เศษใบไม้แห้งกรอบปลิดปลิวจากกิ่งก้านอันเปลือยเปล่าของต้นอู๋ถง (梧桐 - Wútóng) หน้าเรือนพักศิษย์นอก ลมวสันต์อันเย็นเยียบสุดท้ายของปีกำลังจะพัดผ่านไป นำพาความหนาวเหน็บมาสู่สรรพชีวิตในหุบเขาเมฆาเร้นแห่งนี้ สำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ (云清剑宗 - Yún Qīng Jiàn Zōng) แม้จะตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ดูดซับไอหมอกและพลังปราณ (灵气 - Língqì) แห่ง์ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ ณ จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อย่าง เจี้ยนหลิน (剑林 - Jiàn Lín) แล้ว ความยิ่งใหญ่ของสำนักก็มิได้ต่างอันใดกับกรงทองที่มองไม่เห็น
เด็กหนุ่มอายุสิบสามขวบปีในอาภรณ์ศิษย์นอกสีเทาหม่นหมอง ขัดสีจนซีดเซียว ก้มหน้าก้มตาใช้มีดตัดสมุนไพรที่ขึ้นสนิมเขรอะแซะ "หญ้าหางจิ้งจอกม่วง" (紫狐尾草 - Zǐ Hú Wěi Cǎo) อย่างแ่เบาที่สุด หญ้าชนิดนี้แม้จะเป็เพียงสมุนไพรระดับต่ำ แต่ก็เป็ส่วนประกอบสำคัญในการหลอมโอสถฟื้นฟูพลังปราณขั้นพื้นฐานที่ศิษย์นอกเช่นเขาพอจะมีปัญญาหามาใช้ได้บ้าง ปลายนิ้วของเขาผอมเกร็งจนเห็นข้อกระดูก ััได้ถึงความเย็นชื้นของดินใต้ใบหญ้าและคมหินที่บาดผิวเป็ริ้วรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นฉุนจางๆ ของหญ้าสมุนไพรลอยเข้าจมูก เสียงหรีดหริ่งเรไรจากพงหญ้าข้างทางยังคงขับขานบทเพลงแห่งรัตติกาลที่กำลังจะมาเยือน ทว่าความสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ย่ำใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันอันคุ้นเคย
"โอ้ ดูสิว่าเราเจออะไรเข้า... เ้าขยะเจี้ยนหลิน ยังขยันหาเศษหญ้ามาประทังชีวิตอยู่อีกรึ?"
เจี้ยนหลินสะท้านในอกเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มศิษย์นอกสามคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ ร่างกายกำยำกว่าเขาหลายส่วน นำโดย จางป้า (张霸 - Zhāng Bà) ศิษย์พี่ร่างท้วมผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยสิวและแววตาที่พร้อมจะหาเื่ผู้อื่นเสมอ
"ศิษย์พี่จาง" เจี้ยนหลินเอ่ยเสียงเรียบ พยายามซ่อนความขุ่นเคืองไว้ภายใต้ความนอบน้อมที่ถูกบังคับให้แสดงออก
"หญ้าหางจิ้งจอกม่วงที่เ้าเก็บได้วันนี้ ดูท่าจะงามไม่เลวนี่" จางป้าไม่สนใจคำทักทายของเขา สายตาละโมบจับจ้องไปยังตะกร้าสมุนไพรใบเล็กที่วางอยู่ข้างตัวเจี้ยนหลิน "พวกข้ากำลัง้าใช้พอดี เอามาให้พวกข้าเสียเถอะ ถือว่าเป็เกียรติของเ้าแล้ว"
ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาในใจของเจี้ยนหลิน หญ้าเหล่านี้เขาใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายในการเสาะหาในเขตป่ารอบนอกที่ค่อนข้างอันตราย เพื่อหวังจะนำไปแลกศิลาจิติญญาระดับต่ำสักก้อนสองก้อนมาใช้ฝึกฝน หรืออย่างน้อยก็ซื้อหมั่นโถวเพิ่มอีกสักลูกประทังความหิวโหย การบำเพ็ญเพียรของเขาช้ากว่าผู้อื่นนักเพราะเหตุผลบางอย่างที่เขาก็มิอาจเข้าใจ (เศษเสี้ยวจิตกระบี่ที่คอยดูดกลืนพลังปราณของเขาไปหล่อเลี้ยงตัวเองอย่างเงียบงัน) ทำให้เขา้าทรัพยากรมากกว่าใคร แต่กลับเป็ผู้ที่ได้น้อยที่สุดเสมอ
"ศิษย์พี่จาง ของเหล่านี้ศิษย์น้องจำเป็ต้อง..."
"จำเป็รึ?" จางป้าหัวเราะเสียงดัง ลู่ฉุย (陆魁 - Lù Kuí) และ หวังเปียว (王彪 - Wáng Biāo) สองสมุนซ้ายขวาหัวเราะตามอย่างครื้นเครง "สำหรับเ้าขยะธาตุพฤกษาเช่นเ้าแล้ว จะมีอะไรจำเป็ไปกว่าการรับใช้ศิษย์พี่เช่นพวกข้าอีก? อย่าลืมสิว่าที่นี่คือสำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ ที่นี่ให้ค่ากับผู้ที่มีพร์ด้านกระบี่และธาตุที่ส่งเสริมคมดาบ ไม่ใช่พวกที่วันๆ เอาแต่ปลูกผักดายหญ้า!"
คำพูดนั้นเสียดแทงราวเข็มนับพันเล่ม นี่คือสิ่งที่เขาได้ยินมาจนชินชา... "ขยะธาตุพฤกษา" ในสำนักที่บูชาวิถีกระบี่ ผู้คนต่างฝึกฝนธาตุทองเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกระบี่, ธาตุลมเพื่อความรวดเร็ว, ธาตุไฟเพื่อพลังทำลายล้าง, หรือธาตุน้ำเพื่อความพลิ้วไหว แต่ธาตุพฤกษาของเขานั้นเล่า? ถูกมองว่าเป็เพียงธาตุสนับสนุนไร้ค่า เหมาะแค่กับการเป็คนสวนหรือปรุงยาเท่านั้น
เจี้ยนหลินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความอัปยศและความคับแค้นใจตีรวนอยู่ในอกจนแทบะเิ เขากลัว...กลัวความอ่อนแอของตนเองที่ทำให้ต้องถูกเหยียดหยามเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาของเขาทอประกายกล้าขึ้นวูบหนึ่ง แต่ก็รีบเก็บงำมันไว้ภายใต้ความสงบนิ่งที่ฝึกฝนมา เขาจดจำใบหน้าเยาะเย้ยของทั้งสามคนไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ทุกรายละเอียด...ทุกรอยยิ้มเหยียดหยาม...
"ศิษย์พี่จาง ศิษย์น้องขอร้องเถอะขอรับ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด "หญ้าเหล่านี้ศิษย์น้องต้องใช้จริงๆ"
"ขอร้องรึ?" จางป้าแสยะยิ้ม "เช่นนั้นก็คุกเข่าอ้อนวอนพวกข้าสิ บางทีพวกข้าอาจจะใจอ่อนเหลือไว้ให้เ้าสักต้นสองต้นก็ได้นะ ฮ่าๆๆ!"
เสียงหัวเราะดังลั่นเสียดแทงโสตประสาท เจี้ยนหลินกัดริมฝีปากล่างจนห้อเื รสเค็มปร่าของโลหิตกระจายในปาก เขารู้ดีว่าการต่อต้านด้วยกำลังนั้นไร้ประโยชน์ พวกนี้ไม่เพียงแต่ตัวใหญ่กว่า แต่ระดับพลังปราณ (แม้จะเป็เพียงขั้นรวบรวมปราณต้นๆ) ก็ยังสูงกว่าเขาที่การบำเพ็ญเพียรแทบจะไม่ก้าวหน้าเลย
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สัญชาตญาณบางอย่างที่คมกล้าเกินวัยของเขาทำงาน เจี้ยนหลินเหลือบมองพื้นดินที่ชื้นแฉะใต้เท้าของจางป้าอย่างรวดเร็ว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว มันเป็ความเสี่ยง...แต่ทางเลือกอื่นของเขามีน้อยเต็มที
"ก็ได้ขอรับ" เจี้ยนหลินเอ่ยขึ้น ทำทีเป็ยอมจำนน เขาก้มตัวลงเล็กน้อยเหมือนจะคุกเข่า แต่ในจังหวะที่ศัตรูทั้งสามคนกำลังได้ใจและผ่อนคลายความระมัดระวังนั้นเอง ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มกลับดีดตัวขึ้นอย่างฉับพลัน!
มิใช่การเข้าปะทะโดยตรงซึ่งเขารู้ดีว่ามีแต่จะพ่ายแพ้ หากแต่เป็การเคลื่อนไหวที่ "จดจำ" มาจากการแอบสังเกตศิษย์พี่คนหนึ่งที่มักจะฝึกซ้อมวิชาตัวเบา (身法 - Shēnfǎ) อยู่ที่ลานฝึกยามเช้าตรู่ ท่าร่างนั้นแม้จะยังติดขัดและขาดความชำนาญ แต่ก็รวดเร็วจนน่าประหลาดใจสำหรับผู้ที่มีพลังปราณ (灵气 - Língqì) ระดับต่ำเช่นเขา
"ฮึ่ม?" จางป้าอุทานด้วยความประหลาดใจระคนขบขันที่เห็น "ขยะ" กล้าต่อต้าน แต่ก่อนที่มันจะได้ทำสิ่งใด เท้าของเจี้ยนหลินก็เหยียบลงไปบนกอ "หญ้าลื่นไหล" (滑行草 - Huáxíng Cǎo) ที่เขาแอบสังเกตเห็นอยู่ก่อนแล้วอย่างแม่นยำ!
เพียงพริบตา ด้วยแรงเหยียบที่พอเหมาะ หญ้าลื่นไหลที่ปกติจะดูไม่มีพิษสงกลับปล่อยเมือกใสๆ ออกมาเคลือบผิวพื้นดินบริเวณนั้นจนมันวาว ลู่ฉุยที่กำลังจะก้าวเข้ามาสมทบถึงกับเสียหลัก ร้อง "โอ๊ะ!" ก่อนจะไถลล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างไม่เป็ท่า เสียงหัวเราะของหวังเปียวพลันหยุดชะงัก
จางป้าขมวดคิ้ว ความสนุกสนานบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความขุ่นเคือง "บังอาจเล่นลูกไม้รึ เ้าเด็กเหลือขอ!" มันคำรามพลางทะยานร่างอ้วนๆ เข้ามา หมายจะตะครุบเจี้ยนหลินไว้
แต่เจี้ยนหลินไม่ได้หยุดอยู่กับที่ เขามิได้คิดจะต่อกรกับจางป้าซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มนี้โดยตรง เป้าหมายของเขาคือ "ตะกร้าสมุนไพร" ที่ถูกเตะกระเด็นไปไม่ไกล ร่างผอมๆ ของเขาพลิ้วหลบฝ่ามืออวบๆ ของจางป้าไปได้อย่างหวุดหวิด กลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นสาบของจางป้าลอยคลุ้งจนเขาแทบจะสำลัก
"คิดจะหนีรึ!" หวังเปียวที่ตั้งสติได้ ตวาดลั่นพร้อมกับซัดหมัดตรงมายังแผ่นหลังของเจี้ยนหลิน
ในวินาทีนั้นเอง สัญชาตญาณบางอย่างจากส่วนลึกของจิติญญา กระตุ้นเตือนถึงอันตราย เจี้ยนหลินไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เขากลับ "รู้สึก" ได้ถึงทิศทางของหมัดนั้น เขาย่อตัวลงต่ำพร้อมกับใช้มือซ้ายที่ยังว่างอยู่ (มือขวายังคงกำมีดตัดสมุนไพรไว้แน่น) คว้ากิ่งไม้แห้งที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"เพี๊ยะ!"
กิ่งไม้แห้งนั้นฟาดเข้าที่หน้าแข้งของหวังเปียวอย่างจัง! มันไม่ใช่การโจมตีที่รุนแรง แต่ความเจ็บแปลบอย่างฉับพลันทำให้หวังเปียวร้องเสียงหลงและชะงักไปชั่วขณะ กิ่งไม้ในมือเจี้ยนหลินเองก็หักสะบั้นเป็สองท่อนจากการปะทะนั้น เขาไม่ได้ใส่พลังปราณใดๆ เข้าไปเป็พิเศษ เพียงแค่อาศัยจังหวะและ "ความรู้สึก" ที่บอกว่าควรจะฟาดไปตรงไหนเท่านั้น
จังหวะนั้นเองที่เจี้ยนหลินคว้าตะกร้าสมุนไพรของตนกลับมาได้สำเร็จ!
"ไอ้เด็กเวร!" จางป้าเดือดดาล มันเห็นแล้วว่าลูกไม้ตื้นๆ ของเจี้ยนหลินนั้นปั่นป่วนพวกมันได้มากเพียงใด "วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เ้ารู้สำนึก!"
เจี้ยนหลินไม่รอฟังจนจบ เขารู้ดีว่าหากยังชักช้าอยู่มีแต่จะถูกรุมจนสะบักสะบอม เด็กหนุ่มหันหลังแล้วออกตัววิ่งสุดกำลังเข้าไปในแนวป่าที่รกทึบยิ่งขึ้นทันที! เขาไม่ได้เลือกเส้นทางที่โล่งเตียน แต่กลับมุ่งไปยังบริเวณที่มีเถาวัลย์และพุ่มไม้หนามระเกะระกะ ซึ่งเป็ที่ที่เขาคุ้นเคยจากการออกมาเก็บสมุนไพรเป็ประจำ
"ตามไปจับมันมา!" เสียงะโอย่างเกรี้ยวกราดของจางป้าดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงก่นด่าและเสียงฝีเท้าที่วิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ
ลมหายใจของเจี้ยนหลินถี่กระชั้น ปอดของเขาร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แต่สองขายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เขาััได้ถึงความเย็นของกิ่งไม้ที่เกี่ยวแขนเสื้อจนขาด ความเจ็บแสบจากหนามที่ข่วนผิว แต่เขาก็ไม่สนใจ เขารู้เพียงว่าต้องหนี...หนีจากความอัปยศนี้ หนีจากความอ่อนแอที่เกาะกินใจเขา
"สักวันหนึ่ง..." เจี้ยนหลินกัดฟันแน่น ความแค้นและความมุ่งมั่นสลักลึกลงไปในดวงตา ที่แม้จะยังเยาว์วัย แต่กลับฉายประกายกล้าแกร่งเกินตัว" "...สักวันหนึ่ง ข้าจะไม่ต้องหนีอีกต่อไป!"
แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดเข้าปกคลุมป่าอย่างรวดเร็ว เจี้ยนหลินอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่ค่อยๆ สลัดกลุ่มของจางป้าหลุดไปได้ในที่สุด เขาทรุดตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและฝุ่นดิน ตะกร้าสมุนไพรที่กอดไว้แน่นยังคงอยู่ แม้จะบุบเบี้ยวไปบ้าง
เด็กหนุ่มมองไปยังทิศทางที่พวกจางป้าจากไป แววตาของเขาเ็าลงเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองกิ่งไม้ที่หักครึ่งในมือขวาที่เขาใช้ฟาดหวังเปียวเมื่อครู่ มันเป็เพียงกิ่งไม้ธรรมดา...แต่ในจังหวะที่ฟาดออกไปนั้น เขารู้สึกถึง "บางสิ่ง" ที่แตกต่าง...ความรู้สึกที่แม่นยำ...ความรู้สึกที่เฉียบคม...
เจี้ยนหลินขมวดคิ้ว สลัดความคิดนั้นทิ้งไป บางทีเขาอาจจะแค่คิดไปเองเพราะความตื่นเต้น ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำหญ้าหางจิ้งจอกม่วงเหล่านี้กลับไปยังเรือนพักอย่างปลอดภัย และเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจจะตามมาในวันพรุ่งนี้
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้ร่างกายจะอ่อนล้า แต่จิตใจกลับมีความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม เขาเหลือบมองท้องฟ้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ในโลกอันกว้างใหญ่และโหดร้ายใบนี้ ชีวิตของเขาอาจจะเล็กจ้อยดุจธุลี แต่ธุลีเช่นเขานี่แหละ...ที่จะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำได้โดยง่ายอีกต่อไป
(จบตอน 1)