หอกแห่งจุดจบ – หอกทะลวงแสงดาว
รัศมีพลังสีแดงมารวมตัวที่หอกแห่งจุดจบท่วงท่าการแทงหอกที่สุดแสนงดงามราวกับการร่ายรำก็แบบมาเป็นชุดๆ ตัวผมเองได้แต่ปัดป้องการโจมตีออกไปเท่านั้น ต้องยอมรับว่ารอยเกนมีฝีมือมากกว่าเจ้าโลเวลอะไรนั่นอีก ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ผมต่อให้เป็นยอดฝีมือเทียบเท่าแรงค์ S ถ้ารับการโจมตีระดับนี้โดยไม่ป้องกันสุดกำลังผมว่าก็มีเจ็บตัวไปพอสมควร
ในการโจมตีทั้งหมดสิบการครั้งพร้อมด้วยท่วงท่าที่งดงามเหล่านั้นผมรับการโจมตีสุดดุดันนั่นได้เพียงแค่ สามครั้งก็โดนหอกที่เหลือไล่แทงเข้าใส่เน้นๆที่ลำตัวเจ็ดครั้งซ้อนทำให้ผมกระเด็นออกนับไปสามสิบเมตรในสภาพนอนหงายแต่ก็มีบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น
ทำให้รอยเกนแปลกใจไปเล็กน้อยก่อนจะคิดขึ้นมาว่าการที่มันกล้าอวดดีกับเขาคงเป็นเพราะมันมั่นใจในสมบัติการป้องกันของมันก็ได้ รอยเกนก็เลยส่งสัญญาณไปหาโลแกนกับเลียมที่อยู่ด้านหลังลักษณะประมาณว่า
“การโจมตีของฉันไม่ได้ผลเพราะมันมีสมบัติป้องกันที่น่าจะหาได้จากดันเจี้ยนในครั้งนี้ เตรียมตัวโจมตีที่แรงที่สุดเอาไว้พวกเราจะโจมตีพร้อมกันเพื่อเอาชีวิตมันให้ได้ บางทีอาจสามารถฝ่าวงล้อมในช่วงที่มันตายไป เอาชีวิตให้รอดกลับไปแล้วค่อยกลับมาเอาคืนพวกมันอีกครั้ง”
โลแกนกับเลียมมองหน้ากันก่อนจะเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ความคิดของรอยเกนยอดเยี่ยมมากถ้าฆ่ามันให้ตายพวกคนเหล่านี้ก็จะเสียศูนย์รวมจิตใจไปในทันทีและอาจเป็นช่องโหว่ให้หลบไปตั้งหลักแล้วค่อยมาฆ่าพวกมันใหม่ได้ โลแกนกับเลียมก็ส่งสัญญาณกลับมาหารอยเกนหลังจากที่ตกลงกันเสร็จ
“พวกเราสองคนเอาด้วยจัดการมันเลยดึงความสนใจมันก่อนจากนั้นคุณโอเว่นก็ให้สัญญาณโจมตีพร้อมกันใส่มันให้ตาย”
เมื่อตกลงกันสำเร็จแล้ว รอยเกนก็ทำตามที่ตกลงกันไว้โดยคิดจะหลอกล่อผมให้ตายใจ
รอยเกนมองมาที่ผมก่อนจะพูดออกมา
“เฮ้ๆ ตกลงแล้วแกมีดีแค่นี้ใช่ไหมละ ทำเป็นอวดดีไปได้ฉันก็นึกว่าจะมีดีมากกว่านี้ซะอีก”
โลแกนและเลียมที่อยู่ฝั่งเดียวกับรอยเกนก็เตรียมการโจมตีผมอยู่อย่างลับๆโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว นอกจากพวกเขาสามคน ส่วนตัวของผมเองตอนนี้กำลังดีใจกับทักษะใหม่ที่ได้เรียนรู้อยู่
ในการโจมตีของรอยเกนเมื่อสักครู่รวมทั้งสองทักษะที่ใช้ออกมา การโจมตีครั้งที่หนึ่ง
ติ๊ง!
เรียนรู้ทักษะ ทักษะลดความเสียหายจากอาวุธประเภทหอก เลเวล 1 เรียนรู้ความสามารถติดตัว มีโอกาส 20% ตอบโต้การโจมตีทันทีโดยไม่ต้องรับรู้ก่อน
ส่วนนี่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายที่รวมทั้งหมดเป็นจำนวนสิบครั้งของหอกแห่งจุดจบของรอยเกนที่โดนตัวผม
ติ๊ง!
ทักษะลดความเสียหายจากอาวุธประเภทหอก เลเวลอัพเป็นเลเวล 13
การโจมตีที่มาทั้งหมดสิบครั้งทำให้ผมสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และความสามารถใหม่ได้ถึงแม้ว่าจะมาอย่างละหนึ่งแต่ก็คุ้มค่ากับความสามารถติดตัวอันใหม่ที่เรียนรู้มาเพราะการโจมตีที่มาถึงตัวของผมโดยที่ไม่ทันรับรู้ผมสามารถโจมตีกลับไปได้ทันทีโดยไม่ต้องบังคับร่างกายของตนเองความสามารถนี้นับว่าคุ้มค่า
ผมพยุงร่างของตนเองลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะหันไปมองรอยเกนที่กำลังทำท่าทางแปลกๆราวกับว่ากำลังวางแผนอะไรบางอย่าง แต่ผมก็ไม่สนใจหรอกเพราะผมยังมีภรรยาสุดที่รักทั้งสองคนของผมอยู่ที่สามารถเข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ได้ทันที
“ฉันว่ารีบๆจบมันกันเถอะจะยืนพูดอะไรไร้สาระอยู่ได้รู้ไหมว่าเวลาของฉันมีค่าแค่ไหน”
“แก! ฮ่า ฮ่า ได้ ได้ ฉันจะจัดให้ตามคำขอเองโดยการส่งแกลงไปในนรก”
รอยเกนส่งสัญญาณไปยังโลแกนกับเลียม พริบตาเดียวพวกเขาก็เข้ามาที่ตัวของผมในระยะโจมตีของพวกเขา
รอยเกนใช้ทักษะเดิมของตนเองออกมาโดยมีหอกแห่งจุดจบแทงเข้ามาอีกครั้งรัศมีพลังสีแดงก็มรวมตัวกันที่หอกของเขาจากนั้นก็เป็นการโจมตีตามท่วงท่าของทักษะ
ส่วนโลแกนใช้ค้อนที่เป็นอาวุธประจำตัวของตนเองออกทักษะที่มีชื่อว่าพสุธาพังทลาย ค้อนขยายขนาดใหญ่ขึ้นสองเท่าก่อนที่รัศมีพลังสีน้ำตาลอ่อนจะมารวมที่ค้อนมันจึงแผ่พลังแรงโน้วถ่วงที่เป็นพลังดั่งเดิมของอาวุธเข้าใส่ตัวของผมทำให้ตัวของผมโดนพลังของค้อนกดดันจนกระทั้งพื้นดินใต้เท้าของผมแตกออกเป็นลักษณะเหมือนใยแมงมุม
และการโจมตีของเลียมนั้นจะเป็นพลังของหมัดตนเองล้วนๆแต่ว่าพลังหมัดของตัวประหลาดจะปกติธรรมดาไปได้ยังไงเพราะในการโจมตีนั้นมีคลื่นพลังงานประหลาดห่อหุ้มหมัดที่ว่านี้อยู่
ผมเองก็ตกใจเหมือนกันว่ามันไปติดต่อกันตอนไหนแต่ก็เอาเถอะเพราะผมเองก็ได้เตรียมเผื่อสถานการณ์แบบนี้เอาไว้แล้วเรียบร้อย
ไอรีนก็หายตัวไปโผล่ที่ข้างตัวของเลียมก่อนจะใช้ทักษะ
วิชาดาบแห่งโรเวียร์ – วิถีแห่งลม
สายลมเปลี่ยนเป็นกระแสลมจนก่อตัวเป็นพายุขนาดย่อมๆรายล้อมรอบตัวดาบก่อนจะกระจายออกไปปิดกั้นทางหนีของเลียมเอาไว้ทั้งหมด
ส่วนเซล่าร่ายเวทย์ลวงตาที่เป็นหนึ่งในพลังพื้นฐานของพลังแห่งความดับสูญใส่โลแกนก่อนจะเล็งคันธนูแห่งรุ่งอรุณไปที่โลแกนแล้วใช้ทักษะออกมา
คันธนูแห่งรุ่งอรุณ – ศรแห่งการดับสูญ
เซล่าที่ลบล้างคำสาปไปแล้วทำให้เธอตอบสนองต่อพลังแห่งความมืดมากขึ้นและสามารถนำมันมาใช้กับพลังแห่งธรรมชาติได้ทำให้เธอคิดค้นทักษะย่อยของคันธนูแห่งรุ่งอรุณขึ้นมาได้ โดยการผสมผสานระหว่างพลังธรรมชาติในด้านโจมตีและพลังแห่งความมืดหรือก็คือพลังแห่งความดับสูญเป็นคุณสมบัติทำลายล้างขึ้นมาได้ทำให้การโจมตีประสานระหว่างพลังทั้งสองรุนแรงมากยิ่งขึ้น
พลังงานสีเขียวอ่อนๆรวมไปกับพลังงานสีดำหมุนวนการโจมตีที่ไม่มีวันพลาดเป้าขึ้นมาจากนั้นก็ปล่อยการโจมตีทั้งหมดออกไป
ตัวผมเองก็ใช้ทักษะดาบมายาแห่งความมืดออกมาดึงดาบเล่มสีดำแล้วใช้ทักษะคลื่นทำลายออกไปในทันทีมวลความมืดมหาศาลที่มาจากทุกสิ่งทุกอย่าง ผมก็มอบมันให้กับรอยเกนทั้งหมดในชุดเดียวโดยที่ไม่แบ่งให้ใครเลย
รอยยิ้มอย่างพึงพอใจในตอนแรกที่ได้วางแผนกันไว้ของรอยเกน โลแกน และเลียม หายไปทันทีเมื่อรู้ว่าพลังการโจมตีที่เกินต้านทานได้มันมาถึงตัวของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว โดยที่รอยเกนมีจุดจบที่ไม่ได้ทรมานเลยเพราะเมื่อรับการโจมตีของผมไปแบบตรงๆก็ร่างกายแตกสลายกลายเป็นผุยผงไปในทันที
ส่วนโลแกนนั้นแย่อยู่เล็กน้อยเพราะถูกพลังทำลายล้างของธนูเจาะทะลุจนร่างกายของเขากลายเป็นรูขนาดใหม่ อวัยวะภายในร่างกายหายไปทั้งหมดเพราะถูกกัดกินด้วยพลังแห่งความมืดจากนั้นร่างกายของเขาก็ค่อยๆปริแตกออกช้าๆโดยมีเลือดที่ยังเหลืออยู่ในร่างกายทะลักออกมาทั้งหมด
“อ๊ากกก”
ที่แย่ที่สุดทรมานที่สุดคงจะเป็นเลียมที่โดนใบมีดกระแสลมตัดร่างกายไปทีละส่วนพร้อมทั้งความเจ็บปวดที่ในชีวิตนี้ของมันไม่เคยมาก่อนทำให้มันส่งเสียงร้องโหยหวนของมันขึ้น
“อ๊ากก...ไว้ชีวิต..ฉันเถอะ..อ๊ากกก”
ไอรีนไม่ได้รีบร้อนอะไรมองดูมันทรมานอย่างแสนสาหัสเธอไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้วในเมื่อกล้าคิดที่จะฆ่าคนอื่นก็ต้องเตรียมใจที่จะโดนฆ่าด้วยเหมือนกันและอีกเหตุผลที่สำคัญคงเป็นเพราะเจ้าตัวประหลาดมันเคยทำให้ผมเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่งนั่นแหละ เอาเข้าจริงๆถ้าในตอนนั้นผมไม่ได้เป็นแวมไพร์ผมคงตายไปแล้วจริงๆนั่นแหละ เพราะแบบนั้นมันก็เลยทำให้เธอแค้นเคืองเจ้าตัวประหลาดทุกตัวนั่นเอง
สุดท้ายชิ้นส่วนร่างกายของเลียมที่เหลืออยู่นั้นก็มีแค่ตัวกับหัวเท่านั้นก่อนที่ไอรีนจะดึงดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงออกจากฝักด้วยความเร็วที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ฟาดฟันออกไปนับร้อยครั้งติดๆกันจนกระทั่งเก็บดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงกลับลงฝักเหมือนเดิม
ร่างกายของเลียมแยกส่วนไม่ต่างอะไรไปจากเศษเนื้อบดก่อนจะถูกพลังดั่งเดิมของดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถาธุลีไป
ผมค่อนข้างประทับใจในการพัฒนาที่น่าตกใจของสองสาวแน่นอนว่าไอรีนนั้นมีความสามารถมากอยู่แล้วแต่ว่าเซล่าที่พึ่งได้ใช้พลังที่แท้จริงของตนเองหลังจากโดนคำสาปมานานแสนนาน มันก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อยพวกเธอก็มีความสามารถในการปกป้องตนเองได้ในระดับหนึ่งถ้าไม่ไปต่อสู้กับพวกยอดฝีมือแรงค์ S ที่มีความสามารถเป็นเลิศผมก็วางไจได้แล้ว
เหตุผลที่ทำไมไม่ฆ่าพวกมันทั้งหมดไปในทันทีหนึ่งเลยคือเพื่อการทดลองของผมล้วนๆสองก็คือการให้มันพูดเหตุจูงใจที่แท้จริงนอกจากการก่อสงคราม แต่ว่ามันดันเล่นตุกติกก่อนก็เลยมีจุดจบแบบนั้นไป
การต่อสู้อันยาวนานก็จบลงที่ชัยชนะของกลุ่มของผมกับกลุ่มของลูเชียโน่ทำให้ทุกคนโห่ร้องยินดีกันมากมายเพราะไม่มีผู้สูญเสียเลยผมก็ตกใจกับผลของระเบิดแสงเอามากๆเพราะถ้าไม่มีของที่ใช้ลบล้างแบบรอยเกน โลแกน และเลียมก็จะติดอยู่แบบนั้นนานถึงสามชั่วโมง ถ้าหากกำลังต่อสู้กับศัตรูอยู่ในระหว่างนั้นใครที่โดนเข้าไปก็จะตายไปในช่วงเวลานั้นแน่นอน
ผมเก็บดาบเล่มสีดำกลับไปก่อนจะเดินไปหาสองสาวจากนั้นก็ทวงรางวัลของตนเองในทันที ผมโอบเอวของทั้งคู่ก่อนจะจุ๊บที่แก้มของพวกเธอเบาๆ ก่อนที่พวกเธอทั้งสองจะหน้าแดงระเรื่อแล้วใช้มือทุบผมทั้งทางซ้ายและทางขวาไม่ยั้ง
“เดี๋ยวสิ โอ๊ย ไม่เป็นห่วงผมเลยรึยังไง”
ไอรีนพูดออกมาโดยที่ยังลงมือทุบผมอยู่
“ทำไมต้องเป็นห่วงนายด้วยถ้าจะให้ฉันห่วงจริงๆก็คงเป็นห่วงคู่ต่อสู้ของนายมากกว่า”
เซล่าก็พูดออกมาทำนองเดียวกับไอรีน
“ใช่แล้วไอรีนพูดถูกคนอย่างนายห่วงไปก็เท่านั้น”
ถึงจะบอกแบบนั้นไปก็เถอะแต่ในช่วงที่ไอรีนกับเซล่าเห็นผมออกไปต่อสู้ถึงจะรู้ว่าผมมีวิธีเอาชนะได้แต่ก็ยังอดห่วงผมไม่ได้จริงๆ
“โอ้! ตอบมาแบบนี้สงสัยคืนนี้คงต้องสอนบทเรียนครั้งสำคัญให้แล้วสิ”
ไอรีนใบหน้าแดงระเรื่อก่อนจะพูดออกมาพร้อมกับทุบผมแรงกว่าเดิม
“เจ้าบ้าไม่อายบ้างรึยังไง คนออกจะเยอะแยะพูดออกมาหน้าตาเฉย”
เซล่าก็พูดเสริมไอรีนไปด้วย
“เขาเป็นคนหื่นกามและไร้ยางอายอยู่แล้วการที่เขาพูดมันออกมาได้หน้าตาเฉยแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติของเขาอยู่แล้ว”
ทุกคนในกลุ่มของลูเชียโน่หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
ผมอุ้มร่างของเซล่ากับไอรีนขึ้นมาก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปในเขตป่าดิบชื้นทันที
“ผมว่าไม่ต้องให้ให้ถึงตอนกลางคืนแล้วลงมือสอนตอนนี้เลยดีกว่า ฮ่า ฮ่า”
“เจ้าบ้า! หยุดคิดเรื่องแบบนั้นเลยนะ”
“นายมันบ้าไปแล้ว”
ไอรีนกับเซล่าพยายามดิ้นให้หลุดออกจากการอุ้มของผม ผมคิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าพวกเธอจะต่อต้านก็เลยใช้มือมารของตนเองทำให้เรี่ยวแรงของพวกเธอทั้งสองหายไปซะก่อนที่ผมจะเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา.......... . . .