“อืม— เข้าใจแล้ว...”
เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะปิดโทรศัพท์ ใบหน้าที่ปรากฏรอยเหี่ยวย่นสามารถบ่งบอกถึงอายุได้ว่าชายคนนี้อายุไม่น้อยแล้ว ยิ่งเพิ่มรอยย่นมากขึ้นกว่าเดิมบริเวณหว่างคิ้ว
“มีอะไรเหรอครับท่านนายพล”
ชายสูงอายุอีกคนหนึ่งเอ่ยถาม แม้ว่าตัวเขานั้นจะอายุน้อยกว่าแต่ทว่าใบหน้าของเขานั้นกลับปรากฏรอยเหี่ยวย่นมากกว่าชายคนแรกมากโข
“ไม่มีอะไรมาก แค่มีเื่ยุ่งยากนิดหน่อย แต่ไม่เป็ปัญหาอะไรมากหรอก ไม่ต้องกังวลไป”
‘ท่านนายพล’ ที่ชายคนที่สองเรียก นั่งจิบไวน์แดงราคาแพงก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน แต่ทว่าหัวคิ้วก็ยังคงหลงเหลือรอยย่นอยู่นิดนึง
“เหรอครับ...ว่าแต่ โครงการคราวนี้จะเอายังไงดีครับ”
ชายอีกคนถามท่านนายพลด้วยสีหน้าจริงจัง
“แล้วตอนนี้ถึงขั้นตอนไหนแล้ว”
“ตอนนี้กำลัง E-Bidding (การเสนอราคา) อยู่ครับ”
“งั้นเหรอ.....ก็เอาเหมือนเดิมแหละ แต่คราวนี้ระวังหน่อย อย่าให้มันประเจิดประเจ้อมากนัก ่นี้พวก สตน. ยิ่งตรวจสอบเยอะจนน่ารำคาญ ฉันี้เีไปอธิบาย”
‘ท่านนายพล’ ค่อย ๆ วางแก้วไวน์เปล่าลงบนโต๊ะ บริกรที่คอยยืนบริการอยู่นั้นเมื่อเห็นว่าแก้วไวน์ว่างเปล่าก็เทเสริฟโดยอัตโนมัติราวกับรู้ใจ
“ครับ— จะระวังครับ ท่านนายพลไม่ต้องห่วงเลยครับ ผมกำชับคนที่ออก คฉ. (คุณลักษณะเฉพาะ) ให้เขียนตามที่บอกเรียบร้อยครับ”
“งั้นเหรอก็ดี— โครงการคราวนี้เยอะซะด้วย อย่าให้พลาดละกัน....อ้อ— ทีหลังไม่ต้องเรียกฉันเต็มยศขนาดนั้นก็ได้ เพราะในวงการของพวกเรามีแค่พี่กับน้องเท่านั้น อีกอย่างเราก็จบจากที่เดียวกัน ก็เหมือนพี่น้องกันนั่นแหละ ฉันก็รุ่นเดียวกับพี่ชายนายนั่นแหละ ผ่านสนามรบมาด้วยกัน ดังนั้นนายก็เหมือนกับน้องของฉันนั่นแหละ”
‘ท่านนายพล’ คนนั้นนั่งมองชายคนนั้นที่เป็รุ่นน้องของตัวเองด้วยแววตาที่อ่านยาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนกะทันหันเป็สัณญาณว่ากำลังจะกลับ จนชายอีกคนถึงกับลุกขึ้นยืนแทบไม่ทัน
“ฉันกลับละ...ฝากทักทาย ไอ้ป๋องด้วยละกัน ตุลานี้ก็ขึ้นพลเรือตรีแล้วนี่”
“ครับ คำสั่งน่าจะออกปลาย ๆ เดือน”
“อืม— ฝากบอกอีกอย่างละกันว่าว่าง ๆ เดี๋ยวไปฉลองกัน แค่นี้ละไปละ”
“ครับ”
ว่าแล้ว ‘ท่านนายพล’ คนนั้นก็เดินออกจากห้องอาหารวีไอพี ของโรงแรมระดับห้าดาวออกไป ทิ้งไว้ให้ชายอีกคนยืนยิ้มอ่อน ๆ กับบริกรอีกสองสามคนในห้องนั้น
จากนั้นชายคนนั้นก็หันเอ่ยกับบริกรที่คอยยืนบริการอยู่ข้าง ๆ
“เดี๋ยวเช็คบิลเลยละกัน...”
ก่อนจะนั่งลงพร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งคุยกับท่านผู้นั้นเมื่อครู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
‘ถอยไม่ได้แล้ว คงต้องเดินหน้าต่อ’
-----------------
หลายวันผ่านไป—
ปารมีนั่งเหม่อมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างห้องแนะแนวที่เป็ห้องทำงานของเธอด้วยแววตาที่เหนื่อยล้า ซึ่งเธอก็เหนื่อยล้าจริง ๆ นั่นแหละ แต่ที่เหนื่อยน่าจะเหนื่อยใจเหนื่อยสมองมากกว่า เพราะว่าเธอมีอะไรที่ต้องให้คิดมากเหลือเกิน อีกทั้งผ่านไปไม่กี่วัน อยู่ ๆ เธอก็มีแฟนขึ้นมาซะงั้น แม้ว่าจะเป็เพราะสถานการณ์จำเป็ก็เถอะ สำหรับสาวโสดั้แ่เกิดอย่างเธอ ที่อยู่คนเดียวมาตลอดนั้น ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
‘อยากกลับบ้านไปนอนจัง’
ฉับพลันภาพที่เธอกอดแนบชิดกับนักรบตอนที่อาการแพนิคของเธอกำเริบก็แว้บขึ้นมาในหัว ทำให้ปารมีนั้นถึงกับใบหน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงััในวันนั้น
‘ให้ตายเถอะ— แกทำอะไรลงไป๊ ยัยปารมี’
ปารมีนั่งเอามือปิดใบหน้าที่ร้อนผ่าวพร้อมกับบ่นตัวเองในใจ หลังจากที่ตั้งสติและพยายามจะลืมภาพที่แสนน่าอายเ่าั้ เธอก็นั่งถอนหายใจพลางหันไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และสีหน้าเบื่อหน่ายก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
จากนั้นก็หันกลับมามองที่ปฏิทินตั้งโต๊ะที่มีรอยขีดฆ่าแบบวันต่อวัน สักพักสีหน้าที่เบื่อหน่ายก็เปลี่ยนเป็สดใสทันทีเมื่อเห็นว่า พรุ่งนี้จะเป็วันที่เธอมาทำงานเป็วันสุดท้ายของสัปดาห์ และวันหยุดสุดสัปดาห์ของเธอก็มาถึงอีกครั้งจนได้
“เฮ้อ— ร่าเริงไว้ปารมี มีวันทำงานฉันใด ก็มีวันหยุดฉันนั้น....สาธุ— .....”
สักพักเธอก็ได้ยินเสียงออดของโรงเรียนดัง พร้อมกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียนที่ค่อย ๆ ดังขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็สัณญาณบอกว่าเวลาในการสอบ่เช้าของเหล่าบรรดานักเรียนนั้นสิ้นสุดลงแล้ว
“อึบ— พักเที่ยงแล้ว กินข้าวดีกว่า”
ปารมีบิดี้เีทีนึงก่อนจะหันไปล้วงปิ่นโตข้าวเที่ยงของเธอออกมา และลุกขึ้นเตรียมไปกินข้าว ณ ที่ประจำของเธอ ลานตัวหนอนหูกระจงอันแสนจะเงียบสงบ ซึ่งเป็ที่ที่เธอค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ มันเป็พื้นที่ขนาดไม่กว้างนัก มีต้นหูกระจงต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านขยายใหญ่จนสามารถบดบังแสงแดดที่มีรังสีเป็อันตรายต่อผิวของหญิงสาวอย่างเธอได้ดี อีกทั้งยังมีโต๊ะม้าหินอ่อนชุดหนึ่งวางอยู่ที่ใต้ต้นหูกระจงทำให้เธอสามารถนั่งกินมื้อเที่ยงได้อย่างสบายใจ
ขณะที่ปารมีกำลังจะเดินไปกินข้าวเที่ยงอยู่นั้น เธอก็เห็นว่ามีรถที่ไม่คุ้นตา จอดอยู่ที่หน้าตึกเรียน 2 คัน คันแรกเธอไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะว่าเป็รถหรูซึ่งเป็ปกติอยู่แล้ว เพราะคนที่จะส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนที่มีค่าเทอมต่อปีสามารถซื้อบ้านได้เป็หลัง ๆ นั้นครอบครัวคงต้องมีเงินระดับล่ะ
แต่คันที่ทำให้เธอนั้นถึงกับชะงักนั้น เป็รถญี่ปุ่นที่ประดับตราโลหะราชการอยู่ที่หน้ารถ ซึ่งตรานั้นเป็ตราที่เธอนั้นคุ้นเคยเป็อย่างดี
ตราสัญลักษณ์ของกองทัพเรือ!!!
กองทัพเรือมาทำอะไรแถวนี้เนี่ย ปารมียืนครุ่นคิดอย่างหนัก อีกทั้งความหวาดระแวงก็เริ่มเพิ่มขึ้น สักพักเธอก็ได้ยินเสียงของ ผอ. โรงเรียนเธอนั้นกำลังเดินคุยกับใครบางคนอยู่ซึ่งเธอมองไม่เห็นหน้า เพราะเธอนั้นรีบแอบเข้าไปหลบในห้องห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตามสัณชาตญาณการระวังตัวของเธอ
“ไม่ต้องห่วงครับท่าน ผมจะดูแลให้เต็มที่เลยครับ”
เสียงนอบน้อมของ ผอ. โรงเรียนที่เธอทำงานอยู่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มของชายที่ดูจะมีอายุหน่อยตอบกลับไป พอเธอแอบดูเธอก็พบกับชายที่ดูภูมิฐานแต่อายุนั้นน่าจะเกินเกษียณไปนานแล้วเดินคุยอยู่กับ ผอ. พร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคน ซึ่งทั้งหมดนั้นเธอไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่แขกกิติมศักดิ์เ่าั้จะขึ้นรถไป
‘นี่มันบังเอิญงั้นเหรอ’
หลังจากมื้อเที่ยง ปารมีก็ได้แต่นั่งคิดเกี่ยวกับเื่นี้ตลอดทั้งบ่าย เพราะมันกวนใจปารมีจนเธอไม่สามารถที่จะสงบใจได้เลยแม้แต่น้อย
--------------------
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันสอบวันสุดท้ายเป็วันที่เหล่านักเรียนทุกชั้นปีต่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจ ที่การสอบมหาปะลัยได้ผ่านไปเสียที ปารมีนั่งมองนักเรียนที่ต่างก็ทยอยกลับบ้านนกันด้วยแววตาที่ครุ่นคิด หลังจากวันที่เธอเห็น ‘แขก’ ของ ผอ.โรงเรียนมาหา เธอก็ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่นิดเดียว มันเงียบสงบชอบกล จนเธอนั้นเริ่มกลัว
เสียงนักเรียนคุยกันเซ็งแซ่ถึงคำตอบของข้อสอบที่เพิ่งผ่านไป บ้างก็คุยกันว่าจะไปฉลองสอบเสร็จที่ไหนดี บ้างก็พุ่งตรงกลับบ้าน ซึ่งมันทำให้เธอนั้นนึกย้อนไปใน่ที่เธอนั้นยังอยู่ในวัยเรียน เป็ตอนที่เธอคิดว่าดีที่สุดแล้วในชีวิต ไม่ต้องคิดกังวลอะไรมากมาย คิดแค่เรียน ทำการบ้าน และสอบเท่านั้น
“จารย์— ยังไม่กลับเหรอครับ”
เสียงของแทนไทดังขึ้นท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียนหลายชั้นปีที่กำลังเดินลงจากตึกเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงทักทายของเขาอยู่ดี จึงหันไปมองเธอก็เห็นว่าแทนไทกำลังเดินมาหาเธอ พร้อมกับกีต้าร์ จอมทัพและมุมิน ที่กำลังเดินปิดท้าย
“เป็ไงทำข้อสอบได้มั้ย”
สิ้นคำถามของปารมี ก็ทำให้สีหน้าของแทนไทที่กำลังร่าเริง ถึงกับทำสีหน้าหวานอมขมกลืนเลยทีเดียว
“โห— จารย์ คำถามนี้มันยากยิ่งกว่าฟิสิกส์ม.ปลายอีกนะครับเนี่ย...อีกอย่างผมเป็พวกมองไปแต่ข้างหน้าเท่านั้น เื่ในอดีตที่มันผ่านไปแล้วผมไม่สนใจ ดังนั้นเราอย่าพูดเื่นั้นเลยนะครับ”
สีหน้าท่าทางราวกับจะเป็จะตายของแทนไท ทำให้ปารมีถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ มันทำให้จิตใจของเธอผ่อนคลายลงได้เยอะเลยทีเดียว
“แสดงว่าทำไม่ได้”
“ได้ทำครับ”
เสียงอ่อย ๆ ของแทนไทดังขึ้นพร้อมหน้ามู่ทู่ที่มองมายังปารมี เธอยิ้มพร้อมกับส่ายหัวด้วยความเห็นใจนิด ๆ ก่อนที่จะหันไปถามอีกสามคนที่เดินตามมาด้วย
“แล้วพวกเธอล่ะเป็ไง”
“ผมก็พอทำได้ครับ พอดีมันตรงกับที่ติวมาพอดี”
กีต้าร์พูดพร้อมกับขยับแว่นตากรอบหนาเตอะให้เข้าที่ สำหรับปารมีแล้วถ้ากีต้าร์คนนี้ถอดแว่นแล้วจัดทรงผมหน่อย เธอว่าเขาต้องป๊อบปูล่าแน่ ๆ
“แล้วพวกเธอล่ะ”
จากนั้นปารมีก็หันไปทางจอมทัพและมุมิน
“ก็พอทำได้นะคะ มีบางข้อที่ไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ก็— มินคิดว่าคงไม่ตกหรอกค่ะ”
มุมินหันมาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มตามสไตล์เธอ ส่วนจอมทัพนั้นปารมีสังเกตว่าเขานั้นสงบปากสงบคำผิดปกติ อีกทั้งสีหน้าก็ดูไม่ดีเท่าไหร่ แม้ว่าจะพอเดาได้ว่าทำไมจอมทัพถึงเป็อย่างนี้ แต่เธอก็พยายามทำตัวเหมือนปกติอย่างทุกที
“จอมทัพ— ไม่สบายเหรอ...หรือมีอะไรรึเปล่า ทำหน้าเครียดเชียว”
“ป่าวครับ”
เขาได้แต่ตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ทว่าในใจนั้นเขากลับรู้สึกบีบรัดอย่างบอกไม่ถูก ส่วนปารมีนั้นได้แต่ยิ้มแหย ๆ ไป เธอนั้นพอจะเข้าใจจอมทัพอยู่บ้างว่าเขารู้สึกยังไง เพราะถ้าเป็เธอเธอก็คงรู้สึกเหมือนกัน
ที่น้าของเขานั้นประกาศบอกว่ากำลังคบกับอาจารย์ที่เขารู้จัก ก็อย่างว่าแหละเป็น้าหลานกันก็ต้องหวงกันเป็ธรรมดา เธอก็อยากจะอธิบายให้จอมทัพเข้าใจเหมือนกันว่า มันไม่ได้เป็อย่างที่เขาคิด แต่สถานการณ์ตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะบอกแบบนั้นได้ เพราะมันจะดีกับเธอมากกว่าถ้าเธอยังอยู่ในสถานะคนรักของนักรบ
ต่างคนต่างความคิด ต่างความรู้สึก ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นอีกระหว่างจอมทัพกับปารมี ทำให้บรรยากาศเริ่มจะอึดอัดชอบกล
ครืด— ครืด—
เสียงโทรศัพท์ของแทนไทดังขึ้นทำลายบรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่ เมื่ออ่านข้อความที่เพิ่งได้รับมาเขาก็ต้องเบิกตากว้างพร้อมกับโพล่งออกมาอย่างรีบร้อน
“เฮ้ย— ...บหายแล้วไงล่ะ เกือบลืมแล้วมั้ยละ จารย์ครับผมกลับก่อนนะครับ ต้องรีบกลับไปเก็บของ”
“เก็บของ? จะไปไหนงั้นเหรอ”
ปารมีถามแทนไทด้วยสีหน้างง ๆ
“พอดีเย็นนี้ครอบครัวผมจะบินไปนิวยอร์คน่ะครับ กะว่าจะไปเที่ยวกัน....งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับ”
ว่าแล้วแทนไทก็รีบวิ่งปรู๊ดไปที่รถแวนสุดหรูที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ปารมีเห็นดังนั้นก็อึ้งเล็กน้อย ความอึดอัดความกังวลเมื่อครู่นั้นถึงกลับมลายหายไปพร้อมกับแผ่นหลังของแทนไทที่วิ่งไป พลางคิดในใจว่า นี่นะหรอ สังคมคนรวย
“งั้นผมก็ต้องรีบกลับแล้วครับ...ผมก็มีเดินทางเหมือนกัน สวัสดีครับอาจารย์”
กีต้าร์พูดขึ้นแล้วก็ไหว้เธอ จากนั้นก็เดินออกไป
“ตายแล้ว— จอมรอเราตรงนี้ก่อนได้มั้ย พอดีเราลืมของไว้บนห้องน่ะจ๊ะ”
อยู่ ๆ มุมินก็ร้องขึ้นมาอย่างใ ก่อนจะหันไปพูดกับจอมทัพด้วยสีหน้าตื่น ๆ จอมทัพที่ได้ยินดังนั้นเขาก็ชะงักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบมุมินไปอย่างจนใจ
“อืม— เดี๋ยวเรารอตรงนี้”
คล้อยหลังมุมินที่วิ่งขึ้นตึกเรียนไป บรรยากาศระหว่างปารมีกับจอมทัพก็เงียบขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศอึดอัดก็เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างปารมีกับจอมทัพ
เนื่องจากวันนี้เป็วันสุดท้ายของวันสอบ ทำให้นักเรียนที่สอบเสร็จแล้วนั้นทยอยกันกลับไปจนเกือบหมด เหลือไว้แต่นักเรียนบางคนที่เป็นักเรียนกิจกรรม หรือเป็คณะกรรมการนักเรียน จึงทำให้บรรยากาศตอนนี้ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่
“เอ่อ/เอ่อ”
ดูเหมือนว่าทั้งคู่นั้นจะทนกับบรรยากาศชวนหนักอึ้งไม่ไหวจึงตัดสินใจเอ่ยออกมา โดยที่เป็ความบังเอิญนักที่ทั้งคู่กลับเอ่ยออกมาพร้อมกันราวกับนัดกันมา
“อาจารย์ก่อนเลยครับ”
จอมทัพหันมามองปารมีที่ทำสีหน้าอึดอัดและเป็กังวลเขาก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับเป็ฝ่ายเอ่ยออกไปก่อน ส่วนปารมีนั้นเมื่อเห็นสีหน้านิ่งปนเศร้าของเขานั้น ทำให้เธอนั้นถึงกับพูดไม่ออก
“เอ่อ— คือ เื่ของครูกับน้าของเธอ.....”
เมื่อเขาได้ยินปารมีเอ่ยถึงน้าของเขานั้น เขาก็ถึงกับต้องเอ่ยสวนขึ้นมาเพื่อหยุดไม่ให้ปารมีพูดต่อ เพราะตอนนี้เขานั้นยังคงทำใจไม่ได้ แม้ว่าเขาจะบอกน้าเขาไปอย่างนั้น แต่ว่ามันก็ยากเหมือนกันที่จะทำใจจากการอกหักั้แ่ยังไม่ได้เริ่มอย่างเขา
“ไม่เป็ไรครับ....ผมเข้าใจ....เื่แบบนี้มันห้ามกันไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ผมรู้สึกช็อคนิดหน่อย...เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองครับ อาจารย์ไม่ต้องเป็ห่วง......”
ปึง!!!!โครม!!!!
ไม่ทันที่จอมทัพจะพูดจบก็มีเสียงโครมครามดังมาจาก้าตึกเรียน เนื่องจากนักเรียนทยอยกลับกันใกล้จะหมดแล้ว บรรยากาศตอนนี้จึงเงียบสงัดทำให้ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน
“เสียงอะไรน่ะ!!”
ปารมีลืมเื่ที่กำลังคุยกับจอมทัพเมื่อครู่ทันที เมื่อถูกเบี่ยงเบนด้วยเสียงโครมครามผิดวิสัย สักพักทั้งเธอและจอมทัพก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิงดังลงมาจากบันไดเรื่อย ๆ
“สมน้ำหน้า— โดนซะบ้าง...ฉันละเกลียดยัยนั่นจริง ๆ ชอบอ่อยเขาไปทั่ว”
ทั้งเธอและจอมทัพต่างก็หันมามองหน้าพร้อมกัน เมื่อทั้งคู่นั้นได้ยินบทสนทนาของผู้หญิงดังมาแว่ว ๆ จากบันได และเสียงฝีเท้าของพวกเธอนั้นกำลังเดินลงมาชั้นล่าง ยังที่ที่พวกเธอยืนอยู่
“นั่นมัน— เสียงของ.....”
ปารมีตาโตเมื่อเธอจำได้ว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้น เป็เสียงของใคร ส่วนจอมทัพนั้นไม่รีรอเขารีบวิ่งขึ้นไปบนตึกเรียนโดยทันที โดยสวนกับนักเรียนหญิงสามคนที่กำลังเดินลงบันไดมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก แต่เมื่อพวกเธอเห็นจอมทัพที่วิ่งผ่านพวกเธอไปพร้อมกับส่งสายตาคมกริบมาให้ ทำให้พวกเธอนั้นถึงกับชะงักค้างใบหน้าจืดเจื่อน และยิ่งเจื่อนซีดลงอีกเมื่อพวกเธอนั้นเห็นปารมียืนมองพวกเธอด้วยใบหน้าถมึงทึงขวางบันไดอยู่
“พวกเธอทำอะไร!!!”
มิเกล จินนี่ และลูกเกด ยืนหน้าเสียเมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของปารมี
ปัง!!!ปัง!!!
เสียงกระแทกประตูดังก้องมาจากชั้นบน เรียกความสนใจจากปารมีทำให้เธอนั้นละสายตาจากพวกมิเกล เมื่อสบโอกาสพวกมิเกลจึงตัดสินใจรีบวิ่งลงบันไดผ่านปารมีไปอย่างรวดเร็ว จนปารมีรั้งไว้ไม่ทัน
“เดี๋ยว!!!”
เสียงกระแทกประตูที่ดังมาเป็ระยะ ๆ นั้น ทำให้ปารมีนั้นตัดสินใจปล่อยนักเรียนหญิงสามคนที่มีท่าทีพิรุธนั้นไป และวิ่งตรงไปที่ต้นเสียงนั้นทันที
“วันสุดท้ายของเทอมแล้ว ยังจะมีเื่อีกเหรอเนี่ย!!!”
ปารมีสบถพร้อมกับรีบวิ่งไปด้วยความโมโห
โปรดติดตามตอนต่อไป