บทที่ 13
วิชากระบวนท่าร่ายรำปลิดชีพจร!
หลังจากที่เพ่ยเจินออกจากฌานสมาบัติแห่งการหลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตาแล้ว
ยามสายเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องต้องกาย บรรยากาศในอรุณรุ่งเช้านี้ช่างสวยงามสดใส
ในยามนี้เพ่ยเจินได้เอาเครื่องรางยันต์ย่นพสุธาท่าบลงที่ฝ่าเท้าของนางเอง จากนั้นก็เอาโลหิตของนางเพียงน้อยนิดขีดทับบนตัวยันต์เพื่อเป็การยืนยันผู้ใช้ เพราะยันต์ประเภทนี้ใช้ครั้งเดียวจะติดอยู่ในตัวผู้นั้นตลอดไป จากนั้นยันต์ย่นพสุธาขั้นสองก็พลันซึมซับเข้าสู่ผิงหนังร่างกายของเพ่ยเจินไป
เพ่ยเจินรู้สึกว่าตนเองนั้นมีร่างกายที่เบาหวิวขึ้นมากกว่าเดิมนัก สามารถเดินเหินไปสะดวกแม้ว่านางจะลองแบกถูงย่ามใบใหญ่ก็ตาม นางรู้สึกยินดีกับของสิ่งนี้มาก เพราะมันช่วยให้นางได้มีประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต หรือในการต่อสู้ที่มากขึ้นด้วย
จากนั้นเพ่ยเจินก็เอาหยดโลหิตของตนทาลงที่ตราสัญลักษณ์รูปเพลิงอัคคีบนกำไลเพลิงอัคคีพิทักษ์นั้น เพื่อแสดงความเป็เ้าของของกำไลนี้ด้วย
เมื่อทุกอย่างพร้อมเพ่ยเจิน ก็หันไปหาเสินว่านที่ตอนนี้นางกำลังนอนด้วยความเหนื่อล้าอ่อนแรงเต็มที ทีแรกเพ่ยเจินว่าจะชวนนางออกไปล่าราชสีห์ขนทองด้วยกัน แต่เนื่องจากเสินว่านเหนื่อยจากการพยายามบรรลุขั้นพิชิตประตูฟ้าขั้นที่แปดเมื่อคืน เพ่ยเจินเลยเกรงใจอยากให้นางได้พักผ่อนด้วย จึงปล่อยให้นางได้หลับอย่างสมอุราไปก่อน
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินออกมาจากที่พัก นางตรงมาหาท่านเฟยหวงซางจวิ้นและเหม่ยเซียงที่กำลังเตรียมอาหารเช้าเป็โจ๊กหมูอยู่ที่ใกล้ ๆ ริมธารน้ำนั้น
เพ่ยเจินทำการคารวะท่านเฟยหวงซางจวิ้น และกล่าวทักทายเหม่ยเซียงอย่างดีงามตามประสาของนางเอง
“เ้าพักผ่อนเต็มที่พร้อมแล้วหรือ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นนั่งไขว่ห้างจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์อยู่พร้อมเอ่ยทักเมื่อเห็นเพ่ยเจินทำความเคารพตน
“เ้าค่ะ ศิษย์พร้อมสำหรับการฝึกปรือวันนี้แล้วเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอย่างกระตือรือล้นเป็อย่างยิ่ง ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้มองดังนั้นก็อดที่จะยิ้มชมเสียมิได้
“เอาละ ๆ ถือว่าดีมากกับความขยันนี้ อย่าได้ประมาทชะล่าใจส่ะละ วันนี้ข้าจะให้โจทย์แก่เ้า คือเมื่อเ้าออกล่าให้เ้าพยายามเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะวิ่ง เดิน ะโก็ตามแต่ ในการที่เ้าจะลงมือ กล่าวคือ ให้เ้าใช้ศาสตร์มรรคากระบี่พร้อมกับเคลื่อนที่อยู่เสมอด้วย เข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“เ้าค่ะ ศิษย์เข้าใจ และจะพยายามเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรับคำอย่างขันแข็ง
“ดี ดีมาก เอาล่ะมาท่านอาหารเช้าก่อน จากนั้นก็ค่อยเริ่มงานกัน มา ๆ นั่งนี่ ๆ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นยิ้มอย่างยินดีปรีดากับศิษย์น้อยคนนี้
หลังจากที่เพ่ยเจินรับประทานอาหารเช้าเป็ที่เรียบร้อย นางก็ได้ทำการคารวะท่านเฟยหวงซางจวิ้นก่อนออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางมาได้ประมาณลี้กว่า ๆ เพ่ยเจินก็รู้สึกว่าวันนี้ตนเดินได้คล่องแคล่วเป็พิเศษ อันเนื่องมาจากผลของยันต์ย่นพสุธาขั้งสองที่ติดกับขาตนนั่นเอง เมื่อมาถึงจุดนี้เพ่ยเจินได้เชิญกระบี่เก่าคร่ำคร่าของตนเล่มนั้นออกมา จากนั้นก็ทดลองปล่อยกระบี่ให้พุ่งทะยานไปให้ไกลที่สุดเท่าที่นางจะทำได้
ในขณะนี้เพ่ยเจินมีวงแหวนเวทย์สีสว่างจ้าสี่วงด้วยกัน นั่นจึงทำให้นางได้มีระยะขอบเขตมรรคาฟ้าที่กว้างจากเดิมที่สามลี้ เป็หกลี้แล้วในตอนนี้
เพ่ยเจินควบคุมกระบี่เก่าให้นำหน้าไปจากศูนย์กลางที่ตัวนางไปอีกห้าลี้ จากนั้นเพ่ยเจินที่มีมรรคาสายกระบี่ และยังมีเจตน์กระแสขั้นสูงของมรรคากระบี่จึงทำให้นางสามารถเอาจิตสำนึกของตนแฝงเข้าไปในกระบี่ได้
เมื่อกระบี่ทะยานไปด้านหน้าเพ่ยเจินก็เหมือนดั่งกับว่ามีดวงตาของนางนำหน้าไปกับกระบี่ด้วย นางจึงมองเห็นสรรพสิ่งโดยรอบอย่างชัดเจน มิหนำซ้ำนางยังมีแรงััจากกระบี่ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็รูป เสียง กลิ่น รส และััต่าง ๆ ที่มากระทบกระบี่ได้
เพ่ยเจินจึงลองเอากระบี่วิเศษขั้นที่ห้า เป็ตัวนำหน้าดู ก็พบว่าเมื่อนางแบ่งกระแสจิตเข้าไปในกระบี่ััต่าง ๆ ยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าเดิมอีกเป็เท่าตัว นี่หรือความความอัศจรรย์ของการสดับเจตน์กระแสขั้นสูง ของมรรคาฟ้านั้น ๆ
ครานี้เพ่ยเจินทดลองออกวิ่ง แล้วนางก็ตวัดมือปล่อยกระบี่ออก แต่ผลไม่ได้เป็ดั่งที่หวัง คือ กระบี่ไม่สามารถโดนเป้าต้นไม้ที่ตั้งใจไว้ และซ้ำตัวนางยังล้มคะมำอย่างไม่ไม่เป็ท่า
“อู้ยยย เจ็บบบ” เพ่ยเจินค่อย ๆ ลุกขึ้นมาเอามือปัดเศษฝุ่น เศษหญ้าที่ติดเต็มตัวไปหมดเพราะกลิ้งหลายตลบ
“ฮ่า ๆ เป็ภาพที่น่าดูชมยิ่งนัก” เสียงใครคนหนึ่งหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานบันเทิงใจเป็ที่สุด พร้อมกับคำพูดที่ทิ่มแทงผู้ฟังเป็อย่างยิ่ง เขาคนนั้นหาใช้ใครอื่น บุรุษผู้ที่ชอบนั่งหลับเป็ประจำผู้นั้นนั่นเอง
เพ่ยเจิน หันขวับไปมองด้วยสายตาเอาความเป็อย่างยิ่ง เพราะนางไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดให้มาก แค่นางได้ยินเสียงลมหายใจนางก็พอจะเดาได้แล้ว ผู้ที่มาเป็ใคร เพราะนางมีชีวิตนี้ั้แ่ลืมตามา ก็ตัวติดอยู่กับคนผู้นี้มากกว่าผู้อื่นเสียด้วยซ้ำไป
“เป็ท่านอีกแล้วน่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอย่างเดือดดาล
แต่คนที่ฟังคำกล่าวนั้นหาได้ใส่ใจไม่ กลับยิ่งทวีคุณความเพลิดเพลินขึ้นไปอีก เขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นเพ่ยเจินโกรธเคืองเช่นนี้
“เ้าทำไม่ได้ก็แค่ขอให้ข้าช่วยแค่นั้นเอง มันยากมากหรือไรกัน” เขากล่าวในขณะที่ยังคงยิ้ม
เพ่ยเจิน เมื่อได้มองเช่นนั้นก็ได้หายินดีมากไปกว่าเก่าไม่ นางคิดได้อย่างเดียวว่า ทำไมคนที่ทำให้นางโกรธได้ที่สุดในโลกนี้ต้องคนคนเดียวกันที่ทำให้นางเจริญก้าวหน้า แถมยังมีพระคุณแก่นางมากมายคนนี้ด้วย
“ก็ท่านป่วยนี่เ้าค่ะ ข้าจะไปร้องขอคนป่วยได้ยังไงกันอายคนอื่นเข้าแย่” เพ่ยเจินกล่าวอย่างไว้เชิง
แต่ทันใดนั้น ร่างของนางก็ไหววูบไปอีกครา ด้วยแรงฉุกของอะไรสักอย่างหนึ่ง นั่นเป็อ้อมแขนของบุรุษผู้นั้นเอง
“ว้ายยย ท่านจะทำอันใดกันเ้าค่ะ” เพ่ยเจินใรีบกล่าว
แต่หาได้มีเสียงใดรอดผ่านออกมาให้ได้ยินไม่
ทันใดนั้นตัวนางที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมแขนกลางทรวงอกเขาก็ลอยขึ้นอยู่ในท่ามกล่างอากาศธาตุสูงจากพื้นมากกว่าร้อยวาด้วยซ้ำ ทั้งสองลอยคว้างอยู่อย่างนั้น
ในตอนนี้เพ่ยเจินลืมความโกรธเกรี้ยวใด ๆ ทั้งหมดที่มี เพราะเนื่องจากความตกอกใจากสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาบีบรัดเพ่ยเจินให้อยู่ในอ้อมแขนเขา โดยหมุนตัวเพ่ยเจินออกไปด้านหน้า เขาอยู่เอามือซ้ายจับกระชับมือซ้ายเพ่ยเจินเข้ากับเอวของนาง ส่วนมือขวาเอื้อมมาจับมือของนางให้ตั้งอินจรดฟ้าเผชิญหน้าไว้ที่กลางมรวงอกของนาง
จากนั้นเขาก็ได้ส่งพลังปราณยุทธ์อ่อน ๆ เข้าร่างกายของเพ่ยเจิน แล้วจากนั้นก็ได้เอ่ยแก่เพ่ยเจินว่า
“เอาละ อัญเชิญกระบี่ทั้งสามเ้าซ่ะ” เขากล่าวห้วน ๆ นั่นเป็การแสดงด้วยน้ำเสียงอย่างชัดเจนว่าข้าไม่เล่นกับเ้า
เพ่ยเจินเมื่อได้สดับฟังน้ำเสียงเช่นนั้นก็ไม่กล้ากล่าวโต้เถียงอันใด เพราะนางเริ่มรับรู้แล้วว่าเขากำลังจะสอนนางอย่างจริงจัง
“ศาสตร์มหามรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ กระบี่คู่เกี้ยวกระหวัด…”
“สาม! มิใช่สอง ข้าบอกให้เชิญสาม ก็จงเชิญสาม” เขากล่าวขัดแบบเน้นชัดถ้อยชัดคำ เพ่ยเจินหยุกชะงักงันไป เพราะนางยังไม่เคยใช้กระบี่ทีละสามเล่มเลย แม้คิดยังมิเคยเลยด้วยซ้ำไป
“ศาสตร์มหามรรคาฟ้าเทพอัญเชิญสามกระบี่เกี้ยวกระหวัด ทะลวง!” ในขณะที่เร้งเร้าพลังปราณยุทธ์นั้น วงแหวนสีสว่างจ้าทั้งสี่ของเพ่ยเจินก็ออกมารอบ ๆ ตัว แต่ในครานี้มันหาได้มีแต่สีสว่างจ้าดั่งปกติไม่ แต่มันแฝงไปด้วยแสงสีดำทมิฬ แทรกเข้าสู่ตัวอักษรและวงแหวนทั้งสี่โดยรอบ จนในที่สุดมันได้กลายเป็วงแหวนสีดำทมิฬสนิท วงแหวนทั้งสี่นี้เป็วงแหวนที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุดเท่าที่เพ่ยเจินเคยััเห็นมา
เพ่ยเจินััได้ถึงพลังงานปราณยุทธ์มากมายมหาศาสที่กำลังไหลผ่านตัวของนาง แม้จะมองจากมือััของเขาที่ดูเป็พลังงานที่น้อยเสียว่าน้อยด้วยซ้ำ แต่พอเข้าสู่ร่างของเพ่ยเจินแล้ว กลับแสดงพลังอำนาจที่น่าหวาดหวั่นพรันพรึงเป็ที่สุด ตอนนี้เพ่ยเจินมีอาการขนลุกขนชันไปทั้งสรรพางค์กาย นี่มันคือพลังที่น้อยนิดของเขา แต่แทบทำให้ร่างกาย และปราณจิตของเพ่ยเจินแทบจะแหลกหลาญแล้ว
ในตอนนี้คมกระบี่ทั้งสาม ดั่งประดุจกับว่าได้ดื่มโอสถทิพย์ชูกำลังก็มิปาน ตอนนี้มันตวัดบินผ่านยอดไม้แม้ห่างกันเป็สิบกว่าวายอดไม้ยังขาดดิ้น กระบี่ทั้งสามตวัดบินด้วยความเร็วขนาดที่เพ่ยเจินยังมองตามไม่ทัน อยู่ตรงนี้ก็ผลุบหายวับ ไปโผล่ที่ตรงโน้นที นี้ที นี่คือพลังอันใดกันทำไมข้าถึงไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าเขาน่าเกรงขามขนาดนี้
“เอาละ พอสมควรแล้ว ต่อไปจงสดับการสอนของข้าให้ดี เ้าเคยเป็คนที่ร่ายรำได้สวยที่สุดที่โลกธาตุนี้เคยมีมา มาวันนี้ข้าจะสอนเ้าให้ร่ายรำอีกคราให้ได้ดั่งครานั้น” เขาเอ่ยกล่าวอย่างอ่อนโดยในขณะที่มือทั้งสองยังกระชับกับกายของเพ่ยเจินเป็อย่างดี
เพ่ยเจินตั้งใจฟัง แต่นางไม่เ้าใจในคำกล่าวนั้นของเขา แต่ก็ไม่ทันจะถามอันใดได้ แรงฉุดรั้งกายต่าง ๆ อยู่ในการควบคุมของเข้า
เพ่ยเจินอยู่ในอากาศธาตุสูงจากพื้นเป็ร้อยกว่าวา
ในขณะนี้นางม้วนตัวร่ายรำอย่างสวยงามโดยที่มีคมกระบี่ทั้งสามเกี่ยวรัดฉวัดเฉวียนไปมารอบกายของนาง หากใครมาพบเห็นต้องคงคิดว่ามีเทพธิดาที่แปลงกายเป็บุรุษมาร่ายรำบนกลางนภากาศในผืนพิภพนี้เป็แน่นอน
เพ่ยเจินม้วนกาย พลิกหน้า ม้วนพลิกหลังไปมาอย่างงามสง่า โดยที่เขาผู้นั้นก็ประกบอยู่ด้านหลังเสมอ ทั้งสองต่างจ้องมองกันและกัน เพ่ยเจินมองบุรุษผู้นี้ได้อย่างเต็มตา ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง คุ้นเคยขนาดที่ว่าเป็ความรู้สึกที่แปลก เพราะเป็ความรู้สึกที่เนินนาน นานจนนางเองยังไม่สามารถระบุได้ว่านานสักเท่าใด ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ได้แต่ยิ้มในดวงหน้า ส่วนดวงตาของเขายังคงปิดสนิทอยู่อย่างนั้น ทั้งสองแนบชิดกัน ร่ายรำด้วยกัน หากมีใครมากพบเห็นต่างก็มองว่านี่คือคู่์สร้างเพื่อให้มาฝึกคู่มรรคาฟ้าร่วมกันเป็แน่
“เอาละ อย่าได้ใจลอย จงปล่อยให้ร่างกายเ้าจดจำท่วงท่าและการผันแปรพลังปราณยุทธ์นี้ให้ดี ต่อไปข้าจะผันแปรกระบี่ให้พุ่งเข้าหาเ้า ส่วนเ้าก็เอาสองกระบี่ที่เหลือปัดป้อง และสวนทะลวงกลับ อย่างที่ข้าทำเมื่อกี้” เขากล่าวอย่างช้า ๆ ชัดเจน ก่อนที่จะปล่อยให้เพ่ยเจินลอยคว้างอยู่กลางนภากาศนั้น
เพ่ยเจินเมื่อเห็นว่าเขาถอยออกห่างก็หวั่นใจ แต่แล้วนางก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังพยุงนางให้ลอยอยู่ดังนั้นนางจึงเบาใจได้
ในตอนนี้เพ่ยเจินได้เริ่มเร่งเร้าพลังปราณยุทธ์เข้าสู่กระบี่อีกครา นางค่อย ๆ ออกร่ายรำโดยการปัดป่ายมือไปมาพร้อมกันนั้นก็ม้วนตัวหลบหลีกคมกระบี่เก่าคร่ำคร่านั้นไปมาอย่างสง่างาม เมื่อคมกระบี่เก่าใกล้เข้ามานางก็ยกมือสะบัดเอาอีกกระบี่ปัดไปปัดมา เมื่อสบช่องก็แทงทะลวงสวนออกไปเป็ครั้งครา แต่ทุกครั้งนั้นนางจะเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถันเป็ที่สุด จึงเข้าจุดตายในทุกครั้งไป
บุรุษหนุ่มพึงพอใจเป็อย่างมาก กับความเยือกเย็นของเพ่ยเจิน กับความคิดที่มองทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง
เมื่อทั้งสองต่างร่ายรำอย่างเพลิดเพลินใจ จนลืมตัวเร่งเร้าพลังปราณยุทธ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในตอนนี้กระบี่ทั้งสามต่างพุ่งทะลวงสู้กันอย่างเอาเป็เอาตาย จากเริ่มแรกเอื่อยเฉื่อย ตอนนี้กลับรุนแรงดุดันทั้งสองฝ่าย แรงสั่นะเืของพลังปราณยุทธ์เริ่มรุนแรงขึ้นตีแผ่ออกเป็ระลอก ๆ ใบไม้ ใบหญ้า ที่ถูกคมกระบี่ตวัดผ่านลอยปลิดปลิวขึ้นสู่กลางนภากาศเรื่อย ๆ อันเนื่องจากแรงพลังปราณยุทธ์ที่มากมายมหาศาลของเขาผู้นั้นที่เข้าสู่ร่างของเพ่ยเจิน
การพุ่งทะลวงของคมกระบี่ทั้งสามรวดเร็วว่องไว และซ้ำยังฉวัดเฉวียนมากเกินขนาดที่เพ่ยเจินจะรองรับได้ อย่าว่าแต่เพ่ยเจินหากเป็ผู้ที่อยู่นั้นขั้นตระหนักมรรคาฟ้าหากไม่ใช่สายสังขารบรรลุอริยะแล้วละก็คงได้ดับดิ้นสิ้นชีพเป็แม้นมั่น
แต่ทันใดนั้นเพ่ยเจินมิทันได้ระวังเพราะความเร็วที่เกินกว่านางจะรับได้ ทำให้นางร่ายรำอยู่ ก็เกิดสะดุดกับขาตนเองโซซัดโซเซ
ตุบบบ เสียงหลังของนางมากระทบกับแผงอกของบุรุษหนุ่มผู้นั้นอย่างจัง นางค่อย ๆ หันหน้าขึ้นไปดูก็พบว่าเขาตั้งใจมารับนางอยู่แล้ว โดยหาได้สนใจคมกระบี่ทั้งสามที่กำลังตีคว้านอย่างเกรี้ยวกราดนั้นไม่
ปึก ปึก ปึก เสียงของอะไรสักอย่างที่พุ่งปักกระทบกับสิ่งที่มีมวลแ่ามาก เป็กระบี่ทั้งสามเล่มของเพ่ยเจินนั่นเองที่พุ่งมาปักยังกลางแผ่นหลังของเขา
เพ่ยเจินใกับเสียงที่เกิดขึ้นรีบคว้าเอาแขนของเขาอย่างแน่น เมื่อนางตั้งสติได้ก็รีบหันไปดูด้านหลังเขา นางก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือคมกระบี่ทั้งสามหาได้ปักโดนตัวเขาไม่ ทั้งสามต่างลอยค้างอยู่ที่แผ่นหลังของเขาไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“อันใดกัน เ้าใกลัวว่าข้าจะต้องโดนคมกระบี่เส็งเคร็งของเ้าอย่างนั้นหรือ เ้าคิดอ่านข้าด้อยไปแล้ว” เขากล่าวกล่าวอย่างยิ้มออกหน้า เนื่องจากเพ่ยเจินจับแขนเขาแน่นทั้งสองข้างแบบนั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเขากำลังมีความสุข
เพ่ยเจินไม่ได้กล่าวอะไรได้แต่ก้มหน้าลง เอาศรีษะแนบกับแผงออกเขา เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองลอยอยู่ในอากาศธาตุสูงมากเป็ร้อยวา นางจึงไม่ได้ผลีผลามกล่าวหรือแสดงอาการอันใดออกไป
เขาค่อย ๆ หย่อนเพ่ยเจินลงมาถึงพื้น แล้วได้กล่าวกับนางว่า
“เอาละ แค่นี้ก็ใช้ร่างกายของเ้าฝึกปรือไปพร้อม ๆ กับใช้ความรู้สึกเสีย ยิ่งเ้าเข้าใจเจตน์กระแสของกระบี่ดีมากเท่าใด เ้าจะยิ่งเข้าใจธรรมชาติของมรรคาฟ้ากระบี่มากขึ้น สิ่งที่เ้าร่ำเรียนไปนี้เรียกว่า วิชากระบวนท่าร่ายรำปลิดชีพจร” เขากล่าวพร้อมกับสีหน้าที่แย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลา แล้วเขาก็ได้อันตรธานหายไป
“ร่ายรำปลิดชีพจร” เพ่ยเจินกล่าวทวนคำอย่างยินดี
เพ่ยเจินเฝ้ามองแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ที่กำลังเฝ้าพร่ำสอนนางแทบจะทุกอย่าง และเป็คนเดียวกันที่ชอบทำให้นางโมโหอย่างที่สุด แต่แล้วนางก็ยังมีอารมณ์อีกอย่างที่ปรากฏ นั่นคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจคน ๆ นี้ โดยที่นางเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่มาของอารมณ์แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจนี้เลยด้วยซ้ำไป
แล้วเมื่อเพ่ยเจินลองหันหน้าไปมองบริเวณโดยรอบ นางก็ต้องพบกับความสยดสยองใจอีกครั้ง เมื่อนางมองบริเวณโดยรอบระยะไกลลิบสุดลูกหูลูกตา ก็พบว่าร่องรอยของคมกระบี่ที่กระหวัดกระเหวียนไปมาเมื่อกี้ ได้สร้างร่องรอยขนาดมหึมา ประดุจว่ามีพญาัเลื้อยผ่านก็มิปาน ทั้งยอดไม้ใบหญ้า ยอดเขาที่เป็หินล้วนเกิดเป็รอยตามที่กระบี่ลัดผ่านทั้งหมด
สิ่งหนึ่งที่แว็บเข้ามาในห้วงสมองของเพ่ยเจิน คือ คำถามที่ว่า เขาผู้นี้ทรงมหามรรคาฟ้าอันใดกันแน่ ไม่ว่าจะความทะนงตัวเื่ความรู้เื่ศาสตร์มหามรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ กระบี่หลิงเทียน รวมไปถึงความแข็งแกร่งของร่างกายที่ขนาดกระบี่วิเศษทั้งสองเล่มยังไม่สามารถระแคะระคายผิวกายเขาได้เลย แต่ก่อนที่ความคิดของเพ่ยเจินจะเตลิดไปไกลกว่านี้ ก็มีบางอย่างเกิดขึ้นกับนางอีก
“โอ๊ยยย! ท่านบีบแก้มก้นข้าอีกทำไมกัน” เพ่ยเจินรียะโพร้อมหันขวับมากล่าวโดยไม่ได้ทันมองหน้าทันที เพราะนางรู้ดีแก่ใจว่าคนที่กล้าทำเช่นนี้กับนาง บนสากลพิภพนี้คงมีแต่เขาผู้เดียว
“ก็เ้ามันเด็กดื้อ เด็กดื้อต้องโดนอะไรหน๊า” เขาที่ตอนนี้นั่งอยู่ในอาการปกติบนตั่งไม้ก็กล่าวด้วยลักษณะอาการยียวนเป็ที่สุด
“ข้าบอกให้เ้าฝึก แต่เ้าก็ยังเอื่อยเฉื่อยกับเื่ของข้า เ้าคงคิดถึงข้ามากกระมัง” เขากล่าวด้วยสีหน้าที่กวนโทโสเป็อย่างยิ่ง พร้อมกันนั้นก็ยกฝ่ามือซ้ายมาชูให้นางเห็น พร้อมกับแสดงรอยยิ้มที่แสนจะเ้าเล่ห์ออกมา
เมื่อเพ่ยเจินได้ยิน และเห็นภาพดังนั้นก็รีบะโออกพร้อมกับหน้าแดงด้วยอาการเขินอาย นางคิดในใจว่า คนผู้นี้เป็วิญาณร้ายชัด ๆ เขาอ่านความคิดข้าได้เชียวหรือนี่
เมื่อคิดว่าออกมาไกลห่างพอสมควร เพ่ยเจินจึงได้เริ่มตั้งสมาธิจิต เร่งเร้าพลังปราณยุทธ์อีกครา เมื่อทุกอย่างเริ่มคงที่ เพ่ยเจินก็ได้ส่งกระบี่วิเศษออกไปอีกครา แต่ครานี้เพ่ยเจินส่งออกไปทีละสองเล่มเพื่อจะได้ช่วยกันตรวจจับหาเ้าราชสีห์ขนทองนั่นให้ได้สะดวก เพ่ยเจินออกเดิน พร้อมกับใช้กระบี่อย่างคล่องแคล่ว
เพ่ยเจินเดินไปด้วยก็คิดเอาตัวเองเปรียบเสมือนกำลังร่ายรำอยู่ พร้อมกันนั้นก็ควบคุมกระบี่สืบเสาะหาร่องรอยไปอย่างอ่อนช้อย พลิ้วไหว
“เจอแล้ว สามตัวรึ เสร็จข้าละ”
ครานี้เมื่อเพ่ยเจินััเห็นเ้าราชสีห์ขนทองทั้งสามตัว ที่กำลังกัดกินเหยื่อที่เป็เก้งป่าอยู่อย่างพัลวันนั้น นางก็ไม่รีรอช้าอีก เพราะครานี้นางเคลื่อนไหวได้สะดวกเพราะมียันต์ย่นพสุธาขั้นสอง ที่ในระยะร้อยว่าจะเป็เลิศมากในความว่องไว และตอนนี้นางก็พัฒนาขึ้นเป็ปราณจิตโอสถอนัตตาเรียบร้อยแล้วด้วย พร้อมกันนี้นางยังพร้อมในเื่ของการควบคุมกระบี่มากขึ้น โดยตลอดครึ่งวันที่ผ่านมานางก็พยายามฝึกให้ร่างกายจดจำท่องท่าไว้ให้ได้หมด อาจจะตกหล่นบางประการเท่านั้น
เมื่อเข้าระยะห้าลี้ เพ่ยเจินอยู่เหนือลม พวกมันยังไม่ทันระวังตัว เพ่ยเจินพร้อมลุยอย่างเต็มที่
“ไป!”
เพ่ยเจินเร้งเร้าพลังปราณยุทธ์เข้าสู่ยันต์ย่นพสุธาขั้นสองอย่างเต็มกำลัง พร้อมกันนั้นก็ะโพุ่งทะยานออกไป นางะโทีเดียวทะยานไกลได้ร้อยวา เพ่ยเจินพุ่งทะยานสามรอบก็ได้เกือบลี้แล้ว
ตอนนี้ราชสีห์ขนทองทั้งสามยังมิทันได้ระวังตัว เพราะมัวแต่ยื้อแย่งอาหารกันอยู่ จึงเป็โอกาสที่เพ่ยเจินจะฉวยจังหวะนี้เข้าประชิดสังหารพวกมันเสีย
เมื่อเพ่ยเจินพุ่งทะยานมาได้ใกล้พวกมันในระยะสองลี้เศษ เพ่ยเจินก็ไม่รีรออีก นางปล่อยกระบี่ขั้นห้าให้พุ่งทะยานขึ้นเหนือทองฟ้าโดยให้สูงที่สุดเท่าที่นางยังคุมไหว และปล่อยกระบี่ผยองจิตให้วนรอบเป็ดั่งกับว่าให้กระบี่ผยองจิตนี้คอยต้อนกันเพื่อไม่ให้ราชสีห์ขนทองเตลิดหนี
“ทะลวง!!!”
เพ่ยเจินเอ่ยสั่งการภายในจิต จากนั้นกระบี่ขั้นห้าที่ขึ้นชื่อเื่การพุ่งทะลวงแล้ว ยังขึ้นชื่อเื่ความปราดเปรียวเป็ที่สุด
คมกระบี่บนนภากาศพุ่งดิ่งทะยานลงสู่พื้นล่างด้วยความรวดเร็วอย่างน่าประหวัดหวั่น
ฉึกกก!!! พรวดดด!!! เสียงกระบี่วิเศษขั้นห้า แทงทะลวงกลางหัว ทะลุสมองกระซวกออกใต้คางของราชสีห์ขนทองตัวหนึ่งอย่างจัง ความแรงที่มากโขทำให้ใบกระบี่จมลึกลงในดินจนเหลือให้เห็นแต่ด้ามเท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเร็วเร็วมิทันได้ถึงอึกใจเลยด้วยซ้ำ จนมันไม่ทันได้ร้องเสียงใดใดออกมา แต่สองตัวที่เหลือนั้น เมื่ออยู่ ๆ เห็นพวกของมันดับดิ้นอย่างกระทันหันลงตรงนั้น พวกมันที่เหลืออีกสองตัวก็พากันสะดุ้งใตัวหนึ่งเตลิดไปทางซ้าย อีกตัวเตลิดไปทางขวา
“ข้าไม่ปล่อยให้หนีหรอก” เพ่ยเจินมองพวกมันทั้งสองด้วยสายตาอย่างพญามัจจุราชจ้องมองมดปลวกก็มิปาน
เพ่ยเจิน กระโจนออกไปทางขวาอย่างรวดเร็ว โดยอานุภาพแห่งยันต์ย่นพสุธาขั้นสองนั้น ทำให้เพ่ยเจินไม่ได้เสียจังหวะในการออกตัวไล่กวดมันสักเท่าใด
เ้าตัวที่วิ่งนำทางขวานี้ มันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังหนีสิ่งใด แต่ที่มันรู้แน่ชัดคือ สิ่งนี้คือสิ่งที่น่ากลัวปานว่าจะปิดชีพมันได้ ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ มันก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเพ่ยเจินพุ่งทะยานตามมันอย่างกระชั้นชิดเหลือเกิน
เพ่ยเจินไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เพราะนางได้วางกับดักไว้แล้วเป็ที่เรียบร้อย ั้แ่ก่อนที่จะออกปฏิบัติการล่าสังหารในกาลครั้งนี้
“ไป” เพ่ยเจินสั่งความแก่กระบี่อีกเล่มหนึ่ง ที่ซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว นั่นคือกระบี่ผยองจิต เล่มที่ซุ่มรอทางด้านกาบขวาั้แ่เริ่มแผนการ
เมื่อพลังปราณยุทธ์ที่ถูกเร่งเร้าได้พวยพุ่งเข้าสู่ตัวกระบี่ผยองจิต ทันใดนั้นมันก็พุ่งฉวัดเฉวียนปราดเปรียว ไร้ซุมเสียงใดใด มันคือพญาอสรพิษร้ายที่เฝ้ารอเหยื่ออย่างหิวกระหาย กระบี่ผยองจิตพุ่งปราดไปดักตรงหน้าตามแผนของเพ่ยเจิน แต่หาได้พุ่งแทงทะลวงไม่ เพราะนั่นจะเป็การเสียงเวลาในการวกปลายกระบี่เสียเท่านั้น
“สะพรึ่งงง!!!” เพ่ยเจินเลือกใช้พลังแฝงของกระบี่ผยองจิตขั้นสี่ทันที
กึกกก!!! ทันทีที่กระบี่ผยองจิตแสดงแสนยานุภาพ เ้าสัตว์ร้ายราชสีห์ขนทองก็ชะงักงันทันทีนั้นไม่กระดุกกระดิกตัวแม้แต่น้อย มันแสดงออกได้เพียงสีหน้าที่ตื่นกลัวอย่างสยดสยอง บูดเบี้ยว เพราะแรงแห่งจิตสังหารของกระบี่ผยองจิตได้เข้าคุกคามจิตใต้สำนึกของมัน จึงทำให้มันเกิดภาพว่ามันกำลังถูกสังหารอย่างทารุณกรรมเสมือนจริงขึ้นในมโนจิต มันจึงเหมือนกับถูกตรึงไว้โดยปริยาย
เพ่ยเจิน ไม่ได้มัวยืนมองผลของกระบี่ผยองจิตแต่อย่างได้นางเป็คนมีไหวพริบปฏิภาณเป็เลิศ เพราะนี้คือแผนการของนาง
“ทะลวงงง!!!” นั่นคือคำสังการปะาของเพ่ยเจิน ที่พุ่งตรงสู้กระบี่วิเศษขั้นห้าที่เปรียบเสมือนพญามัจจุราชที่ไล่กวดมันมาอย่างไม่ได้ลดละ
ฉึกกก!!! พรั่ววว!!! พรวดดด!!! นั่นคือเสียงของกระบี่วิเศษขั้นห้าที่แทงเข้าขาหลัง กระบี่ตีคว้านจนเสียงเหลือดสดทะลักออกอย่างพรั่งพรู แล้วสิ้นสุดที่เสียงแห่งการหมดสิ้นจิตวิญาณของราชสีห์ขนทองตนนี้ กระบี่ตีคว้านทะลุออกแผงออกหน้าอย่างไร้ปรานี มันนอนหมอบลงอย่างเป็ดุษณีภาพไร้ซึ้งเสียงใดใดออกมา อันเนื่องมาจากฤทธีแห่งกระบี่ผยองจิตด้วย
เพ่ยเจินหาได้มัวชื่นชมไม่ นางรีบสะบัดมือให้แหวนปราณฟ้านั้นดูดเก็บซากของราชสีห์ขนทองมาทันที
จากนั้นนางก็จ้องมองไปทางซ้าย พร้อมกันนั้นก็ปล่อยกระบี่ทั้งสองเล่มออกกวดตามหาเ้าราชสีห์อีกตัวที่เตลิดไปไกล
เพ่ยเจิน ะโไปข้างหน้าอย่างว่องไวไม่ได้รีรออย่างในอดีต นางหดเอากระบี่ผยองจิตกลับมาแนบไว้ใกล้กับตัว พร้อมกันนั้นยังปล่อยกระบี่วิเศษขั้นห้าทะยานไป
เพ่ยเจินกระโดนทะยานเลยผ่านจุดที่พึ่งลงมือสังหารในคราแรกไป นางรีบตวัดมือเก็บซากศพของเ้าราชสีห์สิ้นฤทธิ์ตัวนั้นไปด้วย
เมื่อเพ่ยเจินทะยานจากจุดแรกมาได้ร่วมสามลี้ ก็พลันเจอกันพุ่มหญ้าที่สูงกว่าตัวนางมาก นางจึงได้แต่ะโขึ้นกลางลำต้นไม้ใหญ่แล้วะโดีดออกไปอีกต้น นางทำอย่างนี้จนเริ่มที่จะหอบเหนื่อย
มาถึงจังหวะหนึ่งที่นางกำลังพุ่งทะยานกลางอากาศธาตุ กลางดงพุ่มหญ้าสูงนั้น
โครรร!!! เสียงของอะไรอย่างหนึ่งพลันะโคำราม และหวังตระครุบศรีษะของนางอย่างจัง แต่ครานี้มิใช่เพ่ยเจินดั่งคราก่อน นางมีไหวพริบปฏิภาณ และสติตั้งมั่นพร้อม นางจรดอินค้ำฟ้าเผชิญหน้าอยู่กลางอกเสมอมา
เพ่ยเจินบิดตัวไปทางซ้าย ม้วนเป็เกรียวอยู่กลางอากาศธาตุทันที มันตะปบหวืดถากใบหูเพ่ยเจินไปเศษข้อนิ้วมือ ทำให้ผ้าที่รัดผมดั่งบุรุษเพศของนางหลุดออก แต่นั่นคือสิ่งที่ดี เพราะนางยังหลบรอดพ้นจากกรงเล็บแห่งความตายนี้
เพ่ยเจินหาได้หยุดยั้งไม่ นางเองก็หวังให้เป็เช่นนี้เหมือนกัน การที่นางจรดอินค้ำฟ้าเผชิญหน้าไว้เสมอนั้นเพราะนางเตรียมกระบี่ผยองจิต อันเป็ดั่งเครื่องตรึงจิตของศัตรูได้ชั่วขณะนั้นไว้กับตัว นางเปล่งวาจาสิทธิ์ลงกระบี่ที่กำลังพุ่งทะยานจากพื้นดิน แทงทะลวงขึ้นตรงสู้กลางอากาศด้านล่าง ตรงด้านหลังเพ่ยเจินในขณะนี้ทันที
“สะพรึ่งงง” เมื่อสิ้นวาจาสิทธิ์ กระบี่ที่ถูกซ่อนอยู่ด้านหลังและกำลังพุ่งตรงทะลวงอากาศธาตุมาด้วยความเร็วอันน่าสะพรึ่งนั้น ก็สำแดงแสนยานุภาพทันที
ในขณะจิตที่เ้าเดรัจฉานที่ชื่อราชสีห์ขนทอง ที่กำลังอ้าปากกว้างหวังที่จะกัดลำตัวของเพ่ยเจินให้เต็มรักนั้น พลันหยุดกึกกลางอากาศธาตุทันที
ตอนนี้เพ่ยเจินบิดตัวหมุนเอี้ยวหลบพอดีที่มือซ้ายกำลังตรึงสัญลักษณ์จรดอินค้ำฟ้าเผชิญหน้าอยู่นั้น มือขวาของนางก็ตวัดออกซึ่งเป็ในรูปลักษณะเช่นเดียวกับมือซ้าย คือในชั่วขณะนั้นนางได้ควบคุมกระบี่วิเศษขั้นห้าที่นำหน้าก่อนให้วกกลับมาหานาง ซึ่งมันก็ทันเวลาพอดี
ฉึกกก! รอบที่หนึ่งคือ กระบี่ผยองจิตที่สำแดงอานุภาพอยู่ได้แทงสวนขึ้นกลางอากาศผ่านช่องเอวที่เล็กคอดเป็รูปนาฬิกาทรายของเพ่ยเจิน เสยขึ้นแทงทะลวงกลางปากที่อ้าอย่างใหญ่โตมโหฬารของมัน พรวดดด! เสียงกระบี่ผยองจิตแทงทะลุออกท้ายทอยของส่วนหัวมัน จนหัวของมันเชิดเงยขึ้น
ทันใดนั้นสิ่งที่เพ่ยเจินกำลังสั่งให้กลับมา ก็มาทันทวงทีเวลาพอดี นั่นคือกระบี่วิเศษขั้นห้านั่นเอง
ฉึกกก! เสียงกระบี่วิเศษขั้นห้า ที่ตีคว้านเป็เกรียวมันควงมาก่อนแล้ว ประจวบเหมาะกับที่หัวของมันเชิดเงยขึ้น และกำลังอ้าปากอยู่ จึงทำให้กระบี่วิเศษขั้นแทงทะลวงเข้าปากของมันอย่างจัง ความเร็วและแรงของกระบี่วิเศษขั้นห้าที่วิ่งกลับมาด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่มันจะเร็วได้ ทำให้การแทงทะลวงครั้งนี้ ลึกสุดปลายกระบี่วิเศษขั้นห้า แต่ด้ามของกระบี่วิเศษขั้นห้าไปติดกับใบกระบี่ผยองจิต จึงทำให้คาเป็รูปกากบาทอย่างนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงเพียงแค่เศษเสี้ยวแห่งกาลเวลาที่อยู่กลางอากาศด้วยซ้ำไป
เพ่ยเจินเมื่อม้วนตัวได้ครบรอบ ก็ร่วงหล่นลงพื้น ในขณะที่นางกำลังจะตกกระแทกพื้น ก็มีพุ่มหญ้าที่สูงกว่านางเ่าั้รับไว้ ทั้งตัวนางเองและเ้าสัตว์ร้ายนั่นด้วย
เพ่ยเจินไม่มีเวลามาเ็ป นางต้องรีบฟื้นตัว เพื่อกันมิให้เกิดเื่ไม่คาดฝันอีกดั่งคราก่อนที่เ้าอสรพิษล่องนภานั่น
แอ๊ก ๆ ๆ เสียงของอะไรสักอย่างดังขึ้นใกล้ ๆ นาง
เพ่ยเจินจึงรีบไปดูตามเสียง นั่นคือเ้าราชสีห์ขนทองที่นางไล่ล่า และมันเองก็ดักซุ่มสังหารนางเช่นกัน พอมาถึงจุดนี้ เพ่ยเจินมองสบตากับมันก็เห็นถึงความรักตัวกลัวตายจากมันอย่างท้วมท้น เพ่ยเจินมองอาการาเ็ของมันที่ในตอนนี้มีกระบี่สองเล่มเสียบทะลุโพรงปากเป็รูปกากบาทนั้น นางก็เกิดความเวทนาในใจขึ้น
ฉึกกก! ทันใดนั้นก็มีของที่เป็ลักษณะแหลมคล้ายดั่งลูกธนู แต่นี่เป็ลูกธนูเพลิงที่เป็ประกาศิตแห่งความหมอดม้วยมรณาแก่เ้าสัตว์ร้ายที่กำลังทรมาน นั่นคือธนูเพลิงอัคคีแห่งท่านอาจารย์เฟยหวงซางจวิ้นนั่นเอง
“กลับได้แล้วเพ่ยเจิน” เสียงของท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยจากที่ไหนสักที่ อย่างชัดเจนและกระชับเป็คำสั่งเป็ที่สุด
เพ่ยเจินเมื่อได้ยินก็รีบเก็บร่างของเ้าราชสีห์ขนทองที่โชคร้ายตัวนี้ใส่ในแหวนปราณฟ้าของตนทันที และก็รีบเดินทางกลับที่พัก โดยครานี้นางใช้หลักการะโพุ่งทะยานอย่างเต็มที่ เพราะนางเองก็อยากรู้ศักยภาพของตนเองด้วย
ในขณะที่นางกำลังทะยานกลับ นางก็คิดไปถึงภาพที่พึ่งเกิดเมื่อกี้ทันที นางกำลังเห็นใจ เศร้าใจ เกรงกลัว นางมีอารมณ์ที่หลากหลายกำลังหลั่งล้นเข้ามาในห้วงแห่งจิตของนาง
“เ้ากำลังคิดอันใดให้มากความเ้าตัวโง่งม” เสียงของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้นใกล้กับหูของนาง
“ข้าก็ไม่เข้าใจตนเองเ้าค่ะ ว่าเพราะเหตุใด” เพ่ยเจินกล่าวกลับไป
“อย่าได้ยึดติดเลย สิ่งที่เ้าฆ่าไป แม้มันจะตายแต่ดวงจิตมันก็จะวนเวียนในวัฏฏะของโลกธาตุไป มันอาจจะเวียนกลับมาเกิดเป็มนุษย์ก็ได้ตามแต่ผลแห่งกุศลและอกุศลของมัน” เขาเอ่ยกล่าวปล่อบโยนนาง
“หากเป็เช่นกันก็คงดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวเสียงอ่อน
“แน่นอน มันย่อมเป็เช่นนั้น” เขากล่าวเรียบเฉย
“ท่านมั่นใจหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินสงสัย
“หึ เ้ามิได้ไว้ใจและเชื่อข้าหรอกหรือ” เขากล่าวโดยชักเสียงดั่งกับว่าจะเริ่มมีโทสะบ้างแล้ว
เพ่ยเจินตระหนักได้ทันทีถึงภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนหากนางทำให้บุรุษผู้นี้โกรธ เพราะเหตุนี้ภาพที่โดนบีบขย้ำแก้มก้นแต่ละคราได้หวนมาสู่จิตของเพ่ยเจิน นางจึงได้แต่รีบตอบไปว่า
“เ้าค่ะ เ้าค่ะ ข้าเชื่อ และเชื่อตลอดมาเ้าค่ะ ข้าจะไม่คิดแล้วเ้าค่ะ” นางรีบพูดละล่ำละลัก แล้วนางก็รีบทะยานกลับไป
เมื่อเพ่ยเจินเดินทางกลับมาถึงที่พัก ก็เห็นว่าเสินว่าน เหม่ยเซียง ต่างเก็บข่าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ลงในถูงปราณฟ้าของแต่ละคนแล้ว
“นี่พวกท่านกำลังทำอะไรกันเ้าค่ะ หรือว่าเราจะย้ายที่พักกัน” เพ่ยเจินเอ่ยถามด้วยอาการหอบเหนื่อย
“ใช่แล้ว เมื่อกี้ท่านอาจารย์บอกว่าเราจะเดินทาง เพราะเ้าทำงานสำเร็จได้โลหิตของเ้าราชสีห์ขนทองครบห้าไหแล้ว” เสินว่านรีบเดินมาหาเพ่ยเจิน พร้อมกันนั้นก็เอ่ยวาจาตอบข้อสงสัยไปด้วย
“ออ ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ และตอนนี้ท่านอาจารย์ละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินจับมือเสินว่านด้วยอาการยินดี และได้เอ่ยถามไป
“ตอนนี้ท่านอาจารย์ กำลังไปทำธุระอยู่นะ มา ข้าช่วยเ้าเก็บของ” เสินว่านเองก็ยินดีกับเพ่ยเจินจึงได้จูงมือกันไปเก็บของเพ่ยเจินกัน
ยอดเขาอีกลูกหนึ่งห่างจากเพ่ยเจินอยู่ สามร้อยลี้
“ท่านมั่นใจใช่ไหมเ้าค่ะ”เสียงของท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าว
“แน่นอน เ้าต้องระวังให้ดี ตัวเ้านั้นไม่ได้มีปัญหามากมาย แต่เ้าอย่าลืมว่าเ้าพาคนของข้าไปด้วย ดังนั้นยิ่งกว่าสิ่งใดคือความปลอดภัยของนาง” เสียงของบุรุษผู้ที่ในตอนนี้กำลังนั่งเอามือขวาเท้าศรีษะหลับตาอยู่อย่างนั้น กำลังคูยกับท่านเฟยหวงซางจวิ้น
“เราเลี่ยงที่จะไม่ไปมิได้หรือเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยความน้อบน้อม
“ไม่ได้ เ้าต้องได้วัตถุดิบมาให้ครบ เพราะเวลาของนางไม่ได้มากมายให้เ้าสบายใจได้นะ” เขากล่าวค้านเสียงแข็ง
“เ้าค่ะ แต่ที่นั้นตอนนี้อย่างที่ท่านทราบ กำลังมีเื่ราวร้ายแรง ที่ฝ่ายเรายังมิได้ข้อสรุป และหากร้ายแรงกว่าที่คิดข้าน้อยกลัวว่าผลเสียจะมากกว่าผลดีที่จะได้รับนะเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นประสานมือค้อมกายขณะกล่าวอย่างอ่อนน้อม
“ยิ่งนางเจอเื่ร้ายแรงปานชีวิตจะหมดสิ้น นางจะยิ่งเข้าใกล้ความทรงจำของนางยิ่งขึ้น และหากมันร้ายแรงมากเกินอย่างที่เ้าว่า เ้าหิ่งห้อยน้อยเอ๋ย เ้าจงสละชีวิตเสีย” เสียงนั้นหยุดกล่าวด้วยความเยียบเย็นประหนึ่งว่าชีวิตของท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้ดับดิ้นลงแล้ว
“เ้าค่ะ ข้าหิ่งห้อยน้อยรับทราบแล้วตามที่นายท่านปรารถนาเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นรับคำ พร้อมนั่งชันเข่าขวาเป็การแสดงความเคารพต่อผู้ที่อยู่สูงกว่าตนอันมากเกินคณานับได้
ในทางเพ่ยเจิน และเสินว่าน เหม่ยเซียงที่กำลังเก็บของ และรอท่านเฟยหวงซางจวิ้นอยู่
“พวกเ้าพร้อมแล้วหรือ”เสียงท่านเฟยหวงซางจวิ้นพลันดังขึ้นด้านหลังพวกนาง
ทั้งสามรีบหันไปทางต้นเสียงด้วยความดีใจ
“เ้าค่ะพวกศิษย์พร้อมแล้ว” เสินว่านรีบหันกลับไปตอบ
“เอาละงั้นก็พร้อมจะเดินทางกันเสียที เื่อื่นค่อยคูยกันตอนเดินทางละกัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าว โดยที่นางได้ล้วงเอาของวิเศษออกมาจากถูงปราณฟ้านั้นก็คือเรือเหาะของวิเศษขั้นเจ็ดนั่นเอง
ทั้งสี่เดินขึ้นเรือเหาะไปด้วยความสบายใจ เพราะด้านในเรือเหาะนี้มีอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าบ้านคหบดีร้อยเท่าด้วยซ้ำไป
เมื่อทั้งสี่มาถึงห้องโถงหลัก เหม่ยเซียงก็รีบไปตระเตรียมชา ส่วนเสินว่านรีบไปเตรียมที่พักให้อาจารย์ ส่วนเพ่ยเจินท่านเฟยหวงซางจวิ้นเรียกให้คูยก่อน
“วันนี้ ถือว่าเป็เื่ที่น่ายินดียิ่ง ที่เ้าสามารถแสดงศักกายภาพออกมาได้ล้ำเลิศจริง ๆ”ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยชมอย่างจริงใจ
เพ่ยเจินรีบผสานมือขึ้นคารวะท่านอาจารย์ของตน แล้วได้กล่าวว่า
“เป็เพราะท่านอาจารย์คอยสอนสั่งศิษย์เ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ๆ อย่ามากความเลย การเดินทางในครานี้อาจมีอันตรายมากมายมหาศาล ดังนั้นเ้าต้องละวังตัวให้ดี ๆ อย่างได้ประมาทเชียวละ”ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยเตือนอย่างบริสุทธิ์ใจ
“เ้าค่ะ ศิษย์รับทราบแล้วเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านอาจารย์เ้าค่ะ การเดินทางในครานี้เราจะไปไหนกันเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถาม
“ครานี้เราจะเดินทางล่องลงไปทางใต้สุดของพิภพนี้ คือเมืองเฉิงตูโจว ห่างจากที่เราอยู่ราว ๆ สามหมื่นลี้ เพราะเราอยู่เหนือสุดต้องลงไปใต้สุด นั่นจึงลำบากพวกเ้าแล้ว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยตอบ ในขณะที่พวกเสินว่าน เหม่ยเซียงกำลังเข้ามาพอดี
“นี่เราจะเดินทางไปเฉิงตูโจวเลยหรือเ้าค่ะ” เสินว่านเมื่อได้ยินก็ดีใจยินดีเป็อย่างยิ่ง
“ใช่ เราจะใช้เวลาเดินทางร่วมกว่าอาทิตย์ พวกเ้าก็อย่าลดละการฝึกปรือเชียวละ”ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกำชับศิษย์ของนางเป็อย่างดี
“เ้าค่ะ” ทั้งสามรีบตอบรับเป็อย่างดี
เสินว่านได้ชวนเพ่ยเจินออกมานอกเรือเหาะ เพื่อชมดูบรรยากาศที่ใกล้จะค่ำแล้ว เนื่องจากเพ่ยเจินได้ทานแต่โจ๊กหมูในยามเช้านางจึงหิว เลยได้หยิบขนมเปี๊ยะที่ตาเฒ่าหม่าทำให้ติดมือมาด้วย
“ท่านบรรลุขั้นพิชิตฟ้าแปดดาวแล้วข้ายินดีด้วยนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยในขณะที่กำลังจะกินขนมในมือ
“ข้าก็ยินดีกับเ้าด้วยเช่นกันนะเพ่ยเจิน ว้า หากข้าอยู่บ้านท่านปู่ ท่านพ่อท่านแม่ และท่านพี่คงร่วมฉลองให้ข้าเป็แน่” เสินว่านเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงแววสลดเล็กน้อย
เพ่ยเจินเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าสหายตนกำลังคิดถึงบ้าน นางจึงได้แบ่งขนมเปี๊ยะในมือกึ่งหนึ่ง แล้วนางก็ยื่นให้เสินว่านทันที
“นี่เ้าค่ะ”
“อันใดกัน ก็เ้าหิวเ้าก็กินสิข้าไม่แย่งเ้าหรอก” เสินว่านกล่าวโดยการฝืนยิ้ม
“ป่าวเ้าค่ะ นี่คือของรางวัลร่วมฉลองที่ท่านสามารถบรรลุพิชิตขั้นแปดดาวได้ไงเ้าค่ะ” เพ่ยเจินยิ้มจนตาหยี๋
เสินว่านมองดูสหายสนิทตรงหน้าก็อดกลั้นที่จะร้องร้ำไห้ไม่ได้ จึงได้เข้าไปกอดเพ่ยเจินอย่างจริงจัง แล้วก็ได้หยิบเอาขนมเปี๊ยะนั่นมา พร้อมกันนั้นก็ยิ้มด้วยน้ำตาแก่เพ่ยเจิน
หลังจากที่ทั้งหมดได้ทานอาหารค่ำกันเรียบร้อยบนเรือเหาะนี้ ทุกคนต่างไปชำระกาย และเตรียมตัวพักผ่อน มีเพียงเพ่ยเจินที่ชำระกายแล้วแต่ยังมิได้นอน นางเข้าฌาณสมาบัติรวบรวมพลังปราณฟ้าดินครบสองชั่วยามเสร็จ นางก็เดินออกมานอกตัวเรือเหาะ
“ท่านเพ่ยเจินเ้าค่ะ เหตุไฉนไม่ประดับปิ่น หรือเกล้าผมให้เรียบร้อยละเ้าค่ะ ไม่สมเป็ท่านเพ่ยเจินเลยนะเ้าค่ะ” เหม่ยเซียงเอ่ยถามเพราะในค่ำคืนนี้เพ่ยเจินไม่เกล้าผมให้เรียบร้อยดั่งเพ่ยเจินปกติทุกครา
“พอดีข้าทำปิ่นไม้หายนะ” เพ่ยเจินหันไปตอบด้วยสีหน้าเศร้า
“แค่ปิ่นไม้คร่ำคร่าเองเ้าค่ะ หน้าตาสละสลวยแบบท่านเพ่ยเจินต้องประดับของเลอค่าสิเ้าค่ะ มาเ้าค่ะเดี๋ยวเหม่ยเซียงอาสาประดับให้” เหม่ยเซียงผายมือออกเป็การเชื้อเชิญ
“ไม่เ้าค่ะ ข้ามีความรู้สึกว่า หากชีวิตนี้ไม่มีปิ่นไม้นั่น ข้าก็จะไม่เกล้าผมอีก หากมีคนบังคับข้า ข้าก็จะโกนผมทิ้งเสีย” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างจริงจังเป็อย่างมาก จนเหม่ยเซียงไม่กล้ากล่าวอันใดอีก
“อันใดกันเ้าค่า งั้นข้าน้อยไม่รบกวนท่านแล้วนะเ้าค่ะ มีงานอันใดเรียกใช้เหม่ยเซียงได้นะเ้าค่ะ” เหม่ยเซียงเอ่ยกล่าวอย่างจนใจแล้วก็จากลาไป
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินมานั่งที่ม้านั่งตัวหนึ่ง นางมองดูท้องฟ้าที่มีแต่หมูดาวสะพรั่งเต็มไปหมด ตอนนี้เรือเหาะลอยเหนือก้อนเมฆมาแล้ว จึงทำให้ท้องฟ้านั้นกระจ่างชัดเห็นเดือนดาวชัดเจน แต่ทำไมมีเพียงภายในใจเพ่ยเจินที่รู้สึกเศร้าสลดใจเป็ที่สุด
เพ่ยเจินนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอย่างนั้น ดั่งกับใจนั้นได้ล่องลอยไปแล้วมิได้อยู่กับตัว นั่นเพราะผลอันเนื่องมาจากการที่ปิ่นไม้เก่าคร่ำครึนั้นหายไป นางมีความรู้สึกดั่งว่ามีอะไรที่สำคัญยิ่งในชีวิตนางได้หายไปด้วย
ทันใดนั้นก็มีัับางอย่างเกิดขึ้นกับผมของนาง
เพ่ยเจินเมื่อรู้สึกว่ามีคนจะพยายามมารัดเกล้าผมของนาง นางกำลังจะสะบัดหัวออกแต่ก็ต้องหยุดชะงักลง
“อย่าดิ้นสิ ข้าทำไม่สะดวก” เสียงของบุรุษผู้นั้นนั่นเอง และััมือนั้นก็เช่นกัน
เพ่ยเจินเมื่อรู้ว่าเป็เขา ก็ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจได้ เพราะนางเชื่อใจเขา
เขาค่อย ๆ เอาของลักษณะคล้ายหวีมาสางหวีให้เพ่ยเจิน เพราะเพ่ยเจินอยู่ตรงหน้า และเขาไม่ให้ขยับดิ้นตัวนางจึงไม่รู้ว่าอะไร เขาหวีผมให้นางอย่างนิ้มนวลอ่อนละมุนยิ่ง เขาเอาน้ำมันเครื่องหอมเข้าชะโลมให้ผมของเพ่ยเจิน ทุกกลิ่นล้วนเป็กลิ่นที่แปลกประหลาดและแฝงไปด้วยความเก่าโบราณกาลเป็อย่าง แต่ก็หอมและที่สำคัญเพ่ยเจินกลับชื่นชอบกลิ่นหอมนี้ และรู้สึกหลงใหลมาอย่างเนิ่นนานแล้ว เขาดูแลบำรุงเส้นเกศาให้เพ่ยเจินปานกับว่าเขารักและถนุถนอมเท่าชีวิตก็มิปาน
จากนั้นเขาก็รวบผมของนางขึ้นทำเป็มวยก้อนเรียบร้อย จากนั้นเขาก็เอาสิ่งหนึ่งเสียบยึดเข้าไป
“เรียบร้อย อย่างนี้สิใครต่อใครจะได้ไม่มาตำหนิว่าให้ว่า ของของข้าปล่อยผมเผ้ารกรุงรัง ซ้ำยังเซ้อซ่าจะโกนผมหัวอีก เห้อออ เ้านี่น่า” เขากล่าวโดยทอดถอนใจใหญ่
เพ่ยเจินได้ยินก็มิได้ว่าอะไร แต่นางมีความสึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันทีที่มีของบางอย่างเสียบเข้าไปที่มวยผมของนาง นางจึงรีบดึงเอากระจกออกมาจากถูงปราณฟ้ามาส่องดู และแล้วนางก็เผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจเป็ที่สุด พร้อมกันนั้นรอยโลหิตสด ๆ ก็เอ่อขึ้นที่ดวงตาของนาง
“ทะ ท่านเจ่าค่ะ”เพ่ยเจินเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือพูดไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำดั่งปกติ
“ขอบพระคุณที่เมตตาเ้าค่ะ ขอบพระคุณที่เมตตาจริง ๆ เ้าค่ะ” เพ่ยเจินเมื่อมองเห็นปิ่นไม้เก่าคร่ำครึน้อย ๆ นั้นมาเสียบไว้ในที่ที่มันเคยอยู่ นางก็อดกลั้นหยดโลหิตสดมิให้หลั่งใหลออกจากดวงตามิได้
เพ่ยเจินด้วยความตื้นตันใจเป็ที่สุด นางจึงได้หันไปกอดเข้าที่ซอกเอวทั้งสองข้างของเขา แล้วเอามืออ้อมมาจับกันไว้ นางเอาหน้าซุกไปที่สีข้างด้านซ้ายมือของเขา
เขาเอามือซ้ายมาลูบหัวเพ่ยเจินเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู สงสาร และอารมณ์อีกมากมาย เขาทำแบบนี้ด้วยความสุขใจของเขาเอง เขาชอบมองเวลาที่เพ่ยเจินมีความสุขเป็ที่สุดนี่แหละเขา
“อย่าร้องไห้เลย โลหิตสดที่ไหลจากดวงตาเ้ามีค่ามากพอที่จะแลกกับพิภพหนึ่งได้เลยนะ หยุดร้องเสีย” เขากล่าวปลอบโยนด้วยคำ และน้ำเสียงที่ปราณีตอ่อนโยนเป็ที่สุด
เพ่ยเจินได้ฟัง นางก็เอะใจ แต่ก็พยายามฟังผ่านไปเสีย นางยังคงกอดเขา และได้เช็ดหน้าตนเองกับเสื้อผ้าเขา เมื่อนางกอดเขาแบบนี้ นางรู้สึกอบอุ่น สบายใจ ไม่กังวลว่าจะเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้น ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด และที่สำคัญนางรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือที่กำลังลูบหัวนางในขณะนี้คือสิ่ง ๆ หนึ่งที่อยู่กับนางมาอย่างเนิ่นนาน นานเสียขนาดที่ว่านางยังจำไม่ได้ แต่ดวงใจของนางนั้นกลับคุ้นเคยกับฝ่ามืออันอบอุ่นนี้มาเหลือเกิน
เพ่ยเจินกอดเขาอยู่อย่างนั้น เพราะความสบายใจ นางจึงเผลอหลับไปเสียอย่างนั้น
เขาลูบเรือนผมนางเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มเสมอมา นานเท่าใดไม่รู้เขาก็ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนั้น
“ข้าจะต้องทำให้เ้าปลอดภัยให้ได้ จะต้องไม่มีใครมาหยามเหยียดเ้า ก่อนที่ข้าจะดิบสลายไปของรักของข้า” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มทว่าในขณะที่เขากล่าวนั้น พลันมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ปกติคือ เขาลืมตามองเพ่ยเจินเป็ครั้งแรก และนี่เป็การลืมตาครั้งแรกในรอบร้อยหมื่นปี…