“อีกสองวันเ้าต้องประลองกับลู่จินหรงเ้าไม่เหลือทางหนีแล้ว!”
เสียงของไป๋อี้เฟย(ในร่างหลินซินเหยียน) ดังขึ้นอย่างเข้มงวดขณะที่หลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟยยืนถือดาบไม้อย่างทุลักทุเลกลางลานฝึก
“ข้าก็ไม่ได้อยากสู้กับเขานี่นา!”ซินเหยียนโอดครวญ ใบหน้าของเธอบึ้งตึงขณะที่พยายามยกดาบขึ้น
“อย่าพูดมาก ฝึกเข้าไป!”ไป๋อี้เฟยสั่งเสียงเฉียบขาด เขายืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาดุดัน
ซินเหยียนกัดฟันแน่นพลางเหวี่ยงดาบออกไปตรงหน้า แต่ดาบกลับไปปัดโดนแจกันดินเผาที่วางอยู่ข้างๆ โครม!
“โอ๊ย ข้าพลาดอีกแล้ว!”เธอร้องออกมาเสียงดัง
ไป๋อี้เฟยยกมือขึ้นกุมขมับ“เ้ามันไร้ความสามารถสิ้นดี...”
“เ้านี่มันพูดให้กำลังใจไม่เป็เลยใช่ไหม!?”ซินเหยียนตวาดกลับ
ไป๋อี้เฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามายืนด้านหลังเธอ “จับดาบให้มั่น...ไม่ใช่จับเหมือนท่อนไม้เช่นนี้”
เขาเอื้อมมือไปกุมมือของเธอเพื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องซินเหยียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงความอบอุ่นจากมือของเขา
“ตั้งสมาธิให้ดี”ไป๋อี้เฟยพูดเสียงนุ่มลงเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องมองไปข้างหน้า
ซินเหยียนกลืนน้ำลายลงคอเบาๆก่อนจะพยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง ในใจเธอกลับเต้นแรงอย่างแปลกประหลาด
หลังจากการฝึกอันยาวนานไป๋อี้เฟยในร่างของหลินซินเหยียนนั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องพักพลางวางแผนบางอย่างอยู่ในใจ
“เ้าจะทำอะไรอีก?” ซินเหยียนถามขึ้นขณะนั่งทานข้าวไปพลาง
“ข้ากำลังคิดหาวิธีช่วยเ้าให้รอดจากการประลองครั้งนี้”ไป๋อี้เฟยตอบเสียงนิ่ง
“จริงหรือ!? เ้าจะช่วยข้าจริงๆใช่ไหม!?” ซินเหยียนถามตาโต
ไป๋อี้เฟยเหลือบตามองเธอ“ข้าไม่้าให้ชื่อเสียงของข้าเสียหาย และเ้าก็ไม่ควรทำให้มันเป็เช่นนั้น”
ซินเหยียนทำหน้ายู่แต่ในใจก็อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ “ก็ได้ๆ เ้าจะวางแผนอะไรล่ะ?”
“เ้าฟังข้าให้ดี วันประลองเ้าต้องแสร้งทำเป็เล่นแผลงๆ เพื่อถ่วงเวลา และที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“หา!? เ้าจะให้ข้าทำเป็บ้าเป็บอในลานประลองงั้นหรือ!?”
“หึ เ้าก็เป็อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”ไป๋อี้เฟยยิ้มเย็น
“นี่เ้า!”
วันประลองมาถึงอย่างรวดเร็วสนามประลองภายในจวนตระกูลไป๋เต็มไปด้วยผู้คนที่มาดูการแข่งขัน บรรยากาศคึกคักเสียจนหลินซินเหยียนแทบอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล
“ใจเย็นๆ เ้าจะทำได้”ไป๋อี้เฟยในร่างหลินซินเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างให้กำลังใจ
ซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟยยืนถือดาบด้วยมือที่สั่นเทาเธอหันมามองเขาด้วยแววตาหวาดหวั่น
“ข้าจะไม่ทำให้เ้าขายหน้านะข้าสัญญา...”
ไป๋อี้เฟยมองเธอครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ข้าเชื่อเ้า”
คำพูดนั้นทำให้ซินเหยียนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เมื่อการประลองเริ่มต้นขึ้นลู่จินหรงยืนอยู่ตรงข้ามซินเหยียน พลางหัวเราะออกมาเบาๆ
“ท่านอี้เฟย ดูท่าท่านจะไม่พร้อมเลยนะวันนี้”
ซินเหยียนกัดฟันแน่นพลางทำหน้าขึงขังเหมือนที่ฝึกมา “ข้าพร้อมเสมอ!”
ลู่จินหรงพุ่งเข้าโจมตีทันทีด้วยความรวดเร็วซินเหยียนใจนแทบยกดาบไม่ทัน แต่เธอจำคำของไป๋อี้เฟยได้ว่าให้ แสร้งถ่วงเวลา
“โอ๊ะ! ข้าลืมผูกเชือกรองเท้า!”ซินเหยียนะโลั่น พลางก้มลงไปผูกเชือกที่ไม่มีอยู่จริง
ลู่จินหรงถึงกับชะงักไปอย่างงุนงง“ท่านอี้เฟย นี่ท่านเล่นตลกอะไรกัน!?”
ผู้ชมรอบสนามเริ่มส่งเสียงฮือฮาบางคนก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
“โอ้โฮ ท่านอี้เฟยวันนี้ทำไมแปลกไป?”
“ฮ่าๆข้านึกว่าเขาจะเ็าไร้ชีวิตชีวาเสียอีก!”
ไป๋อี้เฟยในร่างของซินเหยียนที่แอบมองอยู่ไกลๆถึงกับยกมือขึ้นปิดหน้า “เ้านี่มัน...”
แต่ในใจลึกๆเขาก็อดหัวเราะกับท่าทางเปิ่นๆ ของเธอไม่ได้
หลังจากการประลองที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะลู่จินหรงยอมยกธงขาว เพราะทนความ “พิสดาร” ของซินเหยียนในร่างไป๋อี้เฟยไม่ไหวในที่สุดทุกอย่างก็จบลงอย่างปลอดภัย
ยามเย็นทั้งสองคนกลับมานั่งอยู่ที่ศาลาหลังจวน หลินซินเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะได้ผล!”
ไป๋อี้เฟยมองเธอพลางส่ายหน้ายิ้มๆ“เ้านี่มันเกินความคาดหมายจริงๆ”
ซินเหยียนหันมามองเขา ก่อนจะยิ้มออกมา“เ้าหัวเราะข้าอีกแล้วใช่ไหม?”
“ข้าไม่ได้หัวเราะเ้า แต่ข้า...”ไป๋อี้เฟยหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อเบาๆ “ข้าแค่รู้สึกว่าเ้ามีความพยายามดี”
คำพูดนั้นทำให้ซินเหยียนชะงักไปเล็กน้อยเธอหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ขอบใจนะ...”
ทั้งสองนั่งเงียบไปพักใหญ่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังลับขอบฟ้าความเงียบสงบทำให้พวกเขารู้สึกถึงความใกล้ชิดบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป