เมื่อถึงวันเดินทาง ทั้งเ้าสำนัก ผู้าุโสำนัก และศิษย์จำนวนหนึ่งต่างลงเรือเหาะเทพ์ และออกเดินทางผ่านวงแหวนโยวหยวน ซึ่งเป็ประตูมิติที่จะทะลุไปยังที่อื่นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่กระนั้นก็ตาม ดินแดนหยวนอามาร เป็ดินแดนที่ห่างไกลออกไป ทำให้ใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดก็จะต้องเป็สองหรือสามวันทีเดียว
"ข้าหวังว่าจะเดินทางโดยไม่พบอุปสรรค"
"ระหว่างนี้ พวกเ้าแยกย้ายกันออกไปเก็บสัมภาระในแต่ละส่วน ห้ามทะเลาะเบาะแว้งหรือสร้างปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น"
เ้าสำนักประกาศออกมาให้ได้ยินกันทั่วหน้า
ตลอดการเดินทางผ่านวงแหวนโยวหยวน มีคลื่นมิติปะทะเข้ามาที่เรือตลอดเวลา ตัวคลื่นมิติมีลักษณะเหมือนกระแสหมอกลม หากแต่มีเส้นแสดงมิติของสถานที่ปรากฏตลอดเวลา หากใครตกไปนอกเรือ เป็ที่รู้กันว่า ไม่รู้จะไปตามกันที่ไหน เพราะบาง่จะมองไม่เห็นเลยว่า อยู่บริเวณใด ดินแดนใดแล้ว
เวลาผ่านไปยามเที่ยงวัน หลังกินข้าวกันเสร็จ ลู่ซือนั่งปลีกตัวทำกรรมฐานดึงกระแสปราณธรรมชาติอยู่คนเดียวในห้อง กระแสธรรมชาติที่ไหลเข้าไตรจักระเมื่อยู่บนเรือ จะเข้มข้นมาก เหมือนกับว่ามันถูกรวบรวมบนมิติแห่งเวลาและมิติแห่งสถานที่ ทำให้อัดแน่นด้วยปราณธรรมชาติมากกว่าปกติ
เมื่อนั่งไปสักพักใหญ่ รู้สึกว่าจักระั มีการตอบสนอง ทุกครั้งที่ผ่านมา จักระัมีการเคลื่อนไหวหลายครั้ง แต่ไม่ได้มากมายเหมือนอีกสองจักระในร่างคือ จักระกิเลน และจักระเซียนวานร
แต่ในคราวนี้ จักระัเต้นระรัวขึ้นมาเอง พร้อมกับส่งพลังปราณเข้าสู่ตันเถียนมากกว่าทุกครั้ง ลู่ซือสังเกตอาการที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างยามนี้ได้เลย มันพยายามประสานต่อเชื่อมกันอีกระดับ เป็วงแหวนภายในร่าง ได้แต่ปล่อยให้เป็ไป
เวลาผ่านไปชั่วยามเศษ กระแสปราณที่เคลื่อนไหวช้าลงและเป็ปกติ ความแข็งแกร่งของตันเถียนกล้าแข็งมากชัดเจน ถะเจดีย์ภายในมีเลื่อมแสงแห่งวงแหวนปรากฏและขยายขึ้นเฉกเช่นในวัฏะก่อน หากยังคงเป็วงแหวนเริ่มต้นที่มีรัศมีเบาบาง นั่นหมายความว่า ถะเจดีย์นี้ มีพลังงานเป็ของตนเองแล้ว ไม่จำเป็ต้องใช้หินิญญาใด ๆ เป็พลังในการขับเคลื่อนตัวมัน
ลู่ซือออกมาจากห้องก็เป็ยามบ่ายแล้ว ผู้คนเดินขวักไขว่กระจายตัวกันไปตามส่วนต่าง ๆ ของเรือ มองไปไกล ๆ เห็นจงฮวาอยู่กับหนานเซียนที่กาบเรือด้านขวา ส่วนจงหมาน จงซื่อ เกาะติดตามกลุ่มของหนิงเซียน ที่มีเล่าหานเดินตามอยู่เช่นกัน ส่วนเ้าสำนักและผู้าุโก็กระจายตัวอยู่บนห้องชั้นบน
เมื่อเห็นดังนั้น จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง เพราะไม่ได้อยากจะพูดคุย หรือเจรจาความใด ๆ กับใคร ขณะกำลังเดิน หนิงเซียน ซึ่งหันมาทันสบสายตาพอดี ก็ผงกหัวยิ้มให้ลู่ซือ เพื่อเป็การทักทาย แน่นอนว่า คนรอบข้าง ย่อมสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีอะไร แต่ก็แปลว่า หนิงเซียนให้ความสำคัญของลู่ซือคนนี้
ลู่ซือผงกหัวตอบแล้วเดินไปด้านหน้าของเรือเหาะ ไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้ใด แต่นั่นก็ทำให้หนิงเซียนรู้สึกไม่พอใจ และหงุดหงินด เพราะสาเหตุที่ว่า โดยปกติทุกคนจะให้ความสำคัญกับตัวเองเป็หลัก นางว่าอะไร นางชี้อะไร ก็จะได้หมด ทำได้ ทำไม่ได้ ก็เรียกคนอื่นมาช่วย หรือหาให้คนอื่นมาข่วย นั่นทำให้ผู้คนต้องตามใจนาง
แต่นี่อะไร ลู่ซือไม่เคยสนใจ ไม่เคยเข้ามาคุย ไม่เคยแม้แต่จะมาคุยยกความดีของตนเองที่ช่วยชีวิตมาถึงสองครั้ง และไม่แม้แต่จะยิ้มหรือทักก่อน ทำให้นางหงุดหงิด และรู้สึกไม่พอใจ
ลู่ซือยืนอยู่คนเดียวที่บริเวณด้านหน้าเรือเหาะ สักพักใหญ่ ได้ยินเสียงเอ๊ะอะดังมาจากท้ายเรือ พบว่า เรือกำลังถูกโจมตีโดยสัตว์อสุราหลายตัว จึงเข้าไปดู
เ้าสำนักและาุโหลายคนกำลังไล่และจัดการอสุราเหล่านี้ หากแต่พวกมันมีขนาดใหญ่เท่าคน และบินได้รวดเร็ว ที่สำคัญหน้าตาพวกมันหน้ากลัวมาก
"นกฮูกปิศาจ ..."
"มันคือ นกฮูกปิศาจในตำนาน"
"ตัวเป็นกฮูก แต่มีหน้าเหมือนปิศาจ ตัวใหญ่เวลาบินเหมือนนก แต่สามารถเดินได้เหมือนคน"
"พวกเราระวังมันจับไปกิน" เสียงของาุโะโออกมา
ในขณะเดียวกัน เหมือนพวกมันจะฟังรู้เื่ นอกจากพวกมันจะไม่รีบหนีไปไหน มันยังบินกันลงมาบนเรือ และเริ่มเดินหาเหยื่อกัน ในตอนนี้ก็ร่วมสิบตัวแล้ว
เ้าสำนักและผู้าุโก็เริ่มลงมือ ใช้พลังยุทธ์ในการจัดการพวกมัน แต่ตัวปีกของมันแข็งกล้ามาก
"กระบี่ของเ้าสำนักก็ยังฟันไม่เข้าหรือนี่"
"พลองข้าก็กระแทกมันไม่ได้ ทำอะไรพวกมันไม่ได้อีก" ผู้าุโะโด้วยความหวาดกลัวและฉุนเฉียวในเวลาเดียวกัน
พวกมันเริ่มะโมาตะครุบศิษย์บางคน กงเล็บที่แหลมคม เจาะเข้าไปที่หน้าท้อง ศิษย์คนดังกล่าวไส้ทะลัก ร้องด้วยความโหยหวน ในเวลาอันรวดเร็ว พวกมันจับตะครุบและกินศิษย์ต่อหน้าต่อตาเ้าสำนักไปห้าหกคนแล้ว
"ศิษย์บางส่วนเริ่มถูกตะครุบขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อจะไปกระชากร่างกายและกัดกิน"
"อาจารย์ ช่วยข้าด้วย"
"เ้าสำนักทำยังไงดี"
เสียงร้องเรียกหาทางแก้ไขดังไปทั่วเรือเหาะ แต่ไม่ว่าเ้าสำนักหรือาุโสำนัก หรือศิษย์ต่าง ๆ จะพยายามกำจัดนกฮูกปิศาจ แต่ก็ทำได้แค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีอีกหลายตัวยังบินเข้ามาไม่หยุด
สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือ แต่ละคนเรี่ยวแรงเริ่มหมด กำลังเริ่มหายไปจะทำยังไงดี
หันไปทางจงฮวา ก็พยายามต่อสู้พร้อมกับศิษย์สายในหลายคน รวมถึงหนานซื่อที่ประกบจงฮวาด้วยเช่นกัน เมื่อจงฮวาพลาดท่า โดนนกฮูกปิศาจใช้กรงเล็บพยายามกระแทกไปที่ตัว จงฮวายกดาบป้องกัน แต่นั่นก็ทำให้นางโดนกระแทกด้วยพลัง ถอยหลังและล้มลงไปที่พื้น เืไหลแทบจะทั่วสารพางค์กาย หนานซื่อเองก็พยายามป้องกันจงฮวา ทำให้าเ็ยิ่งกว่าจงฮวา
หนานซื่อด้วยหักตัวเข้าปกป้องจงฮวา จึงโดนกรงเล็บของพวกมันกระแทกเข้ัามาที่แผ่นหลังหลายแผล เืไหลเป็ทางยาว แต่ด้วยพลังที่สูงกว่า ทำให้ยังคงยืนหยัดต่อสู้ได้
ฝ่ายหนิงเซียนก็ไม่แพ้กัน นางเจอนกฮูกสามตัวกำลังรุมอยู่ คนอื่นไม่สามารถเข้ามาช่วยได้เลย เพราะโดนกลุ่มนกฮูกกระแทกและดันออกจากหนิงเซียนโดยไม่รู้ตัว ทำให้เหมือนนางถูกทิ้งไว้โดยลำพัง ใน่เวลานั้น นางโดนกระหน่ำรุกจากกรงเล็บ าเ็หลายที่ ในขณะที่เพลี่ยงพล้ำ กระบี่ในมือนางหลุดร่วงลงบนพื้นจากการตะบบกรงเล็บลงบนมือที่ถือกระบี่ กระบี่ร่วงหล่น ข้อมือาเ็จะหยิบกระบี่ก็ไม่ได้
ใน่เวลานั้นเอง นกฮูกปิศาจตัวหนึ่งบินมาจาก้าและใช้กรงเล็บตะบบบนบ่าทั้งสองและดึงนางขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เ้าสำนักที่เห็นอยู่ไม่ไกล พยายามเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ ได้เพียงปากระบี่เข้าไป แต่ไร้ผล แรงกระบี่ที่ส่งไปแม้จะแรง แต่โดนปีกของนกฮูกปิศาจอีกตัวสะบัดทิ้งออกไปอย่างง่ายดาย
ส่วนเล่าหาน จงหมาน จงซื่อ ต่างถูกล้อมกรอบอยู่เช่นกัน นกฮูกนับสิบทั้งบนพื้นและบนเรือ รุกไม่หยุด โดยไม่มีการเสียเปรียบแต่อย่างใด พวกนกฮูกนอกจากดูจะไม่เจ็บแล้ว ยังมากันเพิ่มอีกสองสามตัว เพื่อหวังจะกินผู้คนโดยเร็ว ทั้งสามคนมองหนิงเซียนถูกจับขึ้นไปโดยไม่กล้าเข้าไปช่วย แต่หากทำได้จริง ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปช่วยดีหรือไม่ เพราะโอกาสที่จะรอดชีวิตมีน้อยมาก ทั้งสามะโเถียงกัน สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยหนิงเซียนไป
ดูในสถานการณ์โดยรวมแล้ว ทุกคนถูกล้อมไว้ทุกทาง ส่วนลู่ซือ ก็ตามไล่ล่านกฮูกปิศาจเช่นกัน และไล่ล่าขึ้นไปถึงชั้นสามของเรือเหาะ บนชั้นนี้ ไม่มีใครอยู่เนื่องจากหนีลงไปรวมกันด้านล่างกันทั้งหมด
เมื่ออยู่้า นกฮูกปิศาจก็มาเพิ่มเรื่อย ๆ แม้จะฆ่าหนึ่งตัวให้ตาย อีกสองตัวก็มาเพิ่ม ไม่หยุด เวลาผ่านไปร่วมชั่วยาม ฝูงนกฮูกปิศาจก็ยังมาไม่หยุด ในเวลานั้นเอง พลันเห็นหนิงเซียนพยายามสะบัดจากกรงเล็บนกฮูกปิศาจที่จับขึ้นไปบนฟ้า
ในเวลานั้น ลู่ซือก็ตระหนักได้ถึงในวัฏะเดิม ในอดีตลี้เฟยเคยทำลายเมืองของพวกนกฮูกปิศาจ ที่อยู่ในดินแดนปิศาจฮุ่นโหว ในครั้งนั้น ลี้เฟยใช้ปราณดาบปรมัตถ์ทำลายล้าง ภายในสามปราณดาบ เมืองนกฮูกปิศาจ ถูกทำลาย เหลือเพียงไม่กี่ตนที่อยู่รอด และสวามิภักดิ์ให้สัจจวาจาที่จะไม่รุกรานแดนอื่นอีกต่อไป แต่นั่นคือเมื่อร่วมสองแสนปีมาแล้ว
"ในยามนี้ แม้ข้าจะมีจักระแห่งั แต่ข้ายังไม่สามารถใช้ปราณดาบระดับปรมัตถ์ได้ ด้วยพลังข้ายังอยู่เพียงระดับวิถีกึ่งราชัน"
คิดได้ดังนั้น ลู่ซือก็ยิ้ม มิได้หนักใจใด ๆ
"ข้ามีขลุ่ยเซียน และใช้พลังแห่งไตรจักระในการส่งพลัง" ลู่ซือหยิบขลุ่ยเซียนออกมาบรรเลงบทเพลงพิรุณแห่งพิโรธ
พลังซี่ที่ออกจากไตรจักระบทเพลงพิรุณแห่งพิโรธ บทเพลงที่เริ่มจากเสียงที่ฟังเรียบง่ายในตอนต้น เริ่มดังและรุนแรงขึ้นดั่งกระแสสายฝนแห่งความพิโรธ ทำให้นกฮูกปิศาจที่กำลังต่อสู้อยู่บนเรือ และที่อยู่บนฟ้าเหนือเรือเหาะ เริ่มกระอักเืและตกลงสู่เบื้องล่าง
รวมถึงนกฮูกปิศาจที่จับหนิงเซียนบินขึ้นไปเหนือชั้นสามของเรือเหาะ ก็โดนปราณพิรุณตัดปีก ปล่อยหนิงเซียนร่วงหล่นลงมาที่ชั้นสาม ทำให้รอดพ้นจากการถูกจับเป็เหยื่อเป็อาหารของพวกมันไปได้ หนิงเซียนร่วงหล่นลงมาบนพื้น โชคดีที่ไม่สูงมากนักทำให้ไม่าเ็เพิ่มเติมแต่อย่างใด
สิ่งที่เกิดขึ้นที่หนิงเซียนเห็นนั้น เป็เพียงไม่กี่อึดใจ เพียงไม่กี่อึดใจที่ลู่ซือเป่าขฃลุ่ยเซียนและเกิดเหตุการณ์เหล่านี้
หนิงเซียนตะลึงในพลังของขลุ่ยเซียน
"เขาทำได้อย่างไรกัน เ้าสำนักยังต่อสู้แทบตาย ทำไมเพียงเป่าขลุ่ยเซียนถึงได้สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่เช่นนี้" หนิงเซียนยังงงและใในพลังของลู่ซือไม่หยุด
บทเพลงที่บรรเลง พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าในยามค่ำคืน และร่วงหล่นกระจายลงมาแทบทุกอณูเบื้องล่าง กลุ่มนกฮูกปิศาจตัวแล้วตัวเล่าสิ้นฤทธิ์ และโดนปราณพิรุณตัดปีกขาดออกจากตัว เป็ที่สยดสยองและตกตะลึงไปทั่วเรือ
ปราณพิรุณเหล่านี้ หาได้ทำอันตรายใด ๆ แก่ผู้คนบนเรือ หากแต่เสมือนโดนน้ำฝนตกใส่ มีแต่ความเย็นชุ่มฉ่ำ หากแต่ไร้ซึ่งอันตรายโดยสิ้นเชิง
ผู้คนเริ่มมีสติและเริ่มมองหาที่มาของเสียง และมองไปยังนกฮูกปิศาจที่ร่วงหล่นมาบนเรือเหาะไม่หยุดนับร้อยตัว
ทันใดนั้น นกฮูกปิศาจตัวใหญ่ก็บินมาใกล้เรือ ตัวมันใหญ่กว่าตัวอื่นถึงสามสี่เท่า ตัวมันใหญ่จนหน้ากลัวทีเดียว มันบินลงมาเกาะบนหัวเรือ
"ตึ..." เสียงกระแทกบนพื้นเรือหัวเสียงดัง พร้อมหน้าตาที่ดุดัน รังสีแห่งการฆ่าฟันรุนแรง ผู้คนเมื่อเห็นต่างหวาดกลัวไม่รู้จะทำอย่างไร