บทที่ 25 จูจูมาอยู่เป็เพื่อนพี่ชายแล้ว
จูจูไม่รู้เลยว่าพี่ชายต้องลำบากใจเพื่อนางมากเพียงใด
แม้พระชายาตวนอ๋องจะไม่ได้คิดถึงเื่นี้ แต่พระนางก็มีการเตรียมการของตนเองเพื่อให้ลูกสาวได้เข้าเรียน แม้จะไม่รู้ว่าจะเรียนได้สักกี่วัน... แต่ก็ทรงเตรียมข้าวของไว้มากมาย
พระนางสั่งให้คนตัดชุดบัณฑิตให้จูจูกว่าสิบชุด ซึ่งถอดแบบมาจากชุดของนักศึกษาในสำนักศึกษาหลวง เป็เสื้อคลุมยาวสีหยก ขอบแขนกว้างสีดำ เพียงแต่เปลี่ยนลายปักปลาับินให้เป็ปลาหลีฮื้อแดงที่น่ารัก และยังมีผ้าโพกศีรษะทรงสี่เหลี่ยมที่เข้าชุดกันด้วย
แน่นอนว่านั่นคือชุดพิธีการ ส่วนชุดลำลองก็ทำไว้ไม่น้อย ทั้งผ้าโพกศีรษะ หมวก เสื้อคลุม และรองเท้าบูทคู่เล็ก มีครบถ้วนทุกอย่าง
จูจูเห็นแล้วก็ตื่นเต้นจนร้องออกมาอย่างดีใจ อยากจะวิ่งไปเข้าเรียนทันที คืนนั้นต้องปลอบอยู่นานกว่าจะกอดผ้าโพกศีรษะแล้วหลับไป พอถึงตอนเช้าก็น่าแปลกที่นางตื่นก่อนเวลา แล้วก็คอยพร่ำบอกว่าอยากไปเข้าเรียน
พระชายาตวนอ๋องต้องหลอกล่ออยู่นานกว่านางจะยอมทานข้าวได้ครึ่งชาม
ตัวพระนางเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน ทรงลงมือแต่งตัวให้ลูกสาวด้วยตนเอง ให้สวมชุดเต็มยศ และให้ลี่จือกับหงจ่าวซึ่งเป็สาวใช้แต่งกายเป็เด็กรับใช้คอยถือกล่องหนังสือใบใหญ่
แม้ว่าจนถึงตอนนี้ เ้าก้อนกลมจะยังไม่รู้จักตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว แต่พระชายาตวนอ๋องก็ทรงซื้อตำราพื้นฐานทั้งสามและซื่อซูอู่จิงมาทั้งหมดใส่ไว้ในกล่อง ซึ่งตอนถือก็หนักเอาการทีเดียว
ขบวนคนสิบกว่าคนเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนเยียนไห่
เนื่องจากมาถึงเร็วเกินไป การท่องตำรายังไม่สิ้นสุด จูจูวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่หน้าประตูเรือนเยียนไห่ พอชะโงกหน้าเข้าไปมองก็อดไม่ได้ที่จะร้องว่า "โอ้!!"
การท่องบทกวีและตำรานั้น ร่างกายทั้งหมดต้องโยกย้ายตามจังหวะของบทกวี มีการเคาะจังหวะ ย่ำเท้า และหมุนศีรษะ ดูตั้งใจกันมาก ทุกคนในห้องเคลื่อนไหวในจังหวะเดียวกัน ดูแล้วน่าสนุกยิ่งนัก
สวี่เฮ่อซูเห็นนางแล้วจึงเดินเข้ามา พร้อมกับกระแอมไอหนึ่งครั้ง
จูจูพอเห็นเขาก็ใจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงทำท่าทางคำนับอย่างเป็งานเป็การเหมือนใต้เท้าตัวน้อย
"คายาวะ ท่านอาจารย์"
สวี่เฮ่อซูรู้สึกพึงพอใจเล็กน้อย ลูบเคราแล้วพยักหน้า
"กลับไปนั่งที่เถิด"
จูจูฟังไม่เข้าใจ "เอ๋?"
สวี่เฮ่อซูจึงต้องบอกว่า "ไปนั่งลงเถอะ"
จูจูพยักหน้า "อ้อ!" จากนั้นก็เดินต้วมเตี้ยมไปนั่งลง
คนทั้งห้องในขณะที่โยกตัวไปมา สายตาก็พยายามชำเลืองมองมาทางนาง
เ้าก้อนกลมตัวเล็กนิดเดียว ขาวผ่อง จ้ำม่ำ ดวงตากลมโต เมื่อสวมเสื้อคลุมสีหยกและโพกผ้า ที่ขอบผ้ากดลงมาถึงคิ้ว ยิ่งทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ดูอมชมพู โดยเฉพาะตอนที่ยกมือน้อย ๆ ขึ้นคำนับ มีความน่ารักเหมือนใต้เท้าตัวน้อย จนหลายคนถึงกับยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
สวี่เฮ่อซูก็มองนางอยู่สองสามครั้ง
เขานิสัยเสียก็จริง แต่เขามองที่การกระทำไม่ใช่ตัวบุคคล จึงไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีต่อเด็กหญิงจ้ำม่ำคนนี้ เพียงแต่กังวลว่าจะสอนนางอย่างไรดี
เ้าก้อนกลมประสานมือน้อย ๆ อย่างประหม่า จ้องมองเขาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา... เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ดุ ความกล้าของเ้าก้อนกลมก็เพิ่มขึ้นทันที นางชี้ไปข้าง ๆ
"จูจูก็อยากเต้นระบำนี้ด้วย"
สวี่เฮ่อซูถอนหายใจ แล้วก้มลงอธิบายให้นางฟัง "พวกเขาไม่ได้กำลังเต้นระบำ แต่กำลังอ่านหนังสือ สิ่งที่เรียกว่า การเน้น การผ่อน การหยุด และการทอดเสียง พวกเขาใช้การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อััถึงจังหวะการอ่านในบทกวีและตำรา..."
ดวงตาของเ้าก้อนกลมว่างเปล่า แล้วพึมพำเบา ๆ
"คืออาไย?"
พรืด... องค์ชายเจ็ดหลุดขำออกมา
สวี่เฮ่อซูตวัดสายตามองอย่างเ็า องค์ชายเจ็ดรีบกลั้นขำทันที พยายามสูดลมหายใจจนหน้าแดงก่ำ
สวี่เฮ่อซูหันกลับมาอธิบายต่อ "เหมือนกับที่ข้าสอนเมื่อวาน มนุษย์เกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม หลังคำว่า 'มนุษย์เกิดมา' ความจริงแล้วมีการเว้นวรรค เมื่ออ่านออกมาจะเป็ 'มนุษย์เกิดมา' และ 'โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม'"
เขาพูดไปพร้อมกับทำท่าประกอบ โดยจะมีการโยกตัวหลังคำว่า มนุษย์เกิดมา
เด็กมีความสามารถในการเลียนแบบสูง พอเขาทำ จูจูก็โยกศีรษะตาม พร้อมกับอ่านตามด้วยน้ำเสียงใส ๆ แบบเด็ก
ดวงตาของสวี่เฮ่อซูเป็ประกาย ตอนนี้เขารู้สึกว่าอาจจะพบวิธีสอนเ้าก้อนกลมแล้ว
ดังนั้นเขาจึงพูดไปโยกตัวไป "โดยทั่วไป เ้าต้องเข้าใจก่อนว่าคำนี้หมายถึงอะไร จึงจะรู้ว่าควรเว้นวรรคอย่างไร และการโยกตัวก็เพื่อช่วยให้จดจำจังหวะการอ่านได้แม่นยำขึ้น"
เขาเริ่มสอนั้แ่ต้นอีกครั้ง "มนุษย์เกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม ธรรมชาติแต่กำเนิดคล้ายคลึงกัน แต่อุปนิสัยที่เรียนรู้ทำให้แตกต่างกัน"
จูจูโยกตัวอ่านตาม "มานุดเกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม ธรรมชาติแต่กำเนิดคล้ายคลึงกัน แต่อุปนิสัยที่เรียนรู้ทำให้แตกต่างกัน"
สวี่เฮ่อซูพอใจมาก เขาอ่านนำอีกสองรอบแล้วหยุด จูจูก็โยกตัวอ่านต่อ อ่านรวดเดียวสิบกว่ารอบก็ไม่เบื่อ สวี่เฮ่อซูจึงเอ่ยชมว่า "ท่านหญิงน้อยฉลาดสมคำร่ำลือจริง ๆ!"
จูจูอ่านไป คิ้วเล็ก ๆ ก็เลิกขึ้น ใบหน้าเล็ก ๆ เขียนไว้ชัดเจนว่า 'ถูกต้องแล้ว จูจูฉลาดแบบนี้แหละ!'
เซิ่งิหลินมองดูอยู่ด้านหลัง รู้สึกขบขันยิ่งนัก
ส่วนองค์ชายเจ็ดนั้น เขาเรียนผ่านไปตั้งนานแล้ว แต่เขามีจิตใจแน่วแน่ ไม่สนใจการรบกวนจากผู้อื่น ดังนั้นคนอื่นจะอ่านอย่างไรเขาก็อ่านของเขา จนกระทั่งจูจูเข้ามา เขาจึงหยุดลง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พ่อบ้านก็มาเคาะระฆังทองเหลืองใบเล็ก เพื่อบอกว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว
จูจูกำลังสนุกจนไม่อยากเลิกเรียน สวี่เฮ่อซูก็ดูตื่นเต้นเช่นกัน ทั้งสองคนใช้มือยันโต๊ะ หันหน้าเข้าหากัน เ้าก้อนกลมอ่านหนึ่งรอบ สวี่เฮ่อซูก็พยักหน้าชมหนึ่งครั้ง อ่านหนึ่งรอบชมหนึ่งครั้ง ช่างเป็ภาพศิษย์อาจารย์ที่เข้าขากันยิ่งนัก
อ่านรวดเดียวผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ เซิ่งิหลินจึงเดินเข้าไปห้าม
"พอแล้วจูจู มาดื่มน้ำดื่มเสียหน่อย เดี๋ยวจะเจ็บคอ"
จูจูพยักหน้า ขณะที่ปีนลงจากม้านั่งก็ยังคงท่องซ้ำไปซ้ำมา
ตอนนั่งบนม้านั่งยังไม่เป็ไร แต่พอลงพื้น พอนางโยกตัว ขาเล็ก ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะบิดตาม ทำให้เดินเป็เส้นโค้งไปตามพื้น
องค์ชายเจ็ดที่อยู่ข้าง ๆ คิดจะแกล้ง จึงก้มลงกระซิบที่หูนางอย่างรวดเร็วว่า
"เงินก้อนใหญ่ ทองคำผอม จูจูโง่ เดินไม่เป็"
จูจูถูกชักจูงไปทันที "เงินก้อนใหญ่ ทองคำผอม จูจูโง่ เดินไม่เป็"
คนอื่น ๆ "..."
สวี่เฮ่อซูะเิโทสะ "องค์ชายเจ็ด!"
องค์ชายเจ็ดหดคอทันที "ท่านอาจารย์ ข้าแค่ล้อเล่นกับจูจูเองขอรับ"
สวี่เฮ่อซูตวาดด้วยความโกรธ "การเริ่มเรียนของเด็กนั้นสำคัญเพียงใด เหตุใดเ้าจึงนำมาล้อเล่น! การเรียนไม่ก้าวหน้า มีแต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม ข้าเคยคิดว่าแม้เ้าจะทึ่มไปบ้างแต่มีความซื่อสัตย์ บัดนี้กลับไปเรียนพฤติกรรมเหลวไหลเช่นนี้มาจากที่ใด..."
เขาด่าทอไม่หยุดหย่อนอยู่นานกว่าสองเค่อ
จูจูถูกดุจนใจนไม่กล้าแม้แต่จะยืดหลัง ขาเล็ก ๆ เลี้ยวโค้งวงใหญ่ วิ่งไปซ่อนในอ้อมกอดของพี่ชาย คว้าแขนพี่ชายมากอดไว้ แล้วมองเขาด่าอย่างเหม่อลอย พอเขาขึ้นเสียงดัง นางก็สะดุ้งตาม
สวี่เฮ่อซูไม่ได้ดื่มน้ำดื่มแม้แต่คำเดียว ด่าจนกระทั่งเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งจึงหยุด จากนั้นก็สั่งลงโทษให้องค์ชายเจ็ดไปยืนหันหน้าเข้ากำแพง
ในยุคนี้สถานะของอาจารย์นั้นสูงส่งมาก การลงโทษด้วยไม้กระดานลงทัณฑ์ การยืนหันหน้าเข้ากำแพง หรือการคัดตำราเป็เื่ปกติ และไม่อนุญาตให้สหายร่วมศึกษาโดนทำโทษแทน ต้องรับโทษด้วยตนเองเท่านั้น
ตอนนี้สวี่เฮ่อซูกำลังสอนตำราต้าเสวีย ก่อนจะเริ่มสอน สวี่เฮ่อซูบอกกับจูจูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"หากท่านหญิงน้อยฟังไม่เข้าใจ สามารถออกไปเล่นข้างนอกก่อนได้ เมื่อข้าเลิกสอนแล้ว จะมาอธิบายให้ท่านหญิงน้อยฟังเป็การส่วนตัว"
ตอนแรกจูจูไม่ยอม เพราะคิดว่าจูจูฉลาดขนาดนี้ จะฟังไม่เข้าใจได้อย่างไร
แต่พอได้ฟัง... ก็ฟังไม่เข้าใจจริง ๆ
จูจูนั่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ปีนลงมาอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับลอบมองสวี่เฮ่อซู
สวี่เฮ่อซูไม่ได้ห้าม แถมยังพยักหน้าให้นาง จูจูจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งจู๊ดออกไปทันที
องค์ชายเจ็ดกำลังยืนหันหน้าเข้ากำแพงอยู่ด้านนอก
เขาถูกทำโทษแบบนี้บ่อยจนชินแล้ว การได้แกล้งให้จูจูทำเื่โง่ ๆ ครั้งหนึ่งทำให้เขารู้สึกพอใจ จึงเอาหัวพิงกำแพงแล้วฮัมเพลงเบา ๆ
ผลคือในขณะที่กำลังฮัมเพลงอยู่นั้น ก็เห็นเ้าก้อนกลมค่อย ๆ เบียดตัวเข้ามา จากนั้นก็เงยหน้าจ้ำม่ำขึ้นมาสบตากับเขา แล้วกระซิบว่า
"พี่ชาย จูจูมาอยู่เป็เพื่อน"
องค์ชายเจ็ดชำเลืองมองซ้ายขวา
ทั้งสองข้างมีคนรับใช้อยู่ แต่เพราะกลัวจะรบกวนการเรียนจึงไม่กล้าเข้ามาใกล้ ได้แต่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ
ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงรีบทำหน้าตาน่าเกลียดใส่จูจูทันที
จูจูนึกว่าพี่ชายกำลังเล่นกับนาง จึงไม่กลัวเลยสักนิด นางหัวเราะฮ่า ๆ จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงใช้มือน้อย ๆ สองข้างปิดปาก แล้วยิ้มตาหยีให้เขา
องค์ชายเจ็ดไม่พอใจ จึงแยกเขี้ยวใส่ เ้าก้อนกลมยิ่งหัวเราะชอบใจมากขึ้น
องค์ชายเจ็ดโกรธจนแทบคลั่งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงมองไปรอบ ๆ และเหลือบไปเห็นผึ้งตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งดอกไม้ที่ห้อยลงมาข้าง ๆ