เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 7 เสวี่ยหยาง (100%)

    เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว ขณะซู่มินกำลังนอนหลับ ดวงจิตของเด็กน้อยก็ถูกนำพาไปยังจุดเสินถิง ที่อยู่บริเวณกลางหน้าผากของตัวเอง ภายในจุดเสินถิงมีมังกรขาวที่มีเกล็ดวาววับเปล่าประกายเรือง ๆ ลอยตัวอยู่ เขาคือจิตวิญญาณเผ่ามังกร สัตว์เทพในตำนาน นามว่าเสวี่ยหยางซู่มินเป็นเด็กฉลาดและจิตใจดี หลังเสวี่ยหยางอธิบายว่าตนเป็นวิญญาณเทพที่กำลังบาดเจ็บ และจำเป็นต้องอาศัยร่างนางเป็นร่างสถิตเพื่อซับพลัง เด็กน้อยก็เข้าใจและยินยอมอย่างว่าง่าย“อาจารย์ อีกห้าวันข้าจะอายุครบหกขวบแล้ว ข้าอยากเริ่มเรียนวรยุทธ์เจ้าค่ะ”ร่างจิตของซู่มินกำลังยืนพูดคุยอย่างออดอ้อนกับวิญญาณมังกรขาวที่เริ่มสนิทสนมกัน“มินเอ๋อร์ เจ้าเป็นผู้มีพลังจิต ข้าจะฝึกเจ้าเป็นจอมเวท”“พลังจิต? จอมเวท?” ซู่มินเอียงคอน้อย ๆ ด้วยความสงสัย“พลังจิตคือพลังสัมผัสวิเศษของจิตวิญญาณ โดยมีจุดเสินถิงกลางหน้าผากเป็นแหล่งกำเนิดพลัง เมื่อคนผู้หนึ่งผสานพลังจิตเข้ากับพลังปราณจะกลายเป็นจอมเวท และจอมเวทคือผู้ใช้พลังจิตในการสร้างเวทอักขระ เช่นเวทโจมตี เวทป้องกัน หรือเวทสร้างสิ่งของวิเศษเหมือนถุงวิเวทของพี่ชายเจ้า”“จอมเวทของเผ่ามนุษย์แบ่งออกเป็นสี่ระดับคือระดับก่อจิต ระดับหลอมจิต ระดับจิตเทพ และระดับมหาเทวะ จอมเวทระดับก่อจิตมีรูปแบบเวทอักขระที่ต้องจำเก้าสิบบท ระดับหลอมจิตสี่ร้อยเก้าบท ระดับจิตเทพหนึ่งพันบท และจอมเวทระดับมหาเทวะคือผู้ที่สร้างเวทอักขระเฉพาะตัวได้ไม่สิ้นสุด”“ในแดนมนุษย์อาจมีผู้เยี่ยมยุทธ์นับแสนคน แต่มีจอมเวทระดับมหาเทวะไม่ถึงหนึ่งพันคน ถ้าเปรียบเทียบฝีมือของจอมเวทกับจอมยุทธ์ในระดับเดียวกัน จอมเวทนับว่ามีฝีมือเหนือกว่าอย่างน้อยสองขั้น”พอได้ยินว่าจอมเวทเหนือกว่าจอมยุทธ์ เด็กน้อยก็ยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพูที่ฟันหน้าหายไปหนึ่งซี่ เพราะกำลังอยู่ในช่วงผลัดฟัน ทำให้ดูน่ารักและน่าขำเป็นอย่างยิ่ง“อาจารย์ ท่านจะสอนเวทอักขระให้ข้าใช่ไหม ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจฝึกจนเป็นมหาเทวะเลยเจ้าค่ะ”“ฮ่า ๆ ยายหนูน้อย เจ้าควรฝึกขั้นก่อจิตให้ผ่านเสียก่อน นั่งสมาธิกำหนดจิตให้สงบ ข้าจะถ่ายทอดภาพเวทอักขระทั้งเก้าสิบบทให้เจ้า จงจดจำทุกรายละเอียดให้ดี การสร้างเวทอักขระต้องวาดให้แม่นยำทุกเส้นสาย หากวาดผิดแม้เพียงเล็กน้อย ภาพเวทอักขระจะไร้ค่าทันที”ซู่มินรีบทำตามอย่างว่าง่าย ทิ้งกายลงนั่งในท่าสมาธิ ตั้งแต่ถูกพาเข้ามาในจุดเสินถิง อาจารย์มังกรจะสั่งให้นั่งสมาธิเพื่อฝึกการควบคุมจิตใจอยู่เป็นประจำเมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยนั่งนิ่งเข้าสมาธิอย่างตั้งใจ เสวี่ยหยางก็ชี้เล็บสีทองไปที่กลางหน้าผากของร่างจิต แสงสีขาวนวลปรากฏที่ปลายเล็บ แล้วซึมหายเข้าไปในจุดเสินถิงมังกรขาวจ้องมองความมุ่งมั่นของร่างเล็กด้วยความพอใจ ก่อนจะออกไปสวมวิญญาณตน เข้าครอบครองร่างเนื้อของศิษย์น้อยเหมือนเช่นทุกคืน นิ้วมือเล็กยกขึ้นวาดอักขระเวทสีทองเหนือหัว แล้วหลับตาเข้าสมาธิวงเวทอักขระสีทองหมุนวนช้า ๆ มันดูดพลังปราณฟ้าดินในอากาศ แล้วเทลงบนร่างเล็ก วิญญาณมังกรขาวดูดซับพลังปราณผ่านร่างเนื้อเข้าสู่แก่นวิญญาณอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่เสวี่ยหยางดูดซับพลังปราณฟ้าดิน ร่างเนื้อของซู่มินจะได้รับพลังปราณด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าเทียบพลังของเด็กน้อยในขณะนี้ ถือว่ามีระดับกำลังภายในอยู่ในขั้นที่ห้า แต่เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าวิญญาณตนสถิตอยู่ในร่างนี้ จึงลงอักขระเวทสะกดพลังไว้เมื่อรู้สึกถึงแสงสว่างของดวงตะวันส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง เสวี่ยหยางถอนดวงจิตกลับไปอยู่ในจุดเสินถิงตามเดิม เห็นว่าเด็กน้อยยังคงหลับตานั่งสมาธินิ่งก็เอ่ยเสียงเรียก“มินเอ๋อร์ เช้าแล้ว”ได้ยินเสียงอาจารย์เอ่ยเรียก ซู่มินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ปากเล็กส่งยิ้มหวานให้มังกรขาวตรงหน้าทันที“อาจารย์ ข้าจำภาพเวทอักขระได้สิบบทแล้วเจ้าค่ะ”“หืม..ช่วงเวลาแค่คืนเดียวเจ้าจดจำได้สิบบทแล้วรึ พรสวรรค์เจ้าช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ รอเจ้าจำได้ครบทั้งเก้าสิบบท ข้าจะสอนวิธีการวาดเวทอักขระให้เจ้า เจ้าเริ่มฝึกยุทธ์คู่ไปกับการฝึกเวทคาถาก็เป็นเรื่องดี เมื่อข้าปลดผนึกพลังของเจ้า ผู้อื่นจะได้ไม่สงสัย”“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะตั้งใจเรียนทั้งเวทและยุทธ์ให้เก่ง”มังกรขาวเสวี่ยหยางใช้ปลายหางลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนส่งดวงจิตนางออกจากจุดเสินถิงเมื่อร่างจิตกลับสู่ร่างเนื้อ ซู่มินรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายผ่านดูดซับพลังปราณฟ้าดินมาทั้งคืน คลื่นพลังที่แทรกซึมเข้าสู่ร่าง ทำให้มีพลังอย่างเหลือเฟือ แผนการออดอ้อนท่านตาให้สอนวรยุทธ์จึงเริ่มขึ้น                มื้อเช้าของทุกวัน ซู่หลันจะกินข้าวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างอยู่ในครัว แล้วรีบเข้าไปฝึกตนในป่าไผ่ ซู่มินกับสองตายายจะนั่งกินข้าวเช้าด้วยกันในช่วงสาย“ท่านตา อีกห้าวันข้าจะอายุครบหกปีแล้วเจ้าค่ะ”เด็กหญิงเอ่ยเสียงใส พร้อมปีนขึ้นไปนั่งบนตักชายชรา ที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มหลังจากกินข้าวเสร็จ“มินเอ๋อร์ของตากำลังจะโตขึ้นอีกปีแล้วรึ เวลาผ่านไปไวจริง ๆ ปีนี้เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นของขวัญ”“ข้าอยากฝึกยุทธ์เจ้าค่ะ ตอนนี้ร่างกายข้าแข็งแรงเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ แล้ว ท่านตาสอนข้าได้ไหมเจ้าคะ”“วิถีการฝึกยุทธ์ มีแต่ความยากลำบากและความเจ็บปวด เจ้ายังเล็กเกินไปที่จะเริ่มฝึกยุทธ์ รอให้โตอีกสักหน่อยค่อยว่ากัน”ซู่เซียวตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นเล็กน้อย หลานสาวบนตักทั้งตัวเล็กและอ่อนแอ เขาฝึกฝนหลานชายอย่างหนักเพื่อให้คอยปกป้องนาง ฉะนั้นนางตัวน้อยนี่ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่วิถีทางที่แสนลำบากซู่มินเดาได้แต่แรกแล้วว่าต้องโดนปฏิเสธ จึงมิได้แสดงท่าทีผิดหวังหรือไม่พอใจ ปากเล็กยิ้มหวานแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงน่ารัก “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ตอนแรกข้าเข้าใจผิด นึกว่าการฝึกยุทธ์สามารถฝึกท่าง่าย ๆ ได้ เพื่อเป็นการออกกำลังช่วยเสริมให้ร่างกายแข็งแรง และไม่กลับไปเจ็บป่วยง่ายเช่นเดิมอีก”ชายชราคิดตามคำพูดของหลานสาว ถ้ามิใช่ฝึกเพื่อใช้ต่อสู้ ก็ไม่จำเป็นต้องฝึกหนัก แต่ฝึกไปเรื่อย ๆ แบบไม่เร่งรีบเพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลังก็สามารถทำได้“ตกลง ตาจะสอนเพลงมวยเก้าทัพให้เจ้า เวลาการฝึกยุทธ์ของเจ้าจะแบ่งเป็นสองช่วง คือหลังกินข้าวเช้าเสร็จพักหนึ่งก้านธูปจึงเริ่มฝึกครึ่งชั่วยาม และจะฝึกอีกครึ่งชั่วยามหลังเจ้าตื่นนอนตอนบ่าย”“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านตา เราเริ่มฝึกกันวันนี้เลย ข้าเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว”เมื่อหลานสาวกระโดดลงจากตัก ซู่เซียวเพิ่งสังเกตเห็นว่า ชุดที่หลานสวมอยู่เป็นชุดกางเกงผ้าขายาวสีเทา มิใช่ชุดกระโปรงสีหวานเช่นทุกวันก็หัวเราะลั่น ดูเหมือนว่าเขาจะโดนยายตัวน้อยแสนฉลาดล่อหลอกได้สำเร็จอีกแล้ว