาดูได้รู้ถึงความงดงามของศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งปกติเคต้องเป็คนรำ แต่เนื่องจากเขาไม่สะดวกที่ต้องไปขึ้นชกที่ต่างประเทศ ทำให้กลับมาไม่ทัน ต้าและเติ้ลจึงต้องมาเป็คนรำแทน
ตูนที่พึ่งแข่งบาสเสร็จมาหมาด ๆ ก็ได้รีบวิ่งไปอีกฝั่งสนามอย่างร้อนรนเพื่อที่จะได้ไปขอโทษไบรท์ที่เขาเคยพูดไม่ดีใส่ เด็กหนุ่มวิ่งตามหาจนทั่ว จนในที่สุดเขาก็เจอกับไบรท์ที่กำลังเดินอยู่คนเดียวโดด ๆ
“ไบรท์!!!” เด็กหนุ่มตะโดนดังออกไป อีกฝ่ายหยุดชะงักลง
“ฉันขอโทษนะที่พูดไม่ดิ-”
พูดยังไม่ทันจบ ไบรท์ก็ได้หันหน้าที่เฉยชาไร้อารมณ์ของเขามาทางตูนและพูดขึ้นมาว่า
“นายควรไปดูเพื่อนของนายดีกว่าอยู่ตรงนี้นะเ้าตัวเล็ก...” คำพูดธรรมดา ๆ ฟังผ่าน ๆ ก็เหมือนกับว่าเขาบอกให้ตูนไปดูต้าและเติ้ลที่รำอยู่บนเวทีดีกว่ามาอยู่ตรงนี้ แต่ทว่าเด็กหนุ่มกลับรู้สึกได้ถึงความมุ่งร้ายและความอาฆาตแฝงอยู่ในคำพูดเ่าั้ มันจะต้องเกิดเื่บางอย่างที่ไม่ดีกับเพื่อนของเขาอย่างแน่นอน
ตูนลืมเื่ที่จะต้องขอโทษชายที่อยู่ตรงหน้าไปทั้งหมด และรีบหันหลังกลับวิ่งไปที่ห้องพักรอขึ้นการแสดงของต้าและเติ้ลทันที พอเขามาถึง สิ่งที่เขาไม่อยากจะให้เกิดที่สุด ก็ได้เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว
ต้าและเติ้ลอยู่ในสภาพยับเยินค่อนไปทางหนัก นั่งหายใจโรยรินอยู่บนพื้นที่มีคราบเืเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด พวกเขาไม่สามารถขึ้นแสดงได้อีกแล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ถูกย้ายไปห้องพยาบาลทันที ตูนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ก็เงียบมามาซักพักใหญ่ ๆ ราวกับว่าเขากำลังทบทวนอะไรบางอย่างกับตัวเอง ไม่นานจากนั้นเด็กหนุ่มก็ได้ลุกขึ้นมาและเดินออกจากห้องพยาบาลไป
- ณ สนามบาสในโดม -
สนามสุดว่างเปล่า มีเพียงเสียงบอลกระทบพื้นของชายร่างสูงคนหนึ่งที่กำลังยืนชู้ตลูกบาสอยู่คนเดียว จากนั้นประตูทางเข้าสนามก็ได้ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเด็กหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา
“นายทำแบบนั้นทำไม” ร่างเล็กเอ่ยปากถาม
“ก็แค่... จบเื่ที่เคยค้างคากันไว้ก็แค่นั้นแหละ...”
“ในคืนนั้นน่ะ ฉันเป็ฝ่ายผิดเองที่พูดไม่ดีออกไป ที่นายถีบฉัน ฉันไม่โกรธหรอกนะ ฉันว่าฉันสมควรได้รับมันแล้ว แต่ 2 คนนั้นเขาไม่รู้เื่อะไรด้วย แต่กลับต้องมามีสภาพแบบนั้น นายทำเกินไปแล้วนะ”
ร่างสูงหยุดชู้ตบาสในมือและหันหน้ามาพูดกับเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่ดูท่าทางเหมือนกับคนที่กำลังสนุกที่ได้เล่นกับความรู้สึกของอีกฝ่าย
“แล้วไอ่ 2 คนนั้น... มันกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ”
ความอดทนของตูนก็ได้มาถึงขีดจำกัดและดูเหมือนว่ามันจะทะลุปรอทไปแล้ว เด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปที่จะโจมตีอีกฝ่ายทันที แต่ทว่า จู่ ๆ ก็ได้มีแข้งปริศนา 2 ข้างฟาดเข้ามาตรงหน้าเขาก่อนที่จะเข้าถึงตัวของไบรท์
ร่างเล็กกระเด็นออกมา ไถลลงไปบนพื้นตามแรงที่โดนเตะ
“ฮ่า ๆ ๆ ว่าจะไปหาอยู่พอดี แต่ดันมาหาถึงที่แบบนี้ก็หวานหมู~”
“อย่าพึ่งได้ใจไปแซม เ้าหมอนี่อาจจะไม่ธรรมดาก็ได้” ออโต้สามารถรู้สึกได้ว่า่เวลาที่เขาและแซมเตะออกไปเมื่อกี้ ตูนสามารถยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นมารับการโจมตีของพวกเขาไว้ได้ทันภายในเวลาไม่กี่วิ
ไม่หมดเพียงเท่านั้น พรรคพวกของไบรท์ที่เขาได้สั่งให้ไปรวบรวมมา ก็ค่อย ๆ ทยอยกันเข้ามาล้อมรอบตัวของตูนประมาณ 20 กว่าคนได้
“ฮ่า ๆ ตอนนี้รวบรวมได้แค่นี้แหละ แกโชคดีไปนะเ้าตัวเล็ก”
ร่างเล็กค่อย ๆ ลุกขึ้นมาและจ้องมองไปยังกลุ่มคนเ่าั้ที่กำลังรายล้อมเขาอยู่ ไบรท์ที่เห็นว่าตูนไม่มีท่าทางแสดงอาการหวาดกลัวพวกเขาเลยซักแต่นิดเดียวก็ได้ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกสนุกและออกคำสั่งกับลูกกน้องของเขาก่อนที่จะเดินออกจากสนามไป
“จัดการเช็ดคราบเือะไรให้เรียบร้อยล่ะ”
สิ้นเสียงปิดประตู เหล่าลูกน้องของไบรท์ก็ได้รุมกันเข้าไปจัดการตูนที่ยืนอยู่กลางวงล้อมทันที
จนกระทั่ง 10 นาทีผ่านไป...
สภาพในสนามบาสตอนนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างเละตุ้มเป๊ะ รอยเืมากมายกระจัดกระจายเลอะเทอะเต็มไปหมดพร้อมกับร่างของนักเรียนหลาย 10 คนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
แซมและออโต้อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเหนื่อยหอบ และเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบเืที่ไม่รู้ของใครเป็ของใคร พวกเขาและลูกน้องที่เหลือไม่ถึง 10 คนต่างก็มองไปที่เด็กหนุ่มร่างเล็กที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน
“ฮ่ะ ๆ เ้าเปี๊ยกนี่เป็สัตว์ประหลาดหรือไงเนี่ย”
“แฮ่ก... แฮ่ก... ดูเหมือนว่าไบรท์จะไปมีเื่กับตัวอันตรายเข้าให้แล้วล่ะ...”
ตูนสลบอีกแล้ว ตอนที่แล้วก็สลบ ตอนนี้ก็สลบอีกแล้ว ชะตากรรมของเขาจะเป็ยังไงต่อ!!? จะมีใครเข้ามาช่วยหรือเปล่า!!? ดูเหมือนสันติจะไม่ใช่คำตอบสำหรับคนพวกนี้! โปรดติดตามตอนต่อไป!