บทที่ 16 ความลับ (รีไรต์)
เจียงอี้ "คุณไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของฉัน"
เจียงอี้หัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับใช้นิ้วเคาะโต๊ะ
"คุณลุงกำลังพยายามเลี่ยงประเด็นหรือเปล่า? ใครกันที่ทำให้คุณปู่คุณย่าในวัยชรานี้ แม้แต่เนื้อสักชิ้นก็ไม่ได้กิน ต้องซักผ้า ทำอาหาร คอยปรนนิบัติรับใช้คนอื่น?"
"พวกคุณไง! พวกคุณที่ทั้งอกตัญญู ไร้ยางอาย คอยแต่จะสบาย ไม่ทำอะไร รอแต่จะกินอย่างเดียว แบบนี้ก็ต้องมีคนคอยปรนนิบัติสิ แล้วฉันก็เห็นคุณย่าเต็มใจเสียด้วย เพราะพวกคุณคือหลานชายคนโตที่คุณปู่คุณย่าให้ความสำคัญที่สุดนี่"
"แล้วที่คุณลุงพูดจาสวยหรูนั่น ที่จริงก็แค่อยากจะเข้ามาร่วมวงกินเนื้อด้วยไม่ใช่เหรอ?" เจียงอี้หันไปมองคนอื่น ๆ "ส่วนพวกคุณ แม้จะไม่พูดอะไร แต่ก็จ้องตาเป็มัน ก็แค่อยากจะแบ่งส่วนบ้างไม่ใช่หรือไง?"
ครอบครัวเจียงโดนจี้ใจดำจนหน้าแดงก่ำ โดยเฉพาะการโดนเจียงอี้ ซึ่งเป็คนที่พวกเขามองไม่เคยอยู่ในสายตามาตลอดมาต่อว่าเช่นนี้ พวกเขาทำเื่น่าอายแท้ ๆ แต่กลับทำเป็หน้าด้าน
หลี่สุ่ยเถาะโขึ้นมาด้วยความโกรธ "แกพูดจาเหลวไหลอะไร ใครอยากจะกินเนื้อของแกกัน!"
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่หลี่สุ่ยเถากลับรู้สึกเจ็บใจจนไม่กล้ามองหน้า
พอคิดถึงเนื้อทุกชิ้นที่ยัยเด็กเหลือขอนี่ซื้อมา ล้วนแล้วแต่เป็เงินที่ควรจะเป็ของบ้านพวกเธอ หลี่สุ่ยเถาก็อยากจะฉีกครอบครัวของสามีภรรยาคู่นี้ให้เป็ชิ้น ๆ
"ไม่อยากกินเหรอ ไม่กินก็ถูกแล้วละ ก็ตอนที่พวกคุณเอาเงินเดือนพ่อแม่ฉันไปแอบกินเนื้อกัน พวกคุณเคยแบ่งให้บ้านฉันสักคำรึไง ตอนนี้จะมาพูดจาหว่านล้อมเอาเนื้อจากฉันเนี่ยนะ ฟ้ายังไม่มืดเลย ฝันกลางวันไปรึเปล่า!"
เจียงอี้ลุกขึ้นยืน ตั้งใจเดินอ้อมไปดูอาหารเย็นของครอบครัวเจียง ผักกาดขาวต้มน้ำเปล่าสีขาวจั๊วะเลยนะ น้ำซุปใสแจ๋วเชียวละ ก็ไม่ได้ใส่น้ำมันนี่เนอะ
"แบบนี้ไม่ดีรึไง มีข้าวมีกับแล้ว จะยังไม่พอใจอะไรอีก"
"พวกคุณก็ไม่เหมือนพ่อแม่ฉันนี่ ท่านร่างกายไม่แข็งแรงต้องบำรุง แต่พวกคุณน่ะ กินผักต้มน้ำเปล่านั่นแหละดีแล้ว ก็แอบกินกันจนพุงป่อง อ้วนเป็หมูกันทุกคนแล้ว ไม่อ้วนกว่านี้อีกหน่อยล่ะ หมูยังคล่องแคล่วกว่าพวกคุณเลย กินเนื้อหมูไปทำไม ในเมื่อตัวเองก็เป็หมูเหมือนกัน ไม่เรียกว่ากินเนื้อพวกเดียวกันรึไง!"
"ไม่กินแล้ว!"
เจียงอ้ายฉายแทบจะลงไม้ลงมืออยู่แล้ว แต่พอคิดถึงตอนที่โดนเจียงอี้เตะกระเด็นคราวก่อน ก็ได้แต่จ้องเขม็งด้วยความโกรธแค้น ก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป
เสียงปิดประตูดังปัง ทำเอาตาแก่อย่างพ่อเฒ่าเจียงที่จ้องเนื้อหมูอยู่สะดุ้ง เจียงอี้ยืนขวางสายตา ตาแก่เงยหน้ามอง เห็นเจียงอี้กำลังยิ้มร่า
"คุณปู่ ทายสิ ลูกชายคนโปรดของคุณไปไหน เขาโกรธจนออกไปหิวโซคนเดียวรึเปล่านะ ฉันว่าไม่ใช่นะ ฉันว่าลูกชายคุณปู่น่ะ แอบออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินเองมากกว่า เห็นตอนที่เขามองเนื้อหมูที่ฉันซื้อมา น้ำลายไหลอยากกินจนกลืนไม่ทันเลยละ คุณปู่ว่าฉันเดาถูกไหม"
ถึงเจียงอี้จะถามพ่อเฒ่าเจียง แต่คนอื่น ๆ ในบ้านใหญ่ รวมถึงแม่เฒ่าก็ได้ยินกันหมด
ไม่เพียงได้ยิน แต่ยังฟังเข้าใจอีกด้วย เพราะจากที่พวกเขารู้จักเจียงอ้ายฉาย เขาก็เป็คนที่อาจจะออกไปหาของอร่อย ๆ กินข้างนอกได้จริง ๆ เพราะยังไงเขาก็มีเงินอยู่ในกระเป๋า
หลี่สุ่ยเถาเองก็เป็คนปากโลภ ปกติที่บ้านเวลาแอบกินเนื้อเธอยังแย่งกับลูกได้ แล้วตอนนี้จะยอมให้สามีออกไปกินของอร่อยคนเดียวได้ยังไง เธอลุกขึ้นยืนทันที "พ่อ แม่ ฉันไปตามอ้ายฉายกลับมาก่อน พวกคุณกินกันก่อนเถอะ"
เจียงเฟยหังคิดอะไรบางอย่างออก ก็กระวีกระวาดตามไป ทั้งที่หน้ายังบวมอยู่
พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่านั้นโดนเจียงอี้พูดจี้ใจดำ จนแทบอยากจะเอาหน้ามุดดินหนี มองดูลูกชายคนโตกับครอบครัวที่เมื่อกี้ยังโวยวายว่า ‘คนบ้านสามไม่กตัญญู’ ทิ้งพวกเขาทั้งสองไว้ แล้วหนีไปกันหมด
แต่เจียงอี้ยังจะเอาน้ำเกลือมาราดแผลพวกเขาอีก เธอตบมือเบา ๆ พูดอย่างสะใจว่า
"โอ้ นี่พาภรรยากับลูกชายสุดที่รักไปกินข้าวกันเหรอเนี่ย? ไปกันทั้งครอบครัว พ่อแม่ลูกแบบนี้ สั่งแค่ผัดเต้าหู้หมูสับจานเดียวนี่คงไม่พอหรอกมั้ง อย่างน้อยต้องสั่งสักสามอย่าง วันนี้ร้านอาหารรัฐมีอะไรขายบ้างนะ อ้อ มีปลาผัดกับผัดเครื่องในหมูด้วย ล้วนแต่เป็กับข้าวชั้นดี ปู่กับย่าสบายใจได้เลย พวกเขาสั่งกับข้าวเต็มโต๊ะแบบนั้น คงไม่ปล่อยให้ลูกชายคนโตกับหลานชายคนโตต้องหิวหรอก"
"พูดก็พูดเถอะ ลุงใหญ่เนี่ย สมกับเป็ลูกชายที่กตัญญูที่สุดจริง ๆ รู้จักแบ่งกับข้าวรสจืดชืดไว้ให้ปู่กับย่ากิน ตัวเองยอมอ้วนตายก็ต้องกินเนื้อให้หมด ปู่กับย่าดีใจไหมล่ะ?"
ใบหน้าเหี่ยวย่นของพ่อเฒ่าเจียงบึ้งตึง เขาเป็คนใจดีมาตลอด ไม่เคยดุด่าใครอยู่แล้ว แต่เส้นเืที่มือก็ปูดโปน เสียงของเขาสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด "เจียงอี้ พอได้แล้ว!"
เจียงอี้ยิ้มหวาน "ฉันรู้ค่ะ ฉันรู้ คนเขาบอกว่า 'ตีงูอย่าตีให้หลังหัก' คุณปู่ ฉันไม่พูดแล้ว ยังไงซะ พูดไปลุงใหญ่กับครอบครัวก็ไม่ได้ยินอยู่แล้ว ตอนนี้น่าจะถึงร้านอาหารแล้วมั้ง โอ๊ย มีเงินอยู่ในมือเนี่ยมันดีจริง ๆ อยากกินอะไรก็กินได้ เนื้อแพงแค่ไหนก็สั่งได้ กินให้อิ่มท้องตัวเองก็พอแล้ว ใครจะกินหรือไม่กินก็ช่างหัวมัน"
แม่เฒ่ากำตะเกียบแน่น ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกเกลียดชังได้มากเท่านี้ เพราะสิ่งที่เจียงอี้พูดนั้น ตรงกับสิ่งที่เธอกลัวที่สุด เธอกลัวว่าลูกรักของเธอจะอกตัญญู เธอกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็ ‘คนอื่น’ ในปากของเด็กสารเลวนี่
"เจียงอี้"
ไม่บ่อยนักที่คุณย่าจะไม่ได้โกรธหรือด่าทอ แต่มองเจียงอี้ด้วยสายตาเ็า ก่อนจะหันไปมองเจียงอ้ายกั๋วและภรรยาของเขาหวังหยวนเซียง แววตาทั้งเ็าและน่ากลัวจนน่าใ เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่กัดฟันในทุก ๆ คำ
"ตระกูลเจียงของพวกเราทำไมถึงได้ให้กำเนิดคนที่เนรคุณอย่างพวกแกออกมานะ พวกแกมันอกตัญญู ระวังจะต้องชดใช้กรรม!"
เจียงอี้จ้องมองคุณยายอย่างไม่เกรงกลัว เธอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจและพูดว่า
"คุณพูดผิดแล้ว คุณควรจะถามว่า ทำไมคนตระกูลเจียงถึงได้เห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัว โหดร้ายเหมือนหมาป่าที่เนรคุณ แต่กลับให้กำเนิดพ่อที่ซื่อสัตย์และมีศีลธรรม แล้วเขายังได้แต่งงานกับแม่ผู้ใจดีและมีน้ำใจ ให้กำเนิดฉันกับน้องชายที่ทั้งว่านอนสอนง่ายและขยันขันแข็งได้"
"อีกอย่าง ถ้าจะพูดเื่เวรกรรม พวกคุณต่างหากที่ต้องระวัง ถ้าไม่เชื่อเรามาดูกัน!"
เด็กสาวพูดพลางสังเกตปฏิกิริยาของคุณย่า
ในชีวิตที่แล้ว เจียงอี้ช่างตาบอดและโง่เขลา ถูกกลั่นแกล้งก็ไม่รู้จักโต้ตอบ แต่หลังจากที่เธอได้เกิดใหม่ เธอก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งคือ คนเรามักจะบอกว่านิ้วสิบนิ้วยังมีความยาวไม่เท่ากัน แต่ถ้าลำเอียงถึงขนาดที่คุณปู่คุณย่าเป็ มันจะเกินไปหน่อยไหม?
เจียงอี้ไม่เคยได้ยินว่าแม่เฒ่าเคยเจ็บป่วยจากการคลอดยากมาก่อน และถึงแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เกลียดชังเจียงอ้ายเสวีย ลูกชายคนที่สองมากนัก แต่ทำไมพวกเขาถึงได้รังแกพ่อของเธอและครอบครัวของเธออยู่ฝ่ายเดียว?
มันไม่สมเหตุสมผลเลยจริง ๆ
แต่แม่เฒ่าแก่ ๆ คนนั้น เธอมองไม่ออกเลยนอกจากสีหน้าที่ชั่วร้าย เจียงอี้ขมวดคิ้ว เลยได้แต่ล้มเลิกความคิดนี้ไปก่อน
"จริงสิ คุณย่าใจเย็นก่อน ฉันรู้ว่าคุณอยากให้พวกเราไป อีกไม่นานหรอกค่ะ"
เจียงอี้คำนวณเวลา น้องชายน่าจะกลับมาแล้ว เงินได้มาหมดแล้ว ที่ยังอยู่บ้านตระกูลเจียงต่อก็เพื่อให้น้องชายได้มาดูบ่อย ๆ หลังจากกลับมาแล้ว จะได้มีโอกาสเติบโต ถึงตอนนั้น ต่อให้ให้เขาอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่อยากอยู่หรอก
เจียงอี้หันหลังกลับห้อง อดทนไม่ไหวเลยแอบถามแม่เื่พ่อ
"แม่ แม่เคยได้ยินเื่ของพ่อบ้างไหม?"
"พ่อของลูก? เื่อะไรเหรอ?"
"ก็ แม่ไม่รู้สึกเหรอ ว่าปู่กับย่าใจร้ายกับพ่อหนูมากเลย เหมือนพ่อเป็แค่คนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง" เจียงอี้พูดช้า ๆ พยายามให้แม่นึกถึงเื่ลับอะไรทำนองนั้นได้บ้าง