รถม้าชะลอจอดเทียบยังจุดพักม้าข้างโรงเตี๊ยมภายในป่านี่เป็ทางผ่านออกสู่ชายแดน ฟ้าสางแล้วทำให้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ถนัดตา ด้านหลังโรงเตี๊ยมคือทุ่งนากว้างขวางบริเวณนี้มีบ้านไม่กี่หลังตั้งห่างไกลกัน
“เราจะพักกันที่นี่คืนนี้ รุ่งสางวันพรุ่งจึงจะออกเดินทางอีกครั้ง”
นายท่านเพ่ยบอกคนคุ้มกันที่ติดตามมาไม่มากนัก นับๆ รวมก็ได้สิบสามคนองครักษ์เหล่านี้ล้วนติดตามเพ่ยเจาจิ้งมานานร่วมหัวจมท้ายกันมาก็มากไม่ว่าจะลำบากเพียงใดเพ่ยเจาจิ้งก็จะไม่ทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน และที่สำคัญคือเขาต้องใช้คนคุ้มกันเพื่อให้ไปถึงชายแดนตงเปียน เมื่อเข้าเขตเมืองเทียนตงทุกอย่างก็จะเรียบร้อย
“ท่านพี่กินอะไรสักหน่อยนะเ้าค่ะ”
ฮูหยินรองเดินเข้ามาใกล้สามี นางแต่งให้บุรุษผู้นี้มาเนิ่นนานั้แ่ชีวิตเขารุ่งโรจน์จนยามนี้ตกต่ำลงนางก็จะไม่ไปไหน อันว่าสตรีแต่งออกมาแล้วก็เป็คนของสามีไม่ว่าสามีจะสุขจะทุกข์หน้าที่ของนางคือคอยอยู่เคียงข้าง อีกทั้งลูกชายของนางยังเรียกเขาว่าบิดาแล้วจะให้นางทอดทิ้งเขาไปได้อย่างไร ฮูหยินรองจากสกุลฟาง ฟางเซียนแตะเข้าที่แขนของสามีเพื่อพาเขามานั่งยังโต๊ะ เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมกำลังจัดอาหารขึ้นโต๊ะอย่างเร่งรีบ สีหน้าเคร่งขรึมลงของเพ่ยเจาจิ้งทำเอาบรรยากาศโดยรอบกดดันขึ้นไปอีกขั้น
“เสี่ยวเอ้อ ทุ่งนาด้านหลังเป็ของผู้ใดหรือ” เสียงเอ่ยถามดังขึ้นพาให้ผู้คนสนใจ เพ่ยเอินถามหาเ้าของที่ดินด้านหลังโรงเตี๊ยมแห่งนี้ พวกเขาปลูกข้าวด้วยที่ดินมากมายขนาดนั้นต้องได้ผลผลิตดีแน่ๆ ในแต่ละปี
“ทุ่งนาด้านหลังเป็ของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมขอรับ”
“ปีหนึ่งปลูกข้าวได้ผลผลิตมากหรือไม่”
“ปีหนึ่งเก็บเกี่ยวข้าวได้มากขอรับ แต่ด้วยที่นี่ห่างจากเมืองหลวงอีกทั้งถนนหนทางไม่สู้ดีนักพวกเราจึงต้องตำข้าวเปลือกเองข้าวที่ได้จึงไม่ใช่ข้าวขาวแต่เป็ข้าวแดงผสมข้าวขาว ส่วนข้าวที่ใช้ในโรงเตี๊ยมเถ้าแก่จ้างเกวียนให้มาลากไปยังโรงสีในเมืองจึงได้มาเก็บไว้ใช้ขายให้ลูกค้าขอรับคุณหนู”
เพ่ยเอินจดจ้องไปยังทุ่งนาผืนกว้างประกายความยินดีวาบผ่านดวงตา
“ข้าอยากแบ่งซื้อข้าวเปลือกได้หรือไม่”
“อะ เอ่อ คุณหนูจะนำไปทำอันใดขอรับ ้าจำนวนมากหรือไม่”
“ข้าจำเป็ต้องใช้เท่านั้น ้าจำนวนมาก” นางยิ้มบางส่งให้เสี่ยวเอ้อ เพ่ยเอินไม่รู้ว่าหากไปถึงชายแดนตงเปียนสถานการณ์จะเป็อย่างไร มีข้าวของสำรองไว้อาจจะดีกว่าไม่มีสิ่งใดเลย
“ได้ขอรับ ข้าจะไปตามเถ้าแก่มาเดี๋ยวนี้”
“เ้าซื้อข้าวอย่างนั้นหรือเพ่ยเอิน” เพ่ยเจาจิ้งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามบุตรสาว ยามนี้เพ่ยเอินยังมีสาวใช้ข้างกายคอยประคองไม่ห่าง สีหน้าดูดีขึ้นจากวันวานมากจนเพ่ยเจาจิ้งคลายใจไปได้เปลาะหนึ่ง
“เ้าค่ะ ข้าอยากเตรียมเอาไว้”
“พวกเราออกมาไกลจากเมืองหลวงมากแล้วยังพอมีเวลาแวะพักชมเมือง เ้าอยากได้อันใดก็บอกพ่อรู้หรือไม่”
“ไม่รบกวนท่านพ่อข้ายังพอมีเงินอยู่บ้างเ้าค่ะ เงินของท่านพ่อเราต้องเก็บเอาไว้ใช้เป็ค่าเดินทางและยามที่ไปถึงเมืองเทียนตง” เพ่ยเอินยังมีสินเดิมของท่านแม่อยู่มากนางจึงไม่กังวลเื่การจับจ่าย
“แม่รองยังมีเงินและเครื่องประดับอยู่เ้าอยากได้สิ่งใดแม่รองจะซื้อให้”
คำกล่าวของฮูหยินรองพาให้สองพ่อลูกเงียบเสียงลง เพ่ยเอินหันไปมองสบตากับสตรีวัยกลางคนที่ยังหน้าตาสะสวย ฮูหยินรองผู้นี้ผิดกับภรรยารองของหลายๆ จวนยิ่งนัก สตรีสกุลฟางผู้นี้คือนางกำนัลคอยรับใช้ใต้เท้าเพ่ยในวันเฉลิมฉลองภายในวังหลวง นางถูกฮ่องเต้ประทานให้แก่เสนาบดีเพ่ยเป็รางวัลที่สร้างความดีความชอบเื่แก้ปัญหาน้ำหลาก เพ่ยเจาจิ้งปฏิเสธไม่ได้จึงยกนางขึ้นเป็ภรรยารองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาอีกในภายหน้า ฮูหยินรองของเสนาบดีฝ่ายซ้ายคือนางกำนัลผู้หนึ่งขุนนางทั้งหลายมีหรือจะยินดีให้บุตรีของตนตกเป็รองได้อีกฮ่องเต้ก็ไม่คิดว่าเพ่ยเจาจิ้งจะกล้ายกนางกำนัลผู้หนึ่งขึ้นเป็ฮูหยินรองการจะพระราชทานสตรีใดให้อีกจึงยากยิ่งเพราะอย่างไรก็ต้องดูสีหน้าผู้คน แม่นางฟางเซียนคือสตรีที่ถูกสั่งสอนมาเพื่อเป็ภรรยา พอแต่งเป็เมียรองก็อยู่อย่างเมียรองเคร่งครัดในกฎระเบียบของสตรี ทำเพียงหน้าที่ของตนเองเป็สตรีที่ยึดมั่นในหน้าที่เสียจริง
“ท่านไม่ควรเรียกตนเองว่าแม่รอง ยามนี้พวกเรามิได้อยู่ในจวนอัครเสนาบดี หากไปถึงเทียนตงนั่นคือพวกเราล้วนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่านควรจะเรียกตนเองว่าแม่อย่างที่คู่สามีภรรยาชาวบ้านปฏิบัติต่อกันในเมื่อยามนี้ท่านพ่อมีท่านเป็ฮูหยินเพียงหนึ่งท่านจะเป็รองได้อย่างไร”
เกิดความเงียบขึ้นจนทั่วบริเวณ แม้แต่น้องชายที่กำลังนั่งจดจ้องอาหารบนโต๊ะก็ยังหันมามองเพ่ยเอิน คำพูดเช่นนี้ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ามันจะออกมาจากปากของคุณหนูใหญ่ได้ นางจะยอมเรียกฮูหยินรองว่าแม่ใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วคุณหนูใหญ่ผู้นี้ร้ายกาจจริงหรือ
เพ่ยเอินไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมาหลังจากกล่าวจบ นางเพียงพูดสิ่งที่คิดออกไป ดวงตาเรียวจ้องมองฮูหยินรองอีกครั้ง
“หากท่านดีกับข้า ข้าก็จะดีกับท่าน หากท่านดีกับบิดาข้า ข้าก็จะดีกับท่าน ท่านแม่ และเ้าก็คือน้องชายของข้า”
ยามนี้นางมีแต่พวกเขาผู้คนที่อยู่ตรงหน้านาง เพ่ยเอินกำลัง้าเวลาเพื่อคิดทบทวนบางอย่างเงียบๆ หากนางจะลงมือทำบางสิ่งแน่นอนว่ามิใช่เพียงนางที่จะต้องรับผลของการกระทำนั้น แต่เป็ครอบครัวสกุลเพ่ยทั้งหมดที่จะต้องโดนลากเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่แน่ว่าบิดาของนางยามนี้จะไม่รู้เื่อันใด
“พวกตาแก่นั่นกำลังทำให้ชีวิตที่แสนสงบสุขของข้าพังทลาย” ริมฝีปากอิ่มแบะออกอย่างไม่ชอบใจ
สายลมพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดเอาไว้เข้ามาปะทะร่างอากาศบริสุทธิ์ที่กำลังไหลผ่านรอบกายปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์ ที่นี่มีสิ่งที่นางตามหา...ชีวิต แต่ที่นี่ก็ทำให้ชีวิตของนางยุ่งเหยิงมากเช่นกัน
“เ้ากล่าวว่าผู้ใดแก่หรือลูกข้า” น้ำเสียงไม่สู้ดีของนายท่านเพ่ยเอ่ยถามบุตรสาวด้วยความคับข้องใจ เขายังไม่ได้แก่ถึงเพียงนั้นสักหน่อย มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าที่ผู้คนเล่าลือว่าหล่อเหลานักหนาคล้ายกับไม่มั่นใจว่ายามนี้มันยังคงอยู่
“ท่านพี่ยังไม่แก่เลยเ้าค่ะ”
“ท่านพ่อหล่อเหล่ายิ่งนักขอรับ” เพ่ยจื้อเด็กชายวัยสิบสองหนาวที่นั่งนิ่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นบ้างเมื่อเห็นบิดากระวนกระวายใจ ท่านพ่อมีเื่มากมายให้ขบคิดหากกังวลเื่ของรอยย่นบนใบหน้าจะแย่ไปกันใหญ่
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พ่อเชื่อเ้า” เพ่ยเจาจิ้งหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อบุตรชายที่ไม่ค่อยชอบพูดเอ่ยปากออกมาบ้าง ในเื่ร้ายก็ยังมีเื่ดีอยู่ไม่น้อย
เช้าตรู่ก่อนเวลาไก่ขันขบวนเดินทางของบ้านตระกูลเพ่ยก็ได้ออกจากโรงเตี๊ยม ด้วยมีเกวียนม้าลากของเพิ่มขึ้นมาทำให้ขบวนเดินทางยามนี้คล้ายกับขบวนขนสินค้าของพ่อค้าคาราวาน แม้จะเป็อย่างนั้นแต่เพ่ยเอินก็ยังไม่หยุดซื้อหาสิ่งของเข้ามาเพิ่มเติมเมื่อมองเห็นของแปลกตา หรือมีชาวบ้านหาของป่าเดินผ่านนางก็จะขอดูสินค้าและซื้อมัน นายท่านเพ่ยมองบุตรสาวด้วยความจนใจ หากยังเป็เช่นนี้ต่อไปขบวนเดินทางจะล่าช้า กว่าจะถึงเมืองเทียนตงคงใช้เวลาแรมเดือนแม้จะเดินทางด้วยม้าก็ตาม
“เอินเอ้อร์เ้าหยุดจับจ่ายก่อนได้หรือไม่”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวลเ้าค่ะ ชาวบ้านเ่าั้ขายของถูกยิ่งนักเงินหนึ่งตำลึงเงินสามารถซื้อของได้มากโขทีเดียวเ้าค่ะ”
“พ่อมิได้กังวลเื่นั้น แต่หากเรามีสิ่งของมากมายเช่นนี้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง เราไม่สามารถซื้อเกวียนม้าเพิ่มได้อีกแล้วนะลูก”
“ก็ได้เ้าค่ะข้าจะไม่ซื้อ”
ใช่เพ่ยเอินไม่ได้ซื้อหาสิ่งได้มาอีก แต่นางหันมาเก็บของระหว่างทางแทน! แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้านางก็บอกให้คนคุ้มกันไปขุดขึ้นเกวียนมา หากเป็ไปได้นางคงจะใช้หลังคารถม้าตากเนื้อแห้งไปแล้ว ทุกคนได้แต่ลอบถอนหายใจ คุณหนูเริ่มเอาแต่ใจและสำแดงฤทธิ์อีกแล้ว นายท่านเพ่ยบอกไม่ให้ซื้อของเพิ่มนางก็ไม่ซื้อ แต่หันมาหาทางเพิ่มจำนวนสิ่งของมากมายด้วยวิธีอื่นแทน สีหน้าเรียบเฉยยามสั่งให้เก็บของขึ้นเกวียนช่างแตกต่างจากพฤติกรรมกักตุนสินค้าดังกับว่าวันพรุ่งจะไม่มีเสบียงอาหารอีกต่อไปของนางยิ่งนัก
แม้นายท่านเพ่ยจะถูกริบทรัพย์แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เขายังมีพอที่จะเลี้ยงทุกคนได้ไปอีกระยะหนึ่งแต่ภายภาคหน้าก็ต้องหาเพิ่มเติมเข้ามาหากจะเลี้ยงคนจำนวนมาก หันไปมองบุตรสาวที่วิตกจนต้องซื้อหาสิ่งของไประหว่างทางแล้วก็จนใจจะห้ามปรามอีก อย่างไรนั่นก็เป็เงินของนาง สมบัติทั้งหลายของฮูหยินเอกตกเป็ของบุตรีเพียงคนเดียว เรียกว่ายามนี้เพ่ยเอินอาจจะร่ำรวยกว่าเพ่ยเจาจิ้งก็เป็ได้
แต่เพ่ยเอินมิได้คิดสนใจว่าผู้ใดจะมองนางอย่างไร นางเพียงกวาดตาสังเกตไปโดยรอบและชี้นิ้วออกไปยังสิ่งที่้าเป็เช่นนี้ไปตลอดทาง
กว่าขบวนเดินทางของคนตระกูลเพ่ยจะมาถึงชายแดนตงเปียนก็ใช้เวลาร่วมเดือน หลังจากเข้าเขตเมืองเทียนตงเพ่ยเอินก็มองเห็นทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ฝุ่นดินลอยคลุ้งในอากาศทุกครั้งที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่าน ผืนดินโดยรอบแห้งแล้งแม้จะเป็เขตูเา ชาวบ้านส่วนใหญ่แต่งกายด้วยผ้าป่านเนื้อหยาบไม่มีสีสัน ผิวกายคร้ามแดดแบกฟืนและตะกร้าขึ้นหลัง เส้นทางที่ผ่านมานางเห็นแม่น้ำสายหนึ่งที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาเนิ่นนานกำลังแห้งขอด หากข้ามชายแดนเมืองเทียนตงไปจะเป็นอกด่านที่กั้นกลางระหว่างแผ่นดินเทียนเหมินกับแคว้นเหลียง
รถม้าหลายคันวิ่งตรงไปยังที่ดินผืนหนึ่งผ่านรั้วหินผุพังจอดลงยังลานกว้าง เบื้องหน้าคือจวนขนาดกลางสภาพรกร้างกระเบื้องดินเผามุงหลังคาแตกออก ประตูจวนด้านหนึ่งหลุดล้มลงสภาพนี้ยิ่งกว่าบ้านผีสิงเสียอีก
“บิดา ท่านมิได้มาที่นี่นานเท่าใดแล้วเ้าคะ”
เพ่ยเอินถูกหลิงหยูสาวใช้คนสนิทพยุงลงมาจากรถม้า สภาพจวนที่เห็นตรงหน้าทำให้นางอยากถอนหายใจออกมานับพันครั้ง
“บิดาของเ้าไม่เคยมาที่นี่ ที่ดินผืนนี้ถูกเพิ่มเข้ามาในทรัพย์สินในคืนที่เราย้ายออกจากจวนใหญ่ในเมืองหลวง”
นางฟางเซียนเอ่ยบอกต่อคุณหนูใหญ่ที่เกิดจากฮูหยินเอกเสียงเบา ยามนี้เพ่ยเอินคือลูกสาวของนาง คือพี่หญิงของเพ่ยจื้อ พวกเราคือครอบครัวในเวลานี้
“แล้วที่บอกว่ามีที่ดินอยู่เทียนตง ก็คือเพิ่งจะซื้อมาอย่างนั้นหรือเ้าคะ”
“แม่คิดว่าเป็เช่นนั้น แม่รู้เื่นี้เพราะพ่อบ้านเถาบอกเื่ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมายามตรวจสอบบัญชีและคลังสมบัติของบิดาเ้าก่อนขนย้ายขึ้นรถม้า”
สองสตรีหันมองเสาหลักของบ้านอย่างพร้อมเพรียงกัน บิดาของนางผู้นี้มิใช่ว่ากำลังวางแผนจะทำอันใดอยู่ใช่หรือไม่ ผู้มากเล่ห์อย่างเพ่ยเจาจิ้งนั่นแหละคือตัวร้ายที่แเีที่สุดในความคิดของเพ่ยเอิน แม้แต่ฮ่องเต้ยังมิอยากสังหารเขาให้ตกตาย บิดาผู้นี้ของนางเป็คนอย่างไรกัน
เพ่ยเอินละสายตาจากบิดาที่กำลังสั่งคนให้ตั้งกระโจมนอนไปก่อนในค่ำคืนนี้แล้วหันมามองสภาพจวนผุพังอีกครั้ง ชีวิตพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืนเป็เยี่ยงนี้เอง
.............................