“…มันกำลังฟังใครบางคน”
ประโยคนั้นไม่ได้หายไปหลังนิกซ์พูดจบ
มันเหมือนถูกวางไว้กลางห้องคัดแยกพิเศษ แล้วปล่อยให้ทุกคนยืนมองมันโดยไม่มีใครกล้าแตะต้อง แสงสีแดงจากจอเรดาร์ใต้ฐานกะพริบช้า ๆ สะท้อนบนใบหน้าซีดของเจ้าหน้าที่ ทหาร แบล็กแองเคอร์ และผู้รอดชีวิตที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่มีใครอยากเรียกชื่ออย่างชัดเจน
บนจอหลัก จุดแดงจำนวนมากใต้พื้นฐานหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ไม่ใช่หยุดแบบสิ่งมีชีวิตเหนื่อย
ไม่ใช่หยุดแบบฝูงแตก
ไม่ใช่หยุดแบบหนี
แต่นิ่งสนิทในจังหวะเดียวกัน ราวกับโลกใต้ฐานทั้งหมดถูกสั่งให้กลั้นหายใจ
เสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งอยู่เหนือหัว เสียงพัดลมของเครื่องเซิร์ฟเวอร์กดต่ำเหมือนคลื่นใต้ทะเล เสียงรองเท้าบูตของทหารที่ขยับเพียงเล็กน้อยบนพื้นโลหะดังชัดเกินจริงในความเงียบ คาเอลได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่แรงจนแสบจมูก กลิ่นเหงื่อเย็นของคนกลัว กลิ่นโลหะร้อนจากอุปกรณ์ที่ถูกใช้งานเกินกำลัง และกลิ่นคาวบางอย่างที่เหมือนเลือดแต่ไม่ใช่เลือดมนุษย์ลอยขึ้นจากท่อระบายอากาศด้านล่าง
นิกซ์นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรวจสภาพตรงกลางห้อง มือทั้งสองถูกล็อกด้วยแถบยึดสีดำที่ออกแบบมาสำหรับผู้มีอาการตอบสนองต่อระบบผิดปกติ แขนขวาของเขาถูกผ้าพันแผลหลายชั้นพันไว้ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ผ้านั้นยังขยับเองเป็นระยะ เส้นสีคล้ำใต้ผิวหนังบริเวณลำคอไหลขึ้นลงช้า ๆ เหมือนหมึกที่มีชีพจร เด็กหนุ่มพยายามก้มหน้าเพื่อไม่ต้องสบตาใคร แต่ทุกครั้งที่จุดแดงบนจอกระพริบ ดวงตาของเขาก็จะกระตุกตาม ราวกับมีสายบางอย่างเชื่อมหว่างจอ เครื่องสแกน และสิ่งที่อยู่ใต้กะโหลกของเขา
แจ็กซ์ยืนอยู่ข้างผนัง ฝ่ามือเปื้อนคราบน้ำมันจากกระเป๋าเครื่องมือที่ถูกยึดไปครึ่งหนึ่ง นิ้วเขาเคาะต้นขาตัวเอง
เร็ว ๆ เหมือนกำลังพยายามซ่อมความกลัวด้วยจังหวะกลไก โวร่ายืนห่างออกไปเล็กน้อย ตำแหน่งที่เธอเลือกไม่ใช่มุมปลอดภัย แต่เป็นจุดที่มองเห็นทั้งประตู ห้องสแกน และแนวปืนของทหาร เธอไม่ได้ถืออาวุธแล้ว เพราะถูกยึดตั้งแต่เข้าห้อง แต่ท่าทางของเธอยังเหมือนมีดที่ถูกเก็บไว้ในฝักบางเกินไป เพียงสะกิดผิดจังหวะก็พร้อมหลุดออกมา
มิเลียยืนอยู่ใกล้คาเอล
ใกล้พอให้เขาเห็นคราบฝุ่นเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ตรงแก้มเธอ ใกล้พอให้ได้ยินลมหายใจที่เธอพยายามทำให้สม่ำเสมอ แต่ไม่ใกล้พอจะแตะตัวเขา
ระยะห่างครึ่งก้าวนั้นยังอยู่
และตอนนี้มันดังยิ่งกว่าเสียงสัญญาณเตือนทั้งหมดในห้อง
เคด หัวหน้าหน่วยแบล็กแองเคอร์ ยืนอยู่หน้าจอหลัก ใบหน้าคมนิ่งอยู่ใต้แสงสีแดง ปืนลูกซองยุทธวิธีของเขายังพาดต่ำ ไม่ได้เล็งใคร แต่ตำแหน่งนิ้วที่อยู่ใกล้ไกบอกทุกคนชัดเจนว่าเขาไม่ต้องใช้เวลาคิดหากสถานการณ์เปลี่ยนเป็น
เลวร้าย รูคยืนอยู่ใกล้นิกซ์ที่สุด ร่างใหญ่ในเกราะหนักทำให้ห้องดูแคบลงไปอีก เวลอยู่หลังคอนโซล สายตาไล่ข้อมูลเร็วมากจนคาเอลไม่แน่ใจว่าเขากำลังอ่าน หรือกำลังพยายามหลอกตัวเองว่ายังควบคุมอะไรบางอย่างได้ด้วยตัวเลข
ไม่มีใครพูดหลังประโยคของนิกซ์
จนกระทั่งเสียงเครื่องสแกนดังติ๊ดเบา ๆ
เวลก้มลงมองจอของตัวเอง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่มากพอให้เคดหันไปทันที
“ว่าไง”
เวลไม่ตอบทันที เขาเลื่อนข้อมูลซ้ำสองครั้งเหมือนหวังว่าผลจะเปลี่ยนเองถ้ามองนานพอ
“สัญญาณใต้ฐานยังนิ่งอยู่ครับ”
“นิ่งแปลว่าปลอดภัย?”
เวลเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ไม่ครับ นิ่งแปลว่าพวกมันกำลังรออะไรบางอย่าง”
คำว่า รอ ทำให้ทหารสองคนด้านหลังขยับปืนสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสียงโลหะเสียดกับสายสะพายดังแกรกเบา ๆ แต่มันบาดเข้าไปในหูของคาเอลเหมือนเสียงมีด
นิกซ์หลับตาแน่น น้ำตาหนึ่งหยดไหลลงมาตามแก้ม
“ผมไม่ได้เรียกมัน…”
เสียงเขาแหบ แตก และเล็กมาก
“ผมไม่ได้อยากให้มันฟัง”
แจ็กซ์ขยับหนึ่งก้าวทันที
“ก็ไม่มีใครบอกว่านายอยาก—”
รูคยกมือขวาขึ้นเล็กน้อยโดยไม่หันมอง
“หยุดอยู่ตรงนั้น”
แจ็กซ์หยุดจริง แต่ปากเขายังขยับเหมือนอยากด่าใครสักคน ดวงตาเขามองรูค มองนิกซ์ แล้วมองพื้น ก่อนจะกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว
คาเอลรู้สึกว่าทุกอย่างในห้องเรียงตัวเป็นตำแหน่งอันตรายโดยไม่ต้องพยายาม
รูคอยู่ใกล้นิกซ์ที่สุด ถ้านิกซ์หลุด แรงกระแทกแรกจะมาที่เขา เคดอยู่มุมขวา ยิงขวางได้ทั้งนิกซ์และประตู แจ็กซ์อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าถึงนิกซ์ก่อนปืนลั่น โวร่าอยู่ในตำแหน่งที่หากพุ่งเร็วพอ เธออาจตัดแนวปืนของทหารด้านซ้ายได้สองคน แต่จะเปิดช่องให้เคด เวลไม่มีอาวุธหนัก แต่มีสิทธิ์ควบคุมประตูและระบบล็อก มิเลียอยู่ในระยะที่อันตรายที่สุด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น เธอจะพยายามเข้าหาเขาหรือนิกซ์ก่อนคิดถึงตัวเอง
ความคิดทั้งหมดชัดเจนเกินไป
รวดเร็วเกินไป
มีความหนาวเย็นเกินไป
คาเอลกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ
เพื่อหยุด
อย่ามองคนพวกนี้เป็นตำแหน่ง
อย่ามองมิเลียเป็นตัวแปรเสี่ยง
อย่ามองนิกซ์เป็นภัยที่ต้องควบคุม
แต่ยิ่งเขาพยายามหยุด ความคิดก็ยิ่งจัดระเบียบตัวเองละเอียดขึ้นเหมือนแผนที่ที่ถูกเปิดจากด้านในกะโหลก
ถ้านิกซ์ถูกยิง ฝูงใต้ฐานอาจตอบสนอง
ถ้าฝูงตอบสนอง ฐานด้านล่างจะแตกก่อนชั้นบนรู้ตัว
ถ้าชั้นล่างแตก ผู้รอดชีวิตในเขตกักกันสีเหลืองจะถูกต้อนติดกับทางเดินแคบ
ถ้าต้องเลือกทางอพยพ ทางเหนือช้ากว่าแต่คนตายน้อยกว่า
เขาสะดุ้งกับความคิดสุดท้ายของตัวเอง
คนตายน้อยกว่า
ไม่ใช่ “ช่วยได้มากกว่า”
ไม่ใช่ “พาคนออกไป”
แต่เป็น “คนตายน้อยกว่า”
เหมือนหัวเขากำลังเรียนรู้ภาษาที่เขาเกลียดที่สุดได้คล่องขึ้นทุกนาที
“คาเอล”
มิเลียเรียกเบา ๆ
เขาหันไป เธอมองมือของเขาก่อนมองหน้าเขา ฝ่ามือเขามีเลือดซึมจากรอยเล็บเล็ก ๆ เธอเห็น แต่ไม่แตะ
เธอแค่ยืนอยู่ตรงนั้น
แค่ครึ่งก้าว
คาเอลอยากให้เธอจับมือเขา
มันช่างน่าละอายเสียเหลือเกิน
อยากให้ความอบอุ่นของเธอตัดเสียงในหัวให้เบาลงเหมือนหลายครั้งก่อน แต่การที่เขาอยากพึ่งเธอมากขนาดนี้กลับทำให้เขากลัวอีกแบบหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งเธอไม่อยู่ เขาจะเหลืออะไร ถ้าวันหนึ่งเธอถอยออกไปไกลกว่าครึ่งก้าวนี้ เขาจะยังหยุดตัวเองได้ไหม
มิเลียขยับมือเล็กน้อย
แล้วหยุด
แค่นั้นพอให้เขารู้ว่าเธอก็กลัวคำตอบเหมือนกัน
เคดหันออกจากจอ
“เราจะลงไปตรวจใต้ฐาน”
คำประกาศนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตึงขึ้นทันที
แจ็กซ์มองเขาเหมือนได้ยินประโยคที่ควรผิดกฎหมายในทุกจักรวาล
“ลงไปไหนนะพวก”
“ช่องสัญญาณความร้อนใต้ฐานบอกว่ามีโพรงที่ไม่อยู่ในแผนผัง” เคดตอบเรียบ
“ถ้าพวกมันหยุดรอฟังจริง เราต้องรู้ว่าพวกมันอยู่ตรงไหน ก่อนมันเลือกขยับเอง”
“หรือก่อนใครบางคนสั่งมัน” รูคพูด
สายตาของเขาไม่มองนิกซ์
แต่มองคาเอล
ห้องเงียบลงทันที
มิเลียหันไปทางรูค
“คุณหมายความว่าอะไร”
รูคไม่หลบสายตาเธอ
“หมายความตามที่พูด”
“แต่คาเอลไม่ได้สั่งอะไรนะ”
“แล้วเธอรู้ได้ยังไง”
คำถามนั้นเรียบ แข็ง และโหดโดยไม่ต้องขึ้นเสียง
มิเลียเงียบไปหนึ่งจังหวะ
จังหวะเดียวเท่านั้น แต่คาเอลได้ยินมันชัดกว่าคำตอบใด ๆ
เขารู้ว่าเธออยากพูดว่า เพราะฉันรู้จักเขา
แต่ตอนนี้เธอเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่ารู้จักเขาทั้งหมดหรือเปล่า
รูคเห็นความเงียบนั้น
คาเอลก็เห็น
ไม่มีใครพูดถึงมัน
แต่มันอยู่ตรงนั้นระหว่างทุกคนเหมือนรอยร้าวบนกระจกใส
เคดตัดบท
“รูค เวล เตรียมชุดลงพื้นที่ แจ็กซ์ นายมากับเรา”
แจ็กซ์ชี้ตัวเองทันที
“ผมหรอ?”
“นายอ่านระบบเก่าได้เร็วกว่าเจ้าหน้าที่ของเราเสียอีก”
“นั่นฟังดูเหมือนคำชมที่ปลายทางเป็นการตายใต้ดินเลยนะครับ”
“ใช่”
แจ็กซ์อ้าปากค้าง ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ
“โอเค อย่างน้อยก็ซื่อตรงดี”
เคดมองคาเอลต่อ
“นายด้วย”
มิเลียก้าวเข้ามาทันที
“ไม่”
คำเดียวของเธอไม่ดัง แต่ชัดพอให้ทหารด้านข้างหันมามอง
เคดมองเธอ
“เขาเป็นคนเดียวที่ระบบตอบสนองผิดปกติตั้งแต่เข้าฐาน และเป็นคนเดียวที่นิกซ์ยังฟัง”
“หรือคุณแค่จะใช้เขาเป็นเครื่องตรวจจับ?”
“ถ้าเครื่องตรวจจับช่วยให้คนข้างบนไม่ถูกฝูงกัดตาย ผมก็จะใช้”
ดวงตาของมิเลียแข็งขึ้น
“เขาไม่ใช่อุปกรณ์”
“งั้นก็ช่วยให้เขาไปพิสูจน์ว่าไม่ใช่ภัยคุกคาม”
คำตอบนั้นทำให้มิเลียเงียบไปอีกครั้ง
คาเอลรู้ว่ามันไม่ยุติธรรม
แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นความจริงในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุด
ในค่ายนี้ ทุกคนต้องพิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์อยู่ ทุกครั้งที่เครื่องสแกนร้อง ทุกครั้งที่ผิวหนังมีรหัสวิ่งผ่าน ทุกครั้งที่ใครได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน มนุษย์คนนั้นต้องยืนอยู่หน้าปืนและอธิบายตัวเองให้พอ ก่อนที่ความกลัวของคนอื่นจะตัดสินแทน
นิกซ์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ให้ผมไปด้วย”
แจ็กซ์หันขวับ
“ไม่ นายจะไปไหนทั้งนั้น นายเพิ่งเกือบ—”
“ถ้าผมไม่ไป พวกพี่จะหาโพรงไม่เจอ”
เสียงนิกซ์สั่น แต่แปลกที่ชัดขึ้น
“มันไม่ได้อยู่ตรงที่เครื่องบอก มันมีทางซ่อนอยู่หลังเสียงอื่น…เหมือนมีอะไรเอาเสียงโลหะกับไฟมาบังไว้”
เวลมองนิกซ์ทันที
“นายรู้ตำแหน่ง?”
นิกซ์หลบตา
“ไม่ใช่ตำแหน่ง…เป็นทิศ”
รูคมองเขานิ่ง
“ทิศไหน”
นิกซ์หลับตา เขาหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก ไหล่สั่นเล็กน้อย เส้นคล้ำใต้ผิวบริเวณลำคอไหวเหมือนตอบสนองต่อบางสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน
“ใต้ห้องเก็บน้ำเก่า” เขาพูดเบา ๆ
“แล้วก็…ทางท่อระบายด้านตะวันตก แต่ของจริงอยู่ลึกกว่านั้น มันไม่ใช่ท่อ มันเป็น…โพรง”
เวลหันไปพิมพ์บนคอนโซลทันที ภาพแผนผังฐานซ้อนขึ้นมาหลายชั้น จุดที่นิกซ์พูดไม่มีสัญญาณความร้อนผิดปกติ ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีช่องทางเข้าตามแบบวิศวกรรมเดิม
แต่คาเอลมองเส้นแผนผังแล้วรู้สึกแปลก
มีบางอย่างผิดปกติ
มันไม่ใช่จากข้อมูลที่แสดง แต่จากช่องว่างระหว่างข้อมูล
ตรงนั้นควรมีท่อเสริมแรง
ควรมีแนวเสา
ควรมีระบบระบายน้ำเชื่อมกับห้องเครื่อง
แต่เส้นแผนผังมัน “ว่าง” เกินไป
เหมือนมีคนลบบางอย่างออกแล้วปิดรอยด้วยความว่าง
เขาไม่รู้ว่าตัวเองรู้ได้อย่างไร
แต่รู้
“เขาพูดถูก” คาเอลพูด
เวลหันมามองทันที
“นายเห็นอะไร”
คาเอลมองจอแล้วค่อย ๆ พูด
“ตรงนั้นไม่มีข้อมูลมากเกินไป”
เวลขมวดคิ้ว
“ไม่มีข้อมูลมากเกินไป ยังไงนะ?”
“ถ้าฐานเก่าขนาดนี้ แผนผังควรมีความผิดพลาด มีท่อเก่า มีเส้นทางซ่อมบำรุง มีรอยตัดต่อ แต่ตรงนี้เรียบเกินไป เหมือนมีคนตั้งใจทำให้มันดูไม่น่าสนใจ”
ห้องเงียบไป
แจ็กซ์มองจอ แล้วสีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากกลัวเป็นตื่นตัวแบบช่างที่ได้กลิ่นปัญหา
“เดี๋ยวนะ…” เขาก้าวเข้าไปใกล้คอนโซลโดยลืมว่าตัวเองถูกคุมอยู่
“ใช่จริงด้วย เส้นโหลดน้ำหนักตรงนี้ไม่สมเหตุสมผล ถ้าตามแผนนี้ ผนังฝั่งซ้ายรับน้ำหนักเกินโดยไม่มีเสาเสริม แต่ฐานไม่ถล่ม แปลว่ามีโครงสร้างจริงที่ถูกซ่อนอยู่”
เวลมองคาเอลนานขึ้น
สายตานั้นไม่เหมือนคนมองผู้รอดชีวิตอีกแล้ว
มันเหมือนนักวิจัยมองผลทดลองที่เริ่มให้คำตอบก่อนเครื่องมือจะวัดทัน
คาเอลไม่ชอบสายตานั้น
รูคก็เห็น
มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นบางอย่างใกล้เคียงกับการจดบันทึกในใจ
“หึ ๆ ดี งั้นก็ลงไปพิสูจน์”
เคดสั่งสั้น ๆ
นิกซ์ถูกปลดจากเก้าอี้ แต่แถบล็อกที่ข้อมือยังถูกเปลี่ยนเป็นกำไลควบคุมชีพจรและค่าซิงก์ เวลติดอุปกรณ์เล็ก ๆ ไว้หลังหูเขา เครื่องนั้นส่งเสียงติ๊ดเบา ๆ ทุกครั้งที่เส้นใต้ผิวของนิกซ์ขยับแรง แจ็กซ์ได้กระเป๋าเครื่องมือคืนบางส่วนพร้อมข้อแม้ว่าหากเขาแตะระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต รูคจะหักข้อมือเขาก่อนถามเหตุผล โวร่าไม่ได้รับอาวุธคืน แต่เธอได้มีดสนามเล่มหนึ่งจากทหารที่เคดโยนให้โดยไม่อธิบาย
เธอรับมันกลางอากาศ
หมุนข้อมือทดสอบน้ำหนัก
แล้วพูดเพียงว่า “ทื่อ”
ทหารเจ้าของมีดหน้าเสียเล็กน้อย
แจ็กซ์หันไปกระซิบกับคาเอล
“เธอชมแล้วนะนั่น”
คาเอลเกือบยิ้ม
เกือบเท่านั้น
มิเลียเดินตามมาถึงประตูห้องคัดแยก
“ฉันไปด้วย”
เคดหยุด
“คุณไปไม่ได้”
“ฉันเป็นแพทย์ภาคสนามพอได้ และนิกซ์อาจต้องใช้คนคุมอาการ”
“ข้างล่างแคบ มืด และอาจมีฝูงอยู่จริง ผมไม่พาคนเพิ่มถ้าไม่จำเป็น”
“แต่คุณพาคาเอลไป”
เคดมองคาเอล
“เขาจำเป็น”
คำตอบนั้นทำให้มิเลียเงียบ แต่ไม่ถอย เธอมองคาเอลแทน
ระยะห่างครึ่งก้าวยังอยู่
แต่สายตาของเธอพยายามข้ามมันมา
“อย่าปล่อยให้พวกเขาใช้ความผิดของนายเป็นสายจูง”
คาเอลนิ่งไป
คำพูดนั้นเบามาก แต่หนักกว่าคำสั่งของเคดทั้งหมด
เขาอยากตอบว่าเขารู้
แต่เขาไม่แน่ใจว่ารู้จริงหรือไม่
เพราะส่วนหนึ่งของเขากำลังคิดอยู่แล้วว่าถ้าเดินลงไปแล้วช่วยให้คนข้างบนปลอดภัยขึ้น เขาก็ควรลงไป ต่อให้ถูกใช้ก็ยังดีกว่ายืนรอให้คนอื่นตาย
นี่คือความผิดจาก B7 หรือความรับผิดชอบ
เขาแยกไม่ออก
สุดท้ายเขาพูดได้แค่
“ฉันจะกลับมา”
มิเลียมองเขานานขึ้น
“อย่ามาพูดเหมือนคนที่กำลังจะเสียตัวเองเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง”
เขาไม่มีคำตอบอีกแล้ว
ประตูเหล็กด้านหลังเปิดออก เสียงกลไกล็อกคลายตัวดังลึกเหมือนกระดูกของฐานขยับ ทางเดินลงชั้นใต้ดินที่สองเปิดเผยออกมา ลมเย็นและชื้นไหลขึ้นมาจากด้านล่าง กลิ่นสนิมเก่า น้ำขัง ยางไหม้ และอะไรบางอย่างที่เหมือนเนื้อดิบเปียกดินปะทะใบหน้าทุกคนพร้อมกัน
ไฟในทางเดินกะพริบเป็นช่วง ๆ สีขาวซีดสลับกับความมืด
คาเอลก้าวลงไปเป็นคนที่สาม หลังรูคกับทหารอีกนาย
ทุกก้าวทำให้เสียงด้านบนห่างออกไป
เสียงคนเจ็บ
เสียงประกาศ
เสียงโดรน
เสียงเครื่องสแกน
เสียงมิเลีย
ทั้งหมดค่อย ๆ ถูกกลืนด้วยเสียงน้ำหยดและเสียงเครื่องจักรลึก ๆ จากใต้ฐาน
ทางเดินชั้นล่างแคบกว่าที่คิด ผนังคอนกรีตเปียกชื้นจนสะท้อนแสงไฟเป็นคราบมันวาว ท่อโลหะขนาดใหญ่เรียงตามเพดาน บางท่อมีไอน้ำรั่วเป็นฝอยขาวเล็ก ๆ เมื่อเดินผ่าน ไอเย็นแตะผิวหน้าเหมือนนิ้วเปียกของคนตาย พื้นมีน้ำขังเป็นแอ่งตื้น กลิ่นราและสนิมเก่าชัดขึ้นทุกเมตรที่ลงไป
เวลเดินกลางกลุ่มพร้อมอุปกรณ์สแกนขนาดเล็ก แสงสีฟ้าจากหน้าจอของเขากระทบใบหน้าให้ดูคล้ายคนที่นอนไม่พอหลายคืน รูคนำหน้า เกราะหนักของเขาส่งเสียงเบา ๆ ตามจังหวะเดิน แต่ทุกก้าวมั่นคงเหมือนพื้นไม่อาจทรยศเขาได้ โวร่าเดินเงียบจนแทบไม่มีเสียง รองเท้าของเธอแตะพื้นน้ำขังโดยไม่เกิดเสียงกระเซ็น แจ็กซ์เดินใกล้คาเอลที่สุด พยายามไม่มองเพดานมากเกินไป แต่มองทุกสามวินาทีเหมือนกลัวว่ามันจะมีอะไรคลานอยู่
นิกซ์เดินกลางวงคุ้มกัน
เขากอดแขนตัวเองอีกครั้ง แม้ไม่มีใครบอกให้ทำ เสียงอุปกรณ์หลังหูดังติ๊ด ๆ เบา ๆ และค่อย ๆ ถี่ขึ้นทุกครั้งที่พวกเขาเข้าใกล้โซนห้องเก็บน้ำเก่า
“เป็นไง” คาเอลถามเบา ๆ
นิกซ์ส่ายหน้า
“ดังขึ้น”
“เสียงฝูง?”
“ไม่ใช่แค่ฝูง” เขาพูดช้า ๆ
“มีเสียงพื้นด้วย”
แจ็กซ์มองเขา
“พื้นมีเสียง?”
นิกซ์กลืนน้ำลาย
“เหมือน…อะไรบางอย่างขูดใต้ฐาน มันไม่ใช่เดิน มันดันดินออก มันหายใจผ่านดิน”
เวลหยุดเดินทันที
“ขุดโพรง?”
รูคยกมือให้ทุกคนหยุด
ความเงียบตกลงในทางเดินใต้ดินทันที
ครู่แรก คาเอลได้ยินแค่น้ำหยด
ติ๋ง
ติ๋ง
เสียงไฟฟ้ากระพริบในหลอดบนเพดาน
เสียงลมหายใจของแจ็กซ์
เสียงหัวใจของตัวเอง
แล้วเขาก็ได้ยินอีกอย่าง
ครืด…
เบามาก
ต่ำมาก
เหมือนหินเสียดกับเนื้อเปียกอยู่หลังผนังไกล ๆ
ครืด…
หยุด
ครืด…
รูคค่อย ๆ หันหน้ามาทางคาเอล
“นายได้ยินไหม”
คาเอลไม่อยากตอบ
เพราะถ้าตอบว่าได้ยิน แปลว่าเขาเริ่มได้ยินเหมือนนิกซ์
แต่ความเงียบของเขาก็ตอบแทนไปแล้ว
รูคมองนานขึ้น
“ทิศไหน”
คาเอลหลับตาลงชั่วครู่
เสียงนั้นอยู่ทางซ้าย
ไม่ใช่ซ้ายตรง ๆ
ต่ำกว่าแนวท่อระบายน้ำเก่า ประมาณสองชั้นใต้พื้นปัจจุบัน มีช่องว่างเอียงลงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เสียงสะท้อนผ่านโลหะทำให้เหมือนมาจากผนัง แต่ต้นเสียงอยู่ลึกกว่า
เขาลืมตา
แล้วชี้ไปที่ผนังคอนกรีตด้านซ้าย
“หลังผนังนั้น แต่ไม่ใช่ระดับนี้ ต่ำลงไป”
เวลมองอุปกรณ์
“เครื่องไม่ขึ้นอะไร”
“เครื่องของคุณฟังเสียงดินได้ไหม” แจ็กซ์ถาม
เวลมองเขา
“ไม่ได้”
“งั้นตอนนี้เครื่องของคุณแพ้เด็กที่กำลังกลายเป็นอะไรสักอย่างกับเพื่อนผมที่เริ่มได้ยินเสียงพื้น ยินดีด้วย โลกวิทยาศาสตร์พัฒนาแล้ว”
ไม่มีใครหัวเราะ
แต่คำพูดของแจ็กซ์ทำให้อากาศตึงลดลงเพียงนิดเดียว
รูคเดินไปแตะผนัง ใช้ไฟฉายติดปืนส่องตามรอยต่อคอนกรีต เขาเคาะสามครั้ง เสียงทึบ หนัก ปกติ
เขาหันมาหาแจ็กซ์
“เปิดได้ไหม”
แจ็กซ์ถอนหายใจ
“ทุกคนคิดว่าช่างทุกคนเปิดกำแพงได้เหมือนเปิดฝาขวดใช่ไหม”
เขาเดินเข้าไปใกล้ ส่องไฟจากอุปกรณ์ข้อมือ มองรอยต่อ มองเส้นท่อ แล้วใช้ปลายนิ้วไล่ตามแนวซีลที่ถูกทาสีทับหลายชั้น สีหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ
“นี่ไม่ใช่ผนังเดิม”
เคดที่ตามมาด้านหลังถามผ่านวิทยุเสียงต่ำ
“อธิบายมา”
“มันถูกปิดทับทีหลัง งานดีมาก แต่ไม่ใช่ทีมเดียวกับที่สร้างฐาน ผิวปูนใหม่กว่า สีทับหลายรอบ และ…” แจ็กซ์เคาะเบา ๆ ตรงมุมล่าง “มีช่องกลไกซ่อนอยู่”
เวลเข้ามาช่วยสแกนใกล้ ๆ คราวนี้อุปกรณ์ขึ้นสัญญาณแม่เหล็กอ่อน ๆ
“จริงด้วย มีโครงโลหะด้านใน”
รูคถอยครึ่งก้าว
“เปิด”
แจ็กซ์มองคาเอลแวบหนึ่ง
“แน่ใจนะว่าอยากรู้ว่าข้างหลังมีอะไร”
ไม่มีใครตอบ
แจ็กซ์ทำงานเงียบลงทันที เขาดึงเครื่องมือเล็ก ๆ จากกระเป๋า เสียบเข้าไปในรอยต่อที่แทบมองไม่เห็น เสียงคลิกเบา ๆ ดังจากภายในผนัง ตามด้วยเสียงกลไกเก่าเสียดกันช้า ๆ เหมือนบางอย่างที่ไม่ได้ขยับมาหลายปีถูกปลุกอย่างไม่เต็มใจ
ผนังคอนกรีตส่วนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนถอยเข้าไปด้านใน
ลมจากช่องมืดหลังผนังพุ่งออกมาทันที
มันเย็น
ชื้น
และเหม็น
ไม่ใช่กลิ่นเน่าแบบศพธรรมดา แต่เป็นกลิ่นดินเปียก เลือดเก่า ไขมันไหม้ และสารเคมีที่เคยใช้ฆ่าเชื้อแต่ล้มเหลว กลิ่นนั้นแรงพอให้ทหารคนหนึ่งถอยหลังครึ่งก้าว แจ็กซ์ยกแขนปิดจมูกทันที
“โอเค ผมขอถอนคำถามเดิม ผมไม่อยากรู้แล้ว”
หลังผนังคือบันไดเหล็กแคบ ๆ ที่ทอดลงไปสู่ความมืด ไม่มีไฟ ไม่มีป้าย ไม่มีเครื่องหมายในแผนผัง ราวจับทั้งสองข้างมีคราบสนิมและเมือกบาง ๆ เกาะอยู่ บางช่วงของกำแพงมีรอยข่วนยาวเป็นแนวซ้อนทับกัน ไม่เหมือนเครื่องมือ ไม่เหมือนเล็บมนุษย์
นิกซ์หายใจแรงขึ้นทันที
“ตรงนี้…”
คาเอลมองเขา
“ใช่ไหม”
นิกซ์พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาไม่มองบันได แต่มองเลยลงไปในความมืด
“มันไม่ได้รอเฉย ๆ แล้ว”
เสียงอุปกรณ์หลังหูของเขาดังถี่ขึ้น
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
รูคมองเคดผ่านวิทยุ
“เจอโพรงซ่อนจริง กำลังลงต่อ”
เสียงเคดตอบกลับแตกพร่าเล็กน้อย
“ทีมสองที่กำลังตามหลังมา ระวังการติดต่อขาด”
รูคไม่ตอบ เขาก้าวลงบันไดก่อนคนแรก
คาเอลตามลงไป
บันไดสั่นเล็กน้อยใต้เท้า เหล็กเย็นและลื่นจากไอน้ำ มือที่แตะราวจับสัมผัสได้ถึงเมือกบางอย่างจนเขาต้องรีบดึงมือกลับ กลิ่นข้างล่างเข้มขึ้นทุกขั้น เสียงจากฐานด้านบนหายไปแทบหมด เหลือแต่เสียงหายใจของทีม เสียงอุปกรณ์ของเวล และเสียงลึก ๆ จากดิน
ครืด…
ครืด…
มันใกล้ขึ้น
ไฟฉายหลายดวงส่องลงไปด้านล่าง ลำแสงตัดผ่านฝุ่นและไอน้ำเป็นเส้นขาวยาว ก่อนตกลงบนพื้นคอนกรีตแตกที่ปลายบันได ด้านล่างไม่ใช่ห้องเก็บน้ำเก่าอย่างที่ควรเป็น แต่เป็นพื้นที่ซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ที่ถูกเจาะทะลุออกไปหลายด้าน ผนังบางส่วนพังเป็นรู รากไม้ ดิน และเส้นใยสีดำคล้ำเลื้อยเข้ามาตามรอยแตกเหมือนเส้นเลือดของพื้นโลกที่เน่าเสีย
กลางพื้นที่ มีปากโพรงขนาดใหญ่เปิดอยู่
มันไม่ใช่รูถล่มธรรมชาติ
ขอบโพรงเรียบเกินไปในบางส่วน และฉีกขาดเกินไปในบางส่วน เหมือนถูกขุดจากทั้งเครื่องจักรและสิ่งมีชีวิตพร้อมกัน รอบปากโพรงมีคราบเมือกสีเข้มสะท้อนแสงไฟฉายเป็นประกายเปียก ๆ เสียงลมหายใจต่ำ ๆ พัดขึ้นมาจากในรูเป็นจังหวะอุ่นชื้น ราวกับใต้ฐานมีปอดขนาดมหึมาซ่อนอยู่
ไม่มีใครพูดอยู่หลายวินาที
แจ็กซ์เป็นคนแรกที่หลุดเสียงออกมา
“นี่…ไม่ได้อยู่ในคู่มืออพยพแน่ ๆ”
เวลยกอุปกรณ์ขึ้นสแกน แสงบนหน้าจอกระตุกทันที
“สัญญาณชีวภาพหลายจุด…ไม่สิ มากกว่านั้น มันซ้อนกันจนอ่านไม่ออก”
รูคเดินเข้าใกล้ปากโพรงทีละก้าว ปืนยกสูงขึ้น
“ขนาด?”
เวลกลืนน้ำลาย
“ไม่ทราบ แต่มันต่อออกไปไกลกว่าขอบฐาน”
คาเอลมองโพรงนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีเสียงบางอย่างอยู่หลังตา
ไม่ใช่คำพูด
ไม่ใช่ภาพ
เป็นความเข้าใจที่ไม่ควรมี
ถ้าเขาวางคนสี่คนตรงปากโพรง จะกันทางนี้ได้ไม่เกินสิบวินาที ถ้าพวกมันขึ้นจากรูพร้อมกัน ต้องถอยไปบันได แต่บันไดแคบเกินอพยพพร้อมกัน ถ้าปิดผนังลับตอนถอยได้ จะชะลอได้ แต่คนปิดจะติดอยู่ข้างล่าง ถ้ามีโพรงย่อยอีกสองจุดตามแนวตะวันตก พวกมันอาจอ้อมขึ้นไปหลังห้องคัดแยกได้
ความคิดหยุดลงตรงนั้น
หลังห้องคัดแยก
มิเลียอยู่ด้านบน
เขาหันไปทางกำแพงตะวันตกโดยไม่รู้ตัว
รูคเห็นทันที
“อะไร”
คาเอลไม่ตอบในตอนแรก เขากำลังฟัง
เสียงลึก ๆ ไม่ได้มาจากปากโพรงเดียว
มีอีกเสียงหนึ่ง
เบากว่า
สูงกว่า
เหมือนกรงเล็บเล็ก ๆ หลายชุดครูดผ่านท่อโลหะที่อยู่ไกลออกไป
“มีทางอื่น” คาเอลพูด
เวลมองอุปกรณ์
“เครื่องไม่เห็น”
คาเอลชี้ไปทางผนังอีกฝั่ง
“หลังนั้น มีโพรงเล็กกว่า กำลังเคลื่อนขึ้น”
รูคมองเขา
“นายแน่ใจ?”
คำว่าแน่ใจเป็นคำถามที่คาเอลเกลียดขึ้นมาทันที
เขาแน่ใจ
แต่ไม่รู้ว่าทำไม
และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ก่อนเขาจะตอบ นิกซ์กรีดร้อง
ไม่ใช่เสียงดังมาก แต่เป็นเสียงสั้น ๆ ที่เหมือนถูกกระชากออกจากปอด เด็กหนุ่มทรุดลงคุกเข่า มือกุมหัว เส้นสีดำใต้ผิวลำคอกระตุกแรง อุปกรณ์หลังหูส่งเสียงเตือนถี่จนกลายเป็นเส้นเดียว
ติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ด—
แจ็กซ์พุ่งไปหาเขาทันที
“นิกซ์!”
นิกซ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้าง ม่านตาหดแคบจนดูไม่ใช่มนุษย์อยู่เสี้ยวหนึ่ง
“มันรู้ว่าเราเจอแล้ว”
พื้นใต้เท้าสั่น
เบามากในตอนแรก
แล้วแรงขึ้น
รูคตะโกนทันที
“ตั้งแนว!”
เสียงจากโพรงหลักระเบิดขึ้นเป็นเสียงกรีดแหลม หลายเสียงซ้อนกันจนผนังคอนกรีตสะท้อนกลับมาเหมือนทั้งห้องกำลังร้องพร้อมกัน จุดสีเหลืองในไฟฉายวาบขึ้นจากความมืดด้านล่าง หนึ่งคู่ สองคู่ ห้าคู่ สิบคู่
เซิร์กลิงตัวแรกพุ่งขึ้นจากปากโพรงเร็วเหมือนเงาถูกดีดออกจากพื้น
รูคยิงก่อนใคร เสียงปืนหนักกระแทกห้องใต้ฐานจนหูอื้อ กระสุนเจาะเข้ากลางอกมัน ร่างผอมเกร็งของสิ่งมีชีวิตนั้นสะบัดกลางอากาศ เลือดสีดำคล้ำสาดเป็นเส้นก่อนมันตกกระแทกพื้นและไถลไปชนเสา แต่ตัวที่สองตามขึ้นมาติด ๆ ใช้ร่างตัวแรกเป็นพื้นเหยียบพุ่งข้ามแนวยิง
โวร่าขยับ
เธอไม่ได้มีดพลังงานของตัวเอง มีเพียงมีดสนามทื่อ ๆ ที่เธอดูถูกเมื่อครู่ แต่ในมือเธอ มันยังเป็นสิ่งมีชีวิตได้ยาก เธอหมุนตัวหลบกรงเล็บที่ฟาดลงมาเพียงคืบเดียว ใช้ข้อศอกกระแทกคอมันให้เสียจังหวะ แล้วแทงมีดเข้าใต้กราม ดึงลงและบิดพร้อมกัน เสียงเนื้อฉีกดังเปียก ๆ กลิ่นคาวพุ่งออกมาแรงจนแจ็กซ์สบถ
ทหารอีกสองคนเปิดฉากยิง แสงปากกระบอกปืนวาบซ้ำ ๆ ทำให้ห้องใต้ฐานสว่างเป็นช่วงเหมือนภาพฝันร้ายที่ถูกตัดต่อด้วยไฟแฟลช เซิร์กลิงสามตัวพุ่งขึ้นมาพร้อมกัน ตัวหนึ่งถูกยิงล้ม ตัวหนึ่งกระแทกรูคจนเกราะหนักถอยไปครึ่งก้าว อีกตัวเลี้ยวต่ำเข้าหานิกซ์
คาเอลเห็นเส้นทางมันก่อนที่มันจะขยับครบ
ไม่ใช่เห็นด้วยตา
เขาเห็นผลลัพธ์
ถ้าปล่อยมันพุ่งต่อ มันจะผ่านแจ็กซ์ เฉี่ยวแขนเวล แล้วกัดเข้าที่คอนิกซ์จากด้านข้าง
ร่างคาเอลขยับเอง
เขาคว้าท่อนเหล็กที่หลุดจากผนังขึ้นมา แล้วพุ่งตัดมุม ไม่ใช่ตรงไปขวาง แต่เฉียงเข้าหาจุดที่มันจะถึงในอีกครึ่งวินาที ท่อนเหล็กฟาดลงด้านข้างศีรษะของเซิร์กลิงพอดี แรงกระแทกสะท้อนกลับขึ้นแขนจนชา สิ่งมีชีวิตนั้นหมุนตัวชนพื้น แต่ยังไม่ตาย มันตะกายกลับขึ้นมาทันที กรงเล็บฟาดใส่หน้าคาเอล
เขาถอยไม่ทันทั้งหมด
ปลายกรงเล็บเฉี่ยวแก้มซ้ายเป็นรอยแสบร้อน เลือดอุ่นไหลลงมาตามกราม
แต่เขาใช้จังหวะนั้นกดท่อนเหล็กลงขัดกรามมัน ดันหัวมันให้หันผิดมุม ก่อนรูคจะยิงซ้ำจากด้านข้าง กระสุนเจาะทะลุกะโหลกจนร่างมันกระตุกแล้วแน่นิ่ง
คาเอลหอบ
รูคมองเขาอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ไม่ใช่ขอบคุณ
ไม่ใช่ชม
แต่เหมือนยืนยันอะไรบางอย่าง
“อ่านทางได้ดี”
คาเอลไม่ตอบ
เพราะเขาไม่อยากได้ยินคำชมแบบนั้น
เสียงกรีดจากโพรงหลักยังไม่หยุด เซิร์กลิงอีกหลายตัวกำลังไต่ขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนชะงักไม่ใช่พวกมัน
เป็นเสียงหนักต่ำจากด้านล่าง
ตึง
ตึง
ตึง
เหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่ากำลังดันตัวผ่านโพรงแคบ
เวลหน้าซีด
“มีตัวใหญ่กว่า”
แจ็กซ์ตะโกนทั้งที่ยังพยุงนิกซ์
“ตัวใหญ่กว่าแค่ไหนในมาตรฐานนรกของคุณ?”
คำตอบโผล่ขึ้นจากความมืดก่อนเวลาจะพูดได้
มันคลานขึ้นมาช้า ๆ ต่างจากเซิร์กลิงที่พุ่งเร็ว ร่างหนาเตี้ยกว่าแต่กว้างและหนัก เปลือกแข็งสีคล้ำซ้อนทับกันเหมือนเกราะชีวภาพ หัวต่ำ กรามกว้าง ขาหน้าทั้งสองใหญ่และแข็งแรงจนพื้นคอนกรีตแตกเป็นรอยเมื่อมันกดน้ำหนักลง ดวงตาเล็ก ๆ หลายจุดฝังอยู่ใต้แผ่นเกราะ เปล่งแสงเหลืองขุ่นเหมือนถ่านไฟที่ถูกฝังใต้โคลน
มันไม่รีบ
และความไม่รีบนั้นน่ากลัวกว่า
รูคยิงใส่ทันที
กระสุนปืนหนักกระแทกแผ่นเกราะด้านหน้าเกิดประกายเลือดและเศษเปลือก แต่ไม่หยุดมัน มันเพียงสะบัดหัวเล็กน้อยแล้วก้าวต่อ กระสุนอีกชุดจากทหารด้านข้างเจาะไม่ลึกพอ เปลือกหนาของมันรับแรงได้มากเกินไป
เวลตะโกน
“มันคือโรช (Roach)”
แจ็กซ์หันขวับ
“คุณตั้งชื่อมันแล้วเหรอ!”
“ชื่อจากฐานข้อมูลเก่า!”
“คุณมีฐานข้อมูลสัตว์ประหลาดใต้ดินแล้วไม่บอกกันก่อนเหรอ!”
รูคไม่สนใจบทสนทนา เขาถอยหนึ่งก้าว เปลี่ยนกระสุนเป็นชุดเจาะเกราะด้วยท่าทางเร็วและแม่น แต่ Roach พุ่งเร็วกว่าที่ร่างหนักของมันควรทำได้ มันกระแทกเข้าใส่ทหารด้านซ้ายเต็มแรง เสียงเกราะแตกดังชัด ร่างทหารถูกเหวี่ยงไปชนผนังจนล้มลงกับพื้น ปืนหลุดจากมือ
โวร่าพุ่งเข้าด้านข้าง พยายามแทงตรงรอยต่อเกราะขาหลัง มีดสนามปักเข้าไปเพียงครึ่งนิ้วก่อนหักคามือเธอ
เธอสบถเบามาก
แล้วกลิ้งหลบกรามที่งับสวนลงมา พื้นตรงที่เธอเพิ่งอยู่แตกเป็นหลุมตื้น
คาเอลเห็นลำดับต่อไปชัดจนขนลุก
โรชจะหันใส่โวร่า รูคจะยิงจากซ้าย กระสุนจะสะท้อนเกราะหน้าด้านบน ไม่พอหยุด มันจะพุ่งชนรูค เปิดช่องให้
เซิร์กลิงอีกสองตัวผ่านไปถึงนิกซ์ ถ้านิกซ์ตื่นตระหนก ฝูงใต้โพรงจะตอบสนองอีกระลอก
เขาไม่มีเวลาอธิบาย
“รูค อย่ายิงหัว!” คาเอลตะโกน
“ยิงพื้นข้างหน้าขาซ้ายมัน!”
รูคหันมองเขาเสี้ยวหนึ่ง
เสี้ยวเดียวที่อาจทำให้คนตายได้
แต่เขาทำตาม
กระสุนเจาะเกราะยิงใส่พื้นตรงหน้าขาซ้ายของ Roach คอนกรีตที่มีน้ำขังแตกกระจายเป็นเศษคม เท้าหนักของมันเหยียบลงพอดี พื้นยุบ มุมขาเสียสมดุล ร่างทั้งร่างเอียงไปด้านหนึ่ง
“โวร่า ขวาล่าง!”
โวร่าไม่ถาม เธอพุ่งเข้าไปใต้แนวกราม ใช้มีดหักครึ่งในมือแทงเข้ารอยต่อใต้เกราะด้านขวาล่างที่เปิดออกเพราะมันเสียจังหวะ คราวนี้ใบมีดเสียบลึกกว่าเดิม Roach กระตุกแรง เสียงคำรามต่ำสะเทือนพื้น
“เวล ใช้แสง!”
เวลเข้าใจทันที เขายกปืนพลังงานขึ้น ยิงลำแสงสว่างจ้าเข้าใส่ดวงตาด้านข้างที่โผล่พ้นเกราะโรช สะบัดหัวด้วยความเจ็บ เปิดช่องให้รูคก้าวเข้าไปใกล้เกินปลอดภัย แล้วยิงกระสุนเจาะเกราะอัดเข้าใต้คอในระยะเผาขน
เสียงระเบิดภายในร่างมันดังทึบ
เลือดสีดำข้นพุ่งออกจากรอยแตกตามเกราะ Roach ทรุดลง แต่ยังไม่ตาย มันดิ้นแรงจนโวร่าถูกสะบัดกระเด็นไปชนเสา คาเอลพุ่งรับไม่ทันทั้งหมด เธอกระแทกพื้น ไอออกมาครั้งหนึ่ง แต่ยังกลิ้งหลบกรงเล็บเล็กของเซิร์กลิงอีกตัวได้ทัน
แจ็กซ์ตะโกนจากด้านหลัง
“ถ้าจะฆ่ามัน มีสายไฟแรงสูงตรงท่อด้านบน!”
คาเอลเงยหน้ามอง
ท่อไฟฉุกเฉินเก่าพาดผ่านเหนือโพรง สายหุ้มฉนวนหนาแต่เปื่อยจากความชื้น ถ้าตัดให้ตกลงน้ำขังตรงปากโพรง…
เขาเห็นผลลัพธ์
เห็นคนของตัวเองที่อาจโดนไฟช็อตด้วย
ระยะของรูคใกล้เกินไป
โวร่าอยู่พื้นเปียก
นิกซ์อยู่ไม่ไกล
ถ้าสั่งผิด ทุกคนตายพร้อมสัตว์ประหลาด
เสียงในหัวเขาเย็นลง
คำนวณระยะ
ตัดไฟ
ปล่อยเมื่อทุกคนถอย
ใช้ โรช เป็นตัวนำกระแส
มันง่ายเกินไป
ง่ายจนเขากลัว
“ทุกคนถอยจากน้ำ!” คาเอลตะโกน “รูค ถอยสามก้าว โวร่า ปีนขึ้นเสา!”
รูคไม่ถาม ถอยทันทีด้วยแรงกระแทกเกราะหนัก โวร่าที่เพิ่งลุกได้กระโดดเกาะโครงเหล็กข้างเสาและดึงตัวขึ้นจากพื้นเปียกในจังหวะเดียว
“แจ็กซ์ ตอนนี้!”
แจ็กซ์โยนเครื่องมือเล็ก ๆ ติดใบตัดขึ้นไปอย่างแม่นอย่างไม่น่าเชื่อ เครื่องนั้นเกาะสายไฟด้านบนแล้วหมุนใบตัด เสียงแหลมดังขึ้นหนึ่งวินาที
สายไฟขาด
ตกลงสู่พื้นน้ำขังตรงปากโพรง
แสงไฟฟ้าสีน้ำเงินขาวระเบิดออกมาทันที กระแสแล่นผ่านน้ำและร่าง โรช ที่ยังดิ้นอยู่ กลิ่นไหม้ฉุนรุนแรงปะทะจมูก ทุกคนถอยหรือยกเท้าพ้นพื้นทันอย่างหวุดหวิด เซิร์กลิงสองตัวที่กำลังไต่ขึ้นปากโพรงชักกระตุกแล้วตกกลับลงไปในความมืด เสียงคำรามของ โรช เปลี่ยนเป็นเสียงกรอดต่ำก่อนร่างหนักของมันกระตุกครั้งสุดท้ายแล้วแน่นิ่ง
ความเงียบหลังไฟฟ้าดับลงหนักกว่าการต่อสู้
น้ำบนพื้นยังมีควันบาง ๆ ลอยขึ้น กลิ่นเนื้อไหม้กับสารเคมีตีขึ้นจนคาเอลต้องกลั้นหายใจ โวร่าปล่อยตัวลงจากเสาอย่างเงียบ ๆ แต่ตอนลงเท้าขวาของเธอสะดุดเล็กน้อย คาเอลเห็น เธอเจ็บซี่โครงหรือสะโพกจากแรงกระแทกเมื่อครู่ แต่ไม่พูด
รูคมองซาก โรช
แล้วมองคาเอล
“นายเคยสู้กับตัวนี้มาก่อน?”
“ไม่”
“แล้วทำไมถึงรู้จุดอ่อน”
“ฉันแค่เดา”
รูคเดินเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว
“เดา?”
คาเอลสบตาเขา
“ใช่”
รูคจ้องเขานานพอให้คำว่าโกหกแขวนอยู่ระหว่างทั้งคู่โดยไม่ต้องพูดออกมา
เวลเข้ามาขัดด้วยเสียงที่ยังสั่นเล็กน้อยจากอะดรีนาลีน
“ไม่ว่าเขาจะเดาหรือไม่ ถ้าเมื่อกี้ไม่ทำตาม เราเสียอย่างน้อยสองคน”
“ฉันรู้” รูคพูด
“นั่นแหละปัญหา”
คาเอลไม่ตอบ
เพราะเขาเข้าใจ
ถ้าเขาผิด ทุกคนอาจตาย
แต่เขาถูก
และการถูกของเขาทำให้คนกลัวมากกว่าเดิม
นิกซ์ยังนั่งอยู่กับพื้น แจ็กซ์กอดไหล่เขาไว้แน่น เด็กหนุ่มหายใจติดขัด ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ไม่ใช่เพราะกลัว โรช อย่างเดียว เขามองซากสัตว์ประหลาดตัวใหญ่แล้วกระซิบเบามาก
“มันเจ็บ”
แจ็กซ์ขมวดคิ้ว
“อะไรเจ็บ”
“มัน” นิกซ์มอง โรช
“ตอนโดนไฟดูดมัน…ผมรู้สึกด้วย”
ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
อุปกรณ์หลังหูของนิกซ์ส่งเสียงเตือนต่ำ
คาเอลคุกเข่าลงตรงหน้าเขา พยายามทำให้เสียงตัวเองนุ่มที่สุดเท่าที่ยังทำได้
“นิกซ์ มองฉัน”
เด็กหนุ่มค่อย ๆ หันมา
ม่านตาของเขายังผิดรูปเล็กน้อย แต่น้ำตาทำให้เขาดูเป็นมนุษย์มากกว่าสิ่งใดในห้องนี้
“นายไม่ใช่มัน” คาเอลพูด
นิกซ์ส่ายหน้า
“แต่ผมได้ยินมันตาย”
คำตอบนั้นทำให้คาเอลเจ็บลึกแบบที่ไม่มีเวลารักษา
เสียงจากโพรงเงียบไปชั่วคราวหลังไฟฟ้าช็อต แต่ไม่ใช่เงียบแบบจบ มันเป็นเงียบแบบฝูงกำลังถอยกลับไปประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น
เคดติดต่อผ่านวิทยุ เสียงแตกพร่า
“รายงาน”
รูคกดรับ
“พบโพรงใต้ดิน ยืนยันมีการเคลื่อนไหวของพวกมัน เรากำจัดเซิร์กลิ่งไปหลายตัว พบโรชหนึ่งตัวและกำจัดไปแล้ว ตอนนี้มีผู้บาดเจ็บหนึ่งนาย”
เสียงปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“ปิดโพรงได้ไหม”
รูคมองปากโพรงขนาดใหญ่ที่ยังหายใจอยู่ในความมืด
“ไม่สามารถทำได้ด้วยอุปกรณ์ที่มีตอนนี้”
คาเอลมองไปรอบ ๆ
โครงสร้างห้องเสียหายเกินไป ถ้าระเบิดปิดตอนนี้อาจทำให้ชั้นบนทรุด ถ้าไม่ปิด พวกมันมีทางขึ้น หากใช้ไฟฟ้าซ้ำได้อีกไม่กี่ครั้งก่อนระบบพัง ถอยขึ้นไปตั้งแนวตรงผนังลับน่าจะดีที่สุด แต่โพรงย่อยทางตะวันตกยังเป็นปัญหา
เขาหันไปทางกำแพงที่เขาเคยชี้
เสียงครืดเบา ๆ ยังอยู่
ใกล้ขึ้น
เขาพูดก่อนที่ตัวเองจะลังเล
“เราต้องถอยขึ้นไป แล้วล็อกผนังลับ แต่ก่อนถอยต้องทำเครื่องหมายโพรงย่อยด้านตะวันตก มันอาจอ้อมขึ้นหลังห้องคัดแยก”
รูคมองเขา
“นี่ นายสั่งฉัน?”
คาเอลนิ่งไป
เสียงประตู B7 ดังขึ้นในหัวทันที
ปัง
เขาเกือบถอยคำพูด
เกือบบอกว่าไม่ใช่
แต่ถ้าเสียเวลาเพราะกลัวคำว่าสั่ง คนด้านบนอาจตาย
เขากลืนน้ำลาย รสเลือดจากแผลบนแก้มไหลเข้าปาก
“ผมบอกสิ่งที่ผมเห็น และดีที่สุดในสถานการณ์นี้”
รูคจ้องเขาอีกวินาที
แล้วหันไปสั่งทหาร
“ทำตามที่เขาบอก ทีมถอยเป็นชั้น แจ็กซ์ ทำอะไรสักอย่างกับประตูผนังลับให้ปิดจากด้านบนได้ เวล ส่งตำแหน่งที่เขาบอกให้เคด”
แจ็กซ์พยักหน้ารัว ๆ
“ได้ ได้ ทำได้ ถ้าระบบเก่านี่ไม่เกลียดผมเกินไป”
เวลส่งข้อมูลขึ้นไปด้วยมือสั่นเล็กน้อย เขามองคาเอลแวบหนึ่งก่อนหันกลับไปทำงาน สายตานั้นไม่ได้มีแค่ความกลัว มันมีความสนใจ และบางทีสิ่งนั้นน่ากลัวกว่าปืนของรูคด้วยซ้ำ
พวกเขาถอยขึ้นบันไดอย่างเป็นระบบ รูคกับทหารที่เหลือปิดท้าย โวร่าฝืนเดินนำใกล้คาเอลแม้เจ็บ แจ็กซ์พยุงนิกซ์ขึ้นไปทีละขั้น เสียงจากโพรงดังตามหลังมาเป็นระยะ ไม่ใช่ไล่ล่า แต่เหมือนอะไรบางอย่างกำลังขยับตำแหน่งใหม่หลังจากบทเรียนแรก
เมื่อถึงชั้นทางเดินลับ แจ็กซ์รีบต่ออุปกรณ์เข้ากับแผงกลไกผนัง มือเขาเปื้อนเลือดของนิกซ์และคราบน้ำมันจนแยกไม่ออก สีหน้าเครียดจัด
“เร็วสิ เร็วสิ ไอ้ของเก่าเอ๊ย เปิดได้ก็ต้องปิดได้สิ อย่าทำตัวเป็นประตูปรัชญาตอนนี้”
เสียงข้างล่างดังขึ้น
ครืด
ครืด
ครืด
คราวนี้ถี่กว่าเดิม
รูคหันปืนลงบันได
“แจ็กซ์”
“รู้แล้ว!”
นิกซ์ทรุดลงอีกครั้งตรงพื้นทางเดิน เขากุมหัว หายใจถี่
“มันไม่ขึ้นทางนี้…”
คาเอลหันไปทันที
“อะไรนะ”
นิกซ์เงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ
“มันจะอ้อม…ทางที่พี่บอก”
ทางตะวันตก
หลังห้องคัดแยก
มิเลีย
คาเอลรู้สึกเลือดในตัวเย็นวาบ
ในหัวเขา แผนผังฐานเปิดออกเองโดยไม่มีจอ เขาเห็นห้องคัดแยก เห็นทางเดินด้านหลัง เห็นช่องท่อเก่าที่เชื่อมกับโพรงย่อย ถ้าพวกมันขึ้นตรงนั้น จะออกใกล้เขตกักกันสีเหลืองและห้องที่มิเลียอยู่มากกว่าทางนี้
รูคเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยน
“อะไร”
คาเอลหันไปทางวิทยุของเวล
“เตือนห้องคัดแยกเดี๋ยวนี้ ให้ถอยออกจากผนังตะวันตกทั้งหมด!”
เวลรีบกดวิทยุ
“ฐานหลัก นี่ทีมล่าง แจ้งเตือน—”
เสียงสัญญาณแตกพร่า
ซ่า—
ไม่มีคำตอบ
เวลกดซ้ำ
“ฐานหลัก ได้ยินไหม ถอยจากผนังตะวันตกเดี๋ยวนี้!”
ยังมีแต่เสียงซ่า
แจ็กซ์สบถลั่น
“โพรงมันบังสัญญาณ!”
คาเอลไม่รอพวกเขา
ตอนนี้เขารู้เพียงว่าต้องวิ่ง กลับไปให้เร็วที่สุด
“คาเอล!” รูคตะโกน
แต่เขาออกตัวไปแล้ว
ทางเดินชั้นใต้ดินยาวและลื่น แสงไฟกะพริบทำให้ทุกอย่างเป็นภาพตัดสลับระหว่างขาวกับดำ รองเท้าของเขาเหยียบน้ำขังแตกกระเซ็น เสียงหัวใจตัวเองดังในหูจนเกือบกลบทุกอย่าง แต่เสียงใต้พื้นยังอยู่ มันเลื้อยไปทางตะวันตก เร็วขึ้น ใกล้ขึ้น
เขาไม่ได้คิดว่ารูคตามมาหรือไม่
ไม่ได้คิดว่าคำสั่งถูกหรือผิด
คิดแค่ว่าห้องนั้นมีมิเลีย
และถ้าเขาไปไม่ทัน ประตูอีกบานจะปิดลงในหัวเขาตลอดชีวิต
เสียงผู้หญิงดังขึ้นในความมืดของความคิด
สั้น เย็น และคม
“ทางซ้าย”
คาเอลสะดุ้ง แต่ร่างกายเลี้ยวก่อนสมองจะถาม
กรงเล็บหนึ่งพุ่งทะลุผนังท่อด้านขวาออกมาตรงตำแหน่งที่เขาจะวิ่งผ่านถ้าไม่เลี้ยว เสียงโลหะฉีกดังแสบหู เซิร์กลิงตัวหนึ่งพยายามมุดออกจากท่อแคบ คาเอลไม่หยุด เขาฟาดท่อนเหล็กที่ยังถืออยู่เข้าใส่ข้อต่อขาหน้ามันเต็มแรงจนมันเสียหลัก แล้ววิ่งผ่านไป
เสียงนั้นหายไป
เหลือเพียงลมหายใจของเขา
ผู้หญิงคนนั้นคือใคร
เขาไม่มีเวลาถาม
สุดทางเดิน ประตูฉุกเฉินสู่โซนห้องคัดแยกอยู่ตรงหน้า ไฟเหนือประตูกะพริบสีเหลือง เขาผลักมันเปิดออกด้วยไหล่ แรงกระแทกทำให้ซี่โครงเจ็บแปลบ แต่เขาไม่สน
เสียงกรีดร้องดังมาจากอีกฝั่งทันที
ห้องคัดแยกด้านตะวันตกกำลังวุ่นวาย ผู้รอดชีวิตในชุดสีเหลืองถูกเจ้าหน้าที่พยายามพาออกจากแนวผนัง แต่ช้าเกินไป ผนังคอนกรีตด้านหนึ่งมีรอยร้าวยาวแล้ว น้ำสีดำซึมออกมาตามรอยแยกเหมือนเลือดจากแผลในอาคาร ทหารสองคนยกปืนเล็ง แต่ยังไม่กล้ายิงเพราะผู้รอดชีวิตอยู่ใกล้เกินไป
มิเลียอยู่ตรงนั้น
เธอกำลังพยายามดึงเด็กคนหนึ่งออกจากเตียงตรวจ มือข้างหนึ่งประคองหลังเด็ก อีกข้างจับแขนแม่ของเด็กที่ร้องไห้ไม่หยุด เธอไม่ได้เห็นคาเอลในทันที
คาเอลเห็นรอยร้าวขยาย
เห็นทิศที่ผนังจะแตก
เห็นว่าถ้าแตกตอนนี้ เศษคอนกรีตจะพุ่งใส่มิเลียก่อนสิ่งมีชีวิตจะออกมาเสียอีก
“มิเลีย ถอย!”
เธอหันมา
ดวงตาเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นเขา
ในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ผนังแตก
เซิร์กลิงสองตัวพุ่งออกมาพร้อมเศษคอนกรีตและกลิ่นดินเน่า ทหารยิงทันที กระสุนสาดเข้าใส่ตัวแรกจนมันล้ม แต่ตัวที่สองกระโจนผ่านควันเข้าหากลุ่มผู้รอดชีวิต
คาเอลพุ่งชนมิเลียออกด้านข้างก่อนเศษคอนกรีตก้อนใหญ่จะกระแทกจุดที่เธอเพิ่งยืน ทั้งคู่ล้มลงบนพื้นเย็น เขารู้สึกแรงกระแทกผ่านหัวไหล่ รู้สึกเส้นผมของเธอสัมผัสปลายคาง กลิ่นยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นเหงื่อของเธอชัดขึ้นในลมหายใจเดียว
เธออยู่ใต้ตัวเขาครึ่งหนึ่ง
เขาอยากหยุดตรงนั้นเพียงเสี้ยววินาที
อยากแน่ใจว่าเธอยังหายใจ
แต่เสียงกรีดร้องข้างหลังบังคับให้เขาลุกทันที
เซิร์กลิงตัวที่สองกำลังพุ่งเข้าหาแม่ลูกคู่เดิม คาเอลไม่มีอาวุธดีพอ ไม่มีเวลา ไม่มีระยะ เขาคว้าเศษเหล็กจากขอบเตียงตรวจที่พังขึ้นมา แล้วปาออกไป ไม่ได้ปาใส่ตัวมัน แต่ปาใส่ไฟฉุกเฉินเหนือหัว
โคมไฟแตก
ประกายไฟตกลงบนละอองน้ำยาฆ่าเชื้อที่รั่วจากถังข้างผนัง เกิดแสงวาบและควันฉุน เซิร์กลิงชะงักเพราะแสงและกลิ่น เศษวินาทีนั้นพอให้ทหารยิงซ้ำเข้าด้านข้าง ล้มมันลงก่อนถึงตัวเด็ก
มิเลียลุกขึ้นด้วยสีหน้าซีด
“นายรู้ได้ยังไงว่ามันจะออกตรงนี้”
คาเอลหันมามองเธอ
เขายังหอบ เลือดจากแก้มไหลลงคาง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ
“ฉันได้ยิน”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้ามิเลียเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะเธอไม่เชื่อ แต่เพราะเธอเชื่อมากพอจะกลัวสิ่งที่คำพูดนั้นหมายถึง
รูควิ่งเข้ามาตามหลังพร้อมโวร่า เวล และแจ็กซ์ที่พยุงนิกซ์อยู่ เคดกับทหารอีกชุดตามมาจากทางหลัก ชั่วขณะหนึ่ง ห้องคัดแยกกลายเป็นสนามรบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยควัน ฝุ่น เศษคอนกรีต เสียงร้องของผู้รอดชีวิต และกลิ่นเนื้อไหม้จากเซิร์กลิงที่ถูกยิง
เคดมองรูบนผนัง
มองซากเซิร์กลิง
มองคาเอล
แล้วมองมิเลียที่ยังยืนใกล้เขาเกินกว่าคำสั่งทหารจะอนุญาต
“ทุกคนออกจากโซนนี้” เคดสั่ง
“ปิดผนังกั้นสองชั้น แจ้งฐานว่านี่ไม่ใช่การแทรกซึมจุดเดียว มันมีเครือข่ายใต้ฐาน”
ทหารเริ่มเคลื่อนผู้รอดชีวิตออกทันที เสียงคนร้องไห้ เสียงสั่งการ เสียงรองเท้ากระทบพื้น กลับมาเติมห้องจนเกือบเหมือนมนุษย์ยังควบคุมสถานการณ์ได้
แต่ไม่มีใครในทีมเชื่อแบบนั้นแล้ว
นิกซ์ทรุดนั่งกับพื้นอีกครั้ง เขามองรูบนผนังด้วยแววตาแตกสลาย
“มันไม่ได้บุกมั่ว…”
เขาพูดเบามาก แต่ทุกคนใกล้พอจะได้ยิน
“มันลองทาง”
คาเอลมองเขา
“ลองทาง?”
นิกซ์พยักหน้า น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง
“มันอยากรู้ว่าเราตอบสนองยังไง”
ความเงียบหลังประโยคนั้นทำให้เสียงวุ่นวายรอบห้องเหมือนถอยไกลออกไป
รูคค่อย ๆ หันมามองคาเอล
“เหมือนที่นายทำกับมัน”
คาเอลไม่ตอบ
เพราะเขาคิดแบบนั้นพอดี
พวกมันส่งตัวเล็กขึ้นมา ทดสอบปืน ทดสอบไฟฟ้า ทดสอบการตอบสนองของฐาน ทดสอบเขา
ฝูงเริ่มฉลาด
หรือบางสิ่งที่สั่งฝูงฉลาดอยู่แล้ว
เวลมองอุปกรณ์ในมือซึ่งขึ้นข้อมูลผิดพลาดเป็นระยะ สีหน้าของเขาเหมือนเพิ่งพบว่าตัวเลขทั้งหมดที่พึ่งมาตลอดคืนอาจไม่ทันต่อสิ่งที่กำลังเกิด
“เราต้องรายงานท่านนายพลเมมฟิส”
เคดตอบทันที
“ฉันรายงานไปแล้ว และเขาจะสั่งย้ายผู้รอดชีวิตออกจากโซนตะวันตก”
“ไม่พอ” คาเอลพูด
ทุกคนหันมามองเขา
เขารู้สึกถึงน้ำหนักของสายตาเหล่านั้นทันที
ทหารแบล็กแองเคอร์
แจ็กซ์
โวร่า
นิกซ์
มิเลีย
เขาไม่อยากพูดต่อ
ไม่อยากยืนอยู่กลางสายตาที่รอคำตอบจากเขาเหมือนรอคำสั่ง
แต่ถ้าไม่พูด ภาพในหัวจะกลายเป็นศพจริง
เขาหลับตาลงหนึ่งวินาที
เห็นแผนผังฐาน
เห็นโพรงหลัก
เห็นโพรงย่อย
เห็นจุดที่เซิร์กลิงใช้ขึ้นมา
เห็นจุดที่ โรช ตายใต้ฐาน
เห็นทิศของฝูงที่ถอยหลังไป
เห็นช่องที่มันจะลองทดสอบต่อไป
เขาลืมตา
“มันจะไม่โจมตีทางนี้ซ้ำทันที” เขาพูดช้า ๆ
“ทางนี้ถูกเปิดเผย และเรารู้เรื่องโพรงแล้ว พวกมันจะเปลี่ยนไปยังจุดที่เรายังคิดว่าปลอดภัย”
เคดมองเขานิ่ง
“จุดไหน”
คาเอลมองแผนผังบนจอข้างผนังที่เพิ่งเปิดขึ้นจากระบบฉุกเฉิน
เขาชี้ไปยังส่วนใต้ห้องพยาบาลสีเหลือง
“ตรงนั้น”
เวลขมวดคิ้ว
“ไม่มีสัญญาณ”
“นั่นแหละเหตุผล”
รูคมองเขา
“เหตุผลอะไร”
คาเอลหันมาสบตาเขา
“ถ้าผมเป็นมัน ผมจะเลือกจุดที่เครื่องของคุณไม่เห็น”
คำพูดนั้นหลุดออกไปแล้ว
และทันทีที่พูดจบ คาเอลก็รู้สึกเหมือนอุณหภูมิในห้องลดลง
มิเลียมองเขานิ่ง
แววตานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความกลัวอย่างเดียว
แต่มันเหมือนกำลังมองหาใครบางคนที่ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตา
“เมื่อก่อนนายไม่เคยเลือกภารกิจก่อนคนเลย…”
คาเอลชะงัก
ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เสียงในห้องคัดแยกเหมือนหายไปไกล
เหลือเพียงเสียงฝนจำลองที่ตกกระทบพื้นโลหะ
แสงนีออนสีฟ้าของล็อบบี้ใน Reality Sync สะท้อนผ่านพื้นกระจกเปียก ผู้เล่นคนอื่นออกจากระบบไปหมดแล้วหลังภารกิจล้มเหลว
แต่ร่างหนึ่งยังยืนอยู่หน้าเขตถอนกำลังที่กำลังปิด
“เฮ้! นายจะออกไหม!”
เสียงใครบางคนดังผ่านระบบสื่อสาร
ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำหันกลับไปมองทางเดินที่กำลังถล่ม
“ก็ยังมีคนอยู่ไม่ใช่เหรอ”
แล้วเขาก็วิ่งย้อนกลับเข้าไป
ภาพทั้งหมดแตกสลายหายไปพร้อมเสียงสัญญาณเตือนในห้องคัดแยก
คาเอลขมวดคิ้วช้า ๆ เหมือนพยายามคว้าบางอย่างที่เลือนหาย
“เดี๋ยว…เธอเคย—”
“ทุกคนออกจากโซนนี้ เดี๋ยวนี้!”
เสียงของเคดตัดขึ้นอย่างเฉียบขาด
ความวุ่นวายกลับเข้ามาในห้องทันที
“เวล ส่งทีมตรวจห้องพยาบาลสีเหลืองเดี๋ยวนี้ รูค เอาคนไปตั้งแนว แจ็กซ์ ดูระบบผนังกั้นว่าปิดส่วนนี้ถาวรได้ไหม โวร่า คุ้มกันเขา”
โวร่าเอียงคอเล็กน้อย
“เขาไหน”
เคดมองคาเอล
“คนที่คิดเหมือนฝูง”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำด่า
แต่มันเจ็บกว่าคำด่า
คาเอลมองพื้น เลือดจากแก้มหยดลงบนกระเบื้องสีขาวหนึ่งหยด แตกเป็นวงเล็ก ๆ เหมือนรอยที่ล้างออกได้ง่าย
แต่เขารู้ว่าบางอย่างล้างไม่ออกแล้ว
มิเลียเดินเข้ามาใกล้
คราวนี้เธอแตะมือเขา
เพียงปลายนิ้ว
สั้นมาก
ก่อนจะปล่อย
แต่ความอบอุ่นนั้นทำให้เสียงทั้งหมดในหัวเบาลงเพียงพอให้เขาหายใจได้อีกครั้ง
“นายยังเป็นนายอยู่” เธอพูดเบามาก
คาเอลมองเธอ
อยากเชื่อ
อยากเชื่อมากจนเจ็บ
แต่ก่อนเขาจะตอบ เสียงประกาศจากระบบฐานดังขึ้นทั่วห้อง
“ตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างใต้ฐานหลายตำแหน่ง”
“กำลังเข้าสู่สถานะปิดกั้นบางส่วน”
“คำเตือน: สัญญาณใต้พื้นดินไม่สามารถระบุจำนวนได้”
ไฟในห้องกะพริบ
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
แล้วจอทุกจอรอบห้องเปลี่ยนเป็นภาพแผนที่ใต้ฐานที่ค่อย ๆ ถูกจุดแดงใหม่เพิ่มขึ้นทีละจุด
ไม่ใช่สิบ
ไม่ใช่ยี่สิบ
แต่มากขึ้นเรื่อย ๆ
เหมือนใต้ฐานทั้งหมดกำลังตื่นหลังจากแกล้งหลับมานาน
นิกซ์ยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างแล้วร้องออกมา
“มันได้ยินเราแล้ว…”
เสียงเขาสั่นจนแทบแตก
“ไม่ใช่แค่ผม…”
ทุกคนหันไปหาเขา
นิกซ์มองคาเอลทั้งน้ำตา
“มะ มันได้ยินพี่ด้วย”
คาเอลนิ่งไป
ในวินาทีนั้น เสียงกรีดร้องของผู้รอดชีวิต เสียงคำสั่งทหาร เสียงสัญญาณเตือน และเสียงเครื่องจักรทั้งหมดเหมือนถูกดูดออกจากห้อง เหลือเพียงเสียงต่ำลึกจากใต้ฐานที่เคลื่อนผ่านพื้นขึ้นมาถึงกระดูกเท้า
ไม่ใช่เสียงสัตว์
ไม่ใช่เสียงฝูง
แต่เป็นความเงียบที่มีเจตนา
ความเงียบที่รอคำตอบ
จอหลักกะพริบอย่างรุนแรง ข้อมูลบนแผนที่ใต้ฐานแตกเป็นเส้นรหัสสั้น ๆ ก่อนระบบจะพยายามประมวลผลใหม่ เวลพุ่งเข้าคอนโซล กดคำสั่งซ้ำ ๆ แต่หน้าจอไม่ตอบสนองทันที
“ระบบควบคุมชั้นล่างค้าง!” เขาตะโกน
“ระบบรักษาความปลอดภัยไม่รับคำสั่งฉันเลย!”
เคดหันไปทันที
“รีบูตสิ”
“กำลังทำ แต่มัน—”
ไฟทั้งห้องดับพรึบ
ความมืดกลืนทุกอย่าง
เสียงปืนถูกยกขึ้นพร้อมกันในความมืด เสียงโลหะกระทบเกราะ เสียงคนหายใจสะดุด เสียงเด็กในห้องข้าง ๆ กรีดร้อง
แล้วไฟฉุกเฉินสีขาวก็สว่างขึ้นแทน
ไม่ใช่สีแดงของภัยพิบัติ
ไม่ใช่สีเหลืองของการกักกัน
แต่เป็นสีขาวซีดแบบเดียวกับห้องคัดแยกพิเศษ
จอทุกจอในห้องเปิดขึ้นพร้อมกัน
ไม่มีแผนที่
ไม่มีข้อมูลผู้ป่วย
ไม่มีสถานะฐาน
มีเพียงข้อความเดียวที่กะพริบช้า ๆ
ตรวจพบสัญญาณผู้บัญชาการ
คาเอลรู้สึกเลือดในตัวหยุดไหลไปชั่วขณะ
ทุกคนหันมาที่เขา
มิเลียยังยืนใกล้เขา
แต่ปลายนิ้วของเธอไม่ได้แตะมือเขาแล้ว
เสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
มันเบา สั้น เย็นเฉียบ
“อย่าขยับ”
คาเอลไม่ขยับ
จอทั้งหมดกะพริบอีกครั้ง
ระบบรักษาความปลอดภัย: หยุดทำงาน
การควบคุมภายในฐาน: ถูกระงับ
กำลังรอการยืนยันสิทธิ์
เวลถอยจากคอนโซลช้า ๆ ใบหน้าเขาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่มีใครควบคุมระบบได้แล้ว”
รูคยกปืนขึ้นเล็กน้อย
ไม่เล็งคาเอลเต็ม ๆ
แต่พอให้ทุกคนเห็น
เคดไม่สั่งให้ลดปืน
มิเลียหันไปมองรูค ดวงตาเธอแข็งขึ้น แต่ครั้งนี้เธอเองก็สั่น
คาเอลยืนอยู่กลางแสงสีขาว
เลือดที่แก้มยังไหลช้า ๆ
กลิ่นควัน กลิ่นดินเน่า กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นความกลัวของมนุษย์รวมกันจนหายใจลำบาก
เขาอยากพูดว่าเขาไม่ได้ทำ
อยากบอกว่าเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
อยากถามเสียงผู้หญิงในหัวว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงเตือนเขา ทำไมระบบถึงฟังเขา ทำไมใต้ฐานถึงเหมือนกำลังรอ
แต่ปากเขาไม่ขยับ
เพราะในจังหวะนั้น จอทุกจอรอบห้องเปลี่ยนข้อความอีกครั้ง
ตัวอักษรสีขาวซีดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละตัว พร้อมเสียง
"ตรวจพบสิทธิ์การควบคุมระดับสูง"
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
เงียบเหมือนทั้งฐานกำลังรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป