บริเวณทางเข้าป่าจิตอสูร ทุกคนกำลังแตกตื่นกับผลคะแนนที่หลี่ผิงประกาศออกมา
ผลคะแนนอันน่าเหลือเชื่อเหมือนจะสั่นคลอนความรู้สึกของหลายคนที่เฝ้าดูอยู่ เนื่องจากที่เคยมีการบันทึกเอาไว้ ผลคะแนนสูงสุดที่เคยมีคนทำได้คือสองแสนหกหมื่นเจ็ดพันคะแนน ไม่เคยมีกลุ่มไหนได้คะแนนมากถึงหนึ่งล้านคะแนนเช่นนี้มาก่อน มันมากกว่าสถิติเดิมถึงห้าเท่า
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือระดับพลังของโม่เฟิงและคนในกลุ่มที่อยู่แค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณอันต่ำต้อย กลับสามารถมีชีวิตรอดออกมาจากป่าจิตอสูร ทั้งยังสามารถเอาชนะกลุ่มที่นำโดยคนจากห้าตระกูลใหญ่ไปได้ด้วยคะแนนอันน่าเหลือเชื่อ และทุกคนต่างก็คาดเดาว่า ต่อให้ผ่านไปอีกซักสิบหรือยิบสิบปี ก็ไม่น่ามีกลุ่มไหน ที่จะสามารถลำลายสถิติที่กลุ่มของโม่เฟิงทำไว้ลงได้ มันจะถูกบุนทึกและถูกเล่าขานไปอีกตราบนานเท่านาน
ท่ามกลางความสับสนของผู้คนมากมายโม่เฟิงและคนในกลุ่มเดินไปรับป้ายคะแนนมาจากหลี่ผิง
เสี่ยวฟ่านที่คอยลุ้นผลคะแนนมาตลอดะโตัวลอยด้วยความลิงโลด เดินตามโม่เฟิงไปรับแผ่นป้ายคะแนน ซึ่งขณะที่เดินผ่านฮัวเจี่ย เขายังหยักยิ้มที่มุมปาก เหมือนจะบอกกับอีกฝ่ายเป็นัยว่า “ดูถูกพวกข้าดีนัก เป็ไงละ ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ฮัวหนานมองกลุ่มของโม่เฟิงที่เดินไปรับป้ายคะแนนด้วยสีหน้าเคียดแค้น เขาไม่เคยพ่ายแพ้ให้กลับผู้ใดมาก่อน และยิ่งอีกฝ่ายเป็เพียงแค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณด้วยแล้ว ใจของเขาเหมือนถูกกรีดด้วยมีดที่ไร้คม มันไม่มีาแ แต่เ็ปและน่าอับอายเป็ที่สุด
“ครั้งหน้าข้าจะทำให้พวกเ้าต้องอับอายจนไม่กล้าอยู่ในเมืองตะวันดับแห่งนี้อีกต่อไป” ฮัวหนานหันหลังเดินออกไปจากงานล่าจิตอสูร ไม่ได้ขึ้นไปรับป้ายคะแนน แต่ให้ข้ารับใช้ในกลุ่มขึ้นไปรับแทน
เห็นพี่ชายของตนเดินออกไปจากงานโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ฮัวเจี่ยจ้องเขม็งไปที่กลุ่มของโม่เฟิงซึ่งกำลังยินดีกับชัยชนะ ปากขมุบขมิบเดินตามพาชายของตนออกไป “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
หลี่ผิงยื่นป้ายคะแนนให้โม่เฟิงและคนในกลุ่ม “พวกเ้าสามารถนำคะแนนที่ได้ไปแลกเคล็ดวิชา อาวุธ ตัวยา หรือวัตถุวิเศษได้ที่หอประกายพฤกษา แต่ถ้า้าฝึกฝนก็จงไปที่หอไต่พฤกษา”
หลังรับแผ่นป้ายคะแนนมาแล้วเฉียนเป่ยจึงเดินมาแสดงความยินดีกับโม่เฟิงรวมถึงเหล่าสหาย
“น้องโม่เฟิง! ข้าแสดงความยินดีกับเ้าด้วย ที่สามารถคว้าอันดับที่หนึ่งมา รวมถึงยังสร้างสถิติใหม่ได้อีกด้วย ช่างเก่งกาจร้ายกาจยิ่งนัก”
โม่เฟิงมองเฉียนเป่ยด้วยใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายอย่างหามิได้ “หากไม่ได้ท่านพี่เฉียนและคนในกลุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกข้าคงต้องตายอยู่ในป่าแห่งนี้แล้ว”
เฉียนเป่ยนั้นยังรู้สึกสงสัยอยู่เื่หนึ่งจึงได้เอ่ยปากถามออกมา “เ้าเป็ผู้ที่สังหารวานรเถ้าศิลาตนนั้นใช่หรือไม่?”
คำถามของเฉียนเป่ยทำให้ทุกคนต่างก็อยากรู้ เพราะพวกเขาหมดสติไปเสียก่อนจึงไม่รู้เลย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวานรเถ้าศิลาตนนั้น ยกเว้นเพียงแค่ปิงหยุนที่พอจะเห็นภาพเหตุการณ์อยู่บ้าง แม้จะเห็นเป็ภาพที่ดูจะเรือนลาง แต่มันกลับชัดเจนและฝังลึกอยู่ในความทรงจำของปิงหยุน
โม่เฟิงไม่อาจเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ใครรู้ได้ ทำได้เพียงจำใจต้องแต่งเื่ขึ้นมา “ตอนที่วานรเถ้าศิลากำลังจะสังหารทุกคน ปรากฏมีบุรุษลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น คนผู้นี้สร้างาแฉกรรจ์ให้กับวานรตนนั้นด้วยการสะบัดฝ่ามือใส่เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น จากนั้นข้าจึงรีบเข้าไปลงมือซ้ำสังหารจนมันสิ้นใจ พอหันกลับมาอีกทีข้าก็ไม่พบเขาเสียแล้ว”
เื่ที่โม่เฟิงเล่านั้นพอจะมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง เพราะเฉียนเป่ยเองก็ไม่คิดว่าโม่เฟิงจะสามารถสังหารวานรเถ้าสิลาในขอบเขตหลอมดวงจิตได้เช่นกัน แต่ถ้ามันาเ็จากฝีมือของบุรุษลึกลับผู้นั้น ก็ดูจะมีความเป็ไปได้มากที่สุด
“แล้วเ้าพอจะรู้ไหมว่าบุรุษลึกลับผู้นั้นเป็ใคร?”
โม่เฟิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกันแต่น่าจะเป็คนเดียวกับที่สร้างหมอกพิษขึ้นในป่าจิตอสูร”
เมื่อพูดถึงหมอกพิษเสี่ยวฟ่านเกือบจะโพล่งออกมา “เอ๊ะ! หมอกพิษนั่นเป็ฝีมือของ..”
“โอ๊ยย!” เสี่ยวฟ่านกำลังอ้าปากพูดเื่หมอกพิษก็ต้องร้องโอดครวญออกมา เนื่องจากถูกลู่หานหยิกเข้าไปที่แก้มก้นเต็มแรง
เสี่ยวฟ่านลูบก้นตัวเองป้อย ๆ ด้วยสีหน้าเหยเก ปิงหยุนจึงเอ่ยแทรกขึ้นมา สายตามองไปที่โม่เฟิงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “ไม่รู้ว่าบุรุษลึกลับผู้นั้นเป็ใคร แต่ก็นับเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้”
ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันไม่สำคัญเลยว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร แต่ทุกคนจะจดจำเขาเอาไว้ว่าเป็ผู้มีพระคุณ และถ้ามีโอกาส พวกเขาจักต้องตอบแทนพระคุณอย่างแน่นอน
“โม่เฟิง วิชาปักษาเพลิงสุริยะของเ้าช่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก หลังจากที่ข้าได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาของเ้า โรคอัคคีผลาญของข้าก็ไม่กำเริบขึ้นมาอีกเลย ข้าต้องขอบคุณเ้ามาก” เฉียนเป่ยใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณแก่โม่เฟิง ที่ช่วยให้ตนเองนั้นหายขาดจากโรคอัคคีผลาญ
“ขอแค่ท่านพี่เฉียนหายจากโรคอัคคีผลาญ วิชาปักษาเพลิงสุริยะของข้าก็นับว่าได้ทำประโยชน์แล้ว!”
“เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณแก่เ้า อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ โรงประมูลกวงเยว่ (โรงประมูลแสงจันทร์) ที่อยู่ในความดูแลของตระกูลข้า จะทำการเปิดประมูลสินค้า หากเ้ามีเวลาว่าง ข้าอยากจะพาพวกเ้าทุกคนไปร่วมงานประมูลในครั้งนี้ พวกเ้าสนใจหรือไม่?”
เฉียนเป่ยพูดไม่ทันจบดี เสี่ยวฟ่านรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว “อยาก อยาก ข้าอยากไป”
เสี่ยวฟ่านเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับโรงประมูลกวงเยว่มาหลายครั้ง มันเป็สถานที่ที่รวบรวมเอาสินค้าหายาก จากทั่วทุกสารทิศมาออกประมูลขาย ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชา ตัวยา อาวุธ หรือแม้แต่วัตถุวิเศษ มีั้แ่สินค้าระดับหนึ่ง ไปจนถึงสินค้าระดับสี่ ซึ่งเป็ดั่งสมบัติล้ำค่า
เห็นท่าทางดีอกดีใจของเสี่ยวฟ่านปานเด็กได้ของเล่นใหม่เช่นนั้น โม่เฟิงจึงตอบรับคำเชิญของเฉียนเป่ย “ตกลงท่านพี่เฉียน พวกข้าจะไปร่วมงานด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นอีกหนึ่งเดือนให้หลังข้าจะมารับพวกเ้าที่สถาบันใบไม้เขียว”
เมื่อตกลงวันและเวลาที่แน่นอนกับโม่เฟิงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เฉียนเป่ยก็ได้แยกตัวจากไป
ทุกคนในกลุ่มจึงหันมาให้ความสนใจกับรางวัลที่ได้จากการแข่งกันอีกครั้ง ทุกคนต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือจะนำคะแนนที่ได้รับมา ไปแลกเป็ของที่จำเป็ต้องใช้ในการฝึกฝนจากหอประกายพฤกษาในวันพรุ่งนี้
ตะวันลับขอบฟ้า งานล่าจิตอสูรสิ้นสุดลง ผู้คนต่างทยอยพากันเดินทางกลับ งานในครั้งนี้ทำให้ทุกคนต้องจดจำไปตลอดชีวิตเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็วานรเถ้าศิลาระดับหลอมดวงจิต หมอกพิษที่ปรากฏขึ้นในป่าจิตอสูร รวมถึงผลคะแนนที่เกินความคาดหมาย เื่ราวเล่านี้จะเป็สมควรได้รับการบันทึกเอาไว้เป็อย่างยิ่ง และอาจกลายเป็ตำนานเล่าขานให้แก่คนรุ่นหลังไปอีกนานแสนนาน
ทุกคนในตอนนี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่อ่อนล้า โม่เฟิงจึงตกลงกับทุกคนว่าจะกลับไปพักผ่อนเพื่อเอาแรงก่อนหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นจึงค่อยเดินทางไปที่หอประกายพฤกษา แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้กลับ เสี่ยวฟ่านเอาแต่โบกไม้โบกมือให้กับหลันหลัน ลู่หานเลยต้องเดินมาลากคอเสื้อของอีกฝ่าย
“ไปกันได้แล้ว”
เช้าวันถัดมา พวกเขาเดินทางมาถึงหอประกายพฤกษา ภายในหอเต็มไปด้วยลูกศิษย์ของสถาบันใบไม้เขียว ที่ต่างก็นำป้ายคะแนนที่มีอยู่มาแลกสิ่งของที่้า พวกเขาต่างต่อแถวกันยาวเหยียด ด้านหน้าแถวมีหญิงสูงวัยดูเ้าระเบียบ กำลังเ้ากี้เ้าการ คอยบอกลูกศิษย์ในความดูแลให้เดินไปหยิบสิ่งของ ตามความ้าของแต่ละคนที่นำป้ายคะแนนมาแลก
“นั่นมันกลุ่มของโม่เฟิงนี่นา!”
“เ้าจะแปลกใจไปทำไมกัน? ทุกคนที่เข้าร่วมงานล่าจิตอสูร ล้วนต้องนำคะแนนมาแลกที่หอประกายพฤกษา”
“แล้วเ้าคิดยังไงกับกลุ่มที่มีแต่ขอบเขตกำเนิดลมปราณ แต่กลับเอาชนะกลุ่มของฮัวหนานที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาได้! เ้าคิดว่ามันพอจะเป็ไปได้ไหม?”
“ข้าเชื่อไม่ลง! ข้าว่ากลุ่มของโม่เฟิงต้องใช้กลโกงบางอย่าง ไม่เช่นนั้น..พวกเขาย่อมไม่มีทางหาดวงจิตมากมายมหาศาลขนาดนั้นมาได้แน่ ๆ”
กลุ่มของโม่เฟิงกลายเป็จุดสนใจเมื่อเดินทางมาถึงหอประกายพฤกษา บรรดาลูกศิษย์คนอื่น ๆ ต่างกระซิบกระซาบแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่มีความคิดเห็นไหนเลย ที่จะเข้าข้างหรือชื่นชมยินดีกับพวกเขา มีเพียงคำดูถูก และความเคลือบแคลงใจกับชัยชนะที่พวกเขาได้รับมา
“มีแต่คนพูดถึงพวกเราอีกแล้ว!” แม้ส่วนมากจะเป็ความคิดเห็นในด้านไม่ที่ไม่ดีเอาเสียเลย แต่เสี่ยวฟ่านกลับรู้สึกภาคภูมิใจเป็อันมาก ที่สามารถทำให้ทุกคนในสถาบันหันมาสนใจกลุ่มของพวกเขาที่มาจากห้องเรียนที่สี่ได้
โม่เฟิงและคนในกลุ่มเดินไปต่อแถวเพื่อนำคะแนนที่ได้ไปแลกกับสิ่งของที่พวกเขา้า ในขณะที่กำลังยืนต่อแถวอยู่นั้น ปิงหยุนจึงเล่าเื่ราวของหญิงสูงวัยที่กำลังทำหน้าที่รับแลกคะแนนให้ฟัง
“หญิงสูงวัยผู้นี้คืออาจารย์ ‘เหม่ยเซียง’ นางเป็เด็กกำพร้าที่ตระกูลเฟิงเก็บมาเลี้ยง ใช้ชีวิตทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณของตระกูลเฟิงที่เลี้ยงดูนางมา แม้จะเป็คนของตระกูลเฟิงเช่นเดียวกับอาจารย์ฝูิ แม้จะปากร้ายเ้ากี้เ้าการอยู่บ้าง แต่นางมักมีเหตุผลในสิ่งที่ทำเสมอ อาจกล่าวได้ว่าเป็คนที่แตกต่างกับฝูิคนละขั้วเลยก็ว่าได้”
เมื่อได้ฟังเื่ของเหม่ยเซียง โม่เฟิงให้รู้สึกแปลกใจ ไม่คิดว่าตระกูลเฟิงจะมีคนแบบนี้อยู่ด้วย
ปิงหยุนจึงเสริมต่ออีกนิดหนึ่งว่า “แต่นอกจากอาจารย์เหม่ยเซียงแล้ว คนอื่น ๆ ในตระกูลเฟิงต่างมีอุปนิสัยที่เย่อหยิ่งและเห็นแก่ตัวเหมือนกันทั้งนั้น”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เื่ของพี่โม่กลายเป็ตำนานไปแล้วหนึ่งบท ตำนานบทต่อไปจะเป็อะไรน้า…?
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ