ตอนที่ 2 ช่วยเหลือหญิงสาวปริศนา
หลังจากกินข้าวเสร็จและคุยอะไรกับผู้จัดการาุโอีกเล็กน้อยเขากับเลขาฯหนุ่มก็ได้ขอตัวเพื่อจะได้ไม่รบกวนเวลาทำงานของผู้จัดการสาวตรงหน้าด้วย
“เอาอะไรอีกไหม พี่เรย์ พจน์”
“ไม่แล้วล่ะ พี เราทั้งคู่อิ่มมากแล้ว”
“งั้นเดี๋ยวผมพาไปที่ห้องทำงานผมเลยแล้วกันนะครับ”
ในระหว่างทางที่เดินออกมา เขาก็ได้มองไปรอบ ๆห้องอาหาร โดยห้องอาหารของโรงแรมนี้นั้นจะถูกสร้างแยกออกมาเป็อีกตึกหนึ่ง แถมเมื่อมองออกไปก็จะมีสระว่ายน้ำสำหรับเด็กๆ เล่น ส่วนที่นั่งกินก็จะจัดเอาไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากริมสระนักแต่เนื่องจากนี่ยังเป็เวลาเที่ยงเด็ก ๆ ที่มาเล่นเลยยังไม่มี
เรวัตรเดินออกมาจากอาคารดังกล่าวพลางขึ้นรถกอล์ฟเพื่อไปยังอาคารหลักพร้อมอติพจน์ โดยขณะที่นั่งเขาก็ได้ทอดมองตัวอาคารที่พัก รวมถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่ขับให้บรรยากาศดูร่มรื่นไปตลอดทาง
‘โชคดีเหลือเกินที่ได้มาทำงานช่วยน้องชายที่นี่ไม่ต้องอุดอู้ อยู่กับฝุ่นมลพิษในกรุงเทพฯ’
ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่บริเวณล็อบบี้ก็ได้ปรากฎร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“ฉันมาทำงานนะคะ เสี่ยน่าจะเข้าใจอะไรผิดแล้ว”
“ก็นี่ไง งานของเธอ ตามมานี่สิมาคุยกันที่ห้องของฉัน”น้ำเสียงและท่าทางแทะโลมของชายสูงวัยเผยออกมาจนปิดแทบไม่มิด
หญิงสาวพยายามจะสะบัดข้อมือที่ชายคนนั้นจับไว้แน่นแต่สุดท้ายโดนคว้าเอวเข้าไป
“อย่าขัดขืน ตามมาดี ๆ อย่าส่งเสียงดัง” ชายคนนั้นโน้มใบหน้ามากระซิบข้างหูพร้อมกับเอามีดสั้นออกมาขู่ทำให้เธอจำใจต้องเดินตามไปอย่างเสียมิได้ในขณะที่สายตาก็มองหาคนรอบตัวที่จะช่วยเหลือแต่ก็โดนความแหลมคมนั้นจี้ที่เอวเป็พัก ๆ จนเจ็บระบมไปหมด
“ถ้าแกร้องขอความช่วยเหลือเมื่อไหร่ แกตาย”
‘แย่แล้ว จะทำยังไงดี’
หญิงสาวต้องติดแหงกกับชายแก่ร่างอ้วนจนเมื่อลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้นสาม ชายคนนั้นเปิดประตูห้องเข้าไปก่อนจะดึงมือเธอเข้ามาและโยนร่างเธอไปบนเตียง
“ไม่นะ เสี่ย นี่เสี่ยจะทำอะไรฉัน” เธอกรีดร้องลั่นเสียงแหลมก่อนจะพยายามลุกจากเตียงดังกล่าวแต่ก็ช้ากว่ามือตุ๊กแกของชายหื่นนั่นที่จับตัวเธอไว้ได้
“พามาห้องพักแบบนี้คิดว่าเสี่ยจะพามาดูทีวีหรือไงล่ะจ๊ะ หนูรุ้งจ๋า”
“ขอร้องล่ะค่ะ เสี่ย อย่าทำหนูเลยนะคะ หนูไม่ได้ขายตัวหนูมาทำงาน มาคุยเื่งานอีเว้นท์ที่จะจัดที่ชายหาดหน้าโรงแรมเสี่ยยังไงล่ะคะ”หญิงสาวพยายามอ้อนวอนพลางดิ้นสะบัดไปมา ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจเต็มเปี่ยม
“โอย เื่นั้นไว้คุยกันทีหลังก็ได้น่า หนูมามีความสุขกับเสี่ยก่อนนะ มามะ ๆ”
หญิงสาวพยายามกระเสือกกระสนหนีสุดแรง แต่ชายคนนั้นจับล็อคมือเธอไว้แน่นก่อนจะขึ้นคร่อม
“กรี๊ด ปล่อยฉันนะ”
“อย่ามาทำสะดีดสะดิ้งอัพค่าตัวไปหน่อยเลยน่า”
สายตาหื่นกามที่จ้องมองลงที่เธอนั้นทำให้หญิงสาวยิ่งกรี๊ดลั่นกว่าเดิม
ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มของรินนรีที่กำลังซ้อมละครในชั่วโมงชมรมของวิทยาลัยก็ทำได้ดีจนคุณครูยังต้องเอ่ยปากชม
“เล่นได้ดีมากเลย แบบนี้เด็ก ๆ ต้องชอบแน่ ๆ”
ในจังหวะนั้นก็ได้มีกลุ่มนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างสายตาที่มองมาที่หญิงสาวที่เพิ่งลงมาจากเวทีดูจะไม่ชอบใจนัก
“ก็แค่การแสดงละครเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็กมันดู เด็กมันดูไม่รู้เื่มันก็ปรบมือไปงั้น ๆ แหละ”
“จริงด้วย เด็กมันจะไปรู้เื่อะไร แค่เห็นคนแต่งชุดสวย ๆ มาพูดพล่ามๆ แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว” อีกคนเออออห่อหมกตามอย่างเห็นด้วย
จนเมื่อรินนรีลงมาถึงข้างล่าวเวทีกลุ่มที่เพิ่งพูดถึงเธอลับหลังเมื่อครู่ก็ตรงปรี่เข้าไปหาเธอแทบจะทันที
“เธอเล่นได้ดีจริง ๆ นะ วิว”
“ใช่ แบบนี้เด็ก ๆ ต้องชอบกันแน่ ๆ”
แต่ทว่าหญิงสาวที่เพิ่งได้รับคำชมไปนั้น แทนที่จะยิ้ม เธอกลับยิ้มเหยียดใส่พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างไว้ตัว
“อืม แล้วไง ก็รู้ตัวดีว่าเล่นดีอยู่แล้ว ขอบใจ”
มือบางกระชับกระเป๋าในมือ ก่อนจะหันไปเห็นคนหนึ่งในกลุ่มนั้นยิ้มมาให้ แต่เธอก็เชิดหน้าสะบัดไปทางอื่นเสียทำให้กลุ่มดังกล่าวชักสีหน้าออกมาในทันทีที่ลับร่างของหญิงสาว
“นึกว่าตัวเองดีเด่ วิเศษวิโสมาจากไหนนักหนา”
“จะว่างั้นก็ไม่ได้แม่นางเป็เ้าของตลาดใหญ่ของจังหวัดเลยนะ”
“แล้วไง ก็แค่ตลาดกระจอก ๆ โถ่”
“นี่ยัยอาย กระจอก ๆ อะไรกัน ระดับอำเภอเลยนะยะ”
หญิงสาวที่ชื่ออายสะบัดหน้าก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้น
หลังจากชมรมเลิก รินนรีก็ได้เดินมาสมทบกับเพื่อนสนิทสาวอย่างจิ๊บหรือวราลีที่ภายนอกนั้นใคร ๆ ต่างก็มองว่าเป็เด็กแว่นซื่อๆ คอยตามติดคุณหนูรินนรีต้อย ๆ แต่ใครจะรู้ว่า นิสัยบางอย่างของรินนรีที่ในบางครั้งก็เอาแต่ใจเกินเลยไปบ้างนั้นจิ๊บนี่แหละที่เป็คนปราม
“ฉันเห็นพวกอายหน้าบูดออกมา นี่เธอไปพูดอะไรให้พวกนั้นหมั่นไส้มาอีกแล้วใช่ไหมวิว” เพื่อนสนิทสาวเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูออกจะนึกขันมากกว่าจริงจัง
“ก็ท่าทางชื่นชมแบบแหล ๆ แบบนั้น ใครเห็นก็หมั่นไส้สินี่ดีนะที่ตอนนี้ฉันพูดแค่นี้ ถ้าเป็เมื่อก่อนนะฉันจะด่าให้หนีกลับบ้านแทบไม่ทันเลย”
“นี่”
“ก็จริงนี่ ฉันล่ะเกลียดคนประจบประแจงไม่ด่าให้ก็บุญแล้ว จิ๊บ”ใบหน้าหวานเหวี่ยงไม่น้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ “เธอเล่นดีมากเลยนะวิว ดีมากเลยน้าอี๋ ฟังก็ออกแล้วว่าแหลอ่ะ”
“อย่าเ้าคิดเ้าแค้นแบบนั้นสิ ยุ่งกับคนพวกนี้ ได้ไม่คุ้มเสียหรอกดีไม่ดีนะ มันจะทำให้หน้าสวย ๆ ของเธอเหี่ยวย่นกว่าวัยได้ด้วยน้า” พูดอย่างเดียวไม่พอ เพื่อนสนิทสาวก็ได้ยื่นหน้ามาทำเป็สำรวจใบหน้าเธอจริงๆ ด้วย
เมื่อได้ยินแบบนั้น คุณหนูผู้รักสวยรักงามอย่างเธอก็ถึงกับชะงัก
“เดี๋ยว ๆ หยุดเดินก่อน”จากนั้นมือบางก็หยิบกระจกพกพาจากในกระเป๋านักเรียนมา ก่อนจะมองอยู่สักพัก พร้อมกับจับหน้าตัวเองและหันไปมองจิ๊บด้วยสีหน้าร้อนใจ“ว่าแต่ตอนนี้ไม่มีรอยย่นอะไรใช่ไหม”
“แหม ทักเื่หน้าไม่ได้เลยนะยะ ไป ๆ ไม่มีหรอก”
“เธอนี่ ทำฉันใ”
“ฮ่า ๆ แหย่คุณหนูรักสวยรักงามอย่างเธอแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกันนะเนี่ยรู้งี้หลอกว่ามีดีกว่า”
“ยัยจิ๊บ ฉันโกรธจริงนะ”
“โอเค ๆ ป่ะ งั้นเดี๋ยวเราไปเรียนวิชาต่อไปกันเถอะ”
-----------------------------------------------------------------------------------
“อยู่นิ่ง ๆ ดีกว่าน่า”เสียงจากชายสูงวัยดังขึ้นขณะจ้องมองร่างที่นอนอยู่เบื้องล่าง “ถ้าเป็เด็กดีเสี่ยจะให้ค่าขนมเป็พิเศษเลยนะจ๊ะ”
“ปล่อยหนูเถอะค่ะ หนูขอร้อง” หญิงสาวพยายามอ้อนวอนน้ำตาเริ่มซึมด้วยความหวาดกลัวที่ทวีโถม
“ไม่” ทันทีที่พูดจบ มือเหี่ยวนั่นก็จัดการกระชากเสื้อบางของหญิงสาวจนเห็นชุดชั้นในข้างในมือบางพยายามตะปบเอามือบัง ก่อนจะกรี๊ดลั่นติด ๆ กันด้วยความหวังลึก ๆ ว่าจะมีใครสักคนมาได้ยินและพาเธอออกจากขุมนรกที่ชายแก่นี่จะพาเธอลงไปเสียที
“ขาวอวบน่าหม่ำไปทั้งตัวแบบนี้ใครไม่อยากกินก็โง่เต็มที”
แล้วในตอนนั้นเอง ชายคนดังกล่าวก็ร้องลั่นก่อนที่ร่างหนานั้นจะตกลงมาทับกับร่างนิ่มของเธอที่ชะงักค้างด้วยความใพลางดิ้นไปมาจนกระทั่งดวงตาคู่หวานหันไปเห็นชายหนุ่มอีกคนที่ยืนจังก้าอยู่ที่ปลายเตียงหญิงสาวก็ร้องกรี๊ดลั่นขึ้นมาอีก
“ผู้ชายคนนี้สลบไปแล้วล่ะครับ”
เสียงทุ้มนุ่มที่ดังมาจากชายคนนั้นทำให้หญิงสาวหยุดกรี๊ดก่อนจะมองชายแก่ที่นอนทับตัวเธออยู่ หญิงสาวตัดสินใจผลักร่างใหญ่นั้นออกด้วยความขยะแขยงก่อนจะพบว่าเสี่ยนั่นสลบไปจริงๆ และในตอนนั้นเองหญิงสาวก็ได้เห็นชายหนุ่มตรงหน้านั้นถอดเสื้อสูทที่ใส่มาก็ใตัวแข็งนิ่ง
“นั่นคุณจะทำอะไร”
“เอาชุดคลุมผมไปใส่ก่อนเถอะครับเพราะสภาพตอนนี้ของคุณดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ถ้าจะออกไปข้างนอกตอนนี้”
มือบางค่อย ๆ ยื่นมือเข้าไปหาเขาด้วยความระแวดระวังและเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีคุกคามอะไรกลับมา หญิงสาวจึงรับเสื้อสูทนั้นมา
“ขอบคุณค่ะ”
“คุณไม่เป็อะไรนะครับ”
หญิงสาวส่ายหน้าก่อนจะหยิบผ้ามาปิดบังส่วนข้างบนที่เกือบจะโป๊ และเมื่อเห็นแบบนั้นเรวัตรจึงเรียกพนักงานโรงแรมมาคุยโดยเธอเองก็แอบมองชายหนุ่มคนนั้นอยู่ห่าง ๆ
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันไว้” ทันทีที่พนักงานชายของโรมแรมออกไปหญิงสาวก็ได้เอ่ยขึ้นกับเขาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก“ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ป่านนี้ฉันคงกลายเป็เมียไอ้เสี่ยชั่วนี้แน่ ๆ”
“ไม่เป็ไรครับ”
หญิงสาวมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า อดจะสำรวจไม่ได้ใบหน้าคมสันต์นั้นดูหล่อเหลาเป็ธรรมชาติ คิ้วหนาดำรับกับดวงตาคมรูปร่างสูงใหญ่อย่างคนออกกำลังกายอยู่บ่อย ๆ เมื่อเห็นแบบนั้นความรู้สึกบางอย่างก็แล่นพล่านขึ้นมาจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า
“เป็สิคะ คุณช่วยฉันไว้นะคะ คุณ...เอ่อ”
“ผมชื่อเรวัตรครับ เรียกว่าเรย์ก็ได้”
“ฉันชื่อปานรุ้งนะคะ เรียกรุ้งก็ได้ค่ะ”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณรุ้ง”
รถยนต์คันสีขาวแล่นมาจอดที่บ้านปูนสองชั้นหลังเล็กในซอยๆ หนึ่ง หญิงสาวกระชับเสื้อคลุมที่เขาเอาให้เธอนั่นแน่น ก่อนจะหันหน้าหนีไปยิ้มอีกทางด้วยความเขินหัวใจเต้นรัวเร็ว ใบหน้านวลงามผ่าวร้อน ภาพที่เขาเข้ามาช่วยได้ทันท่วงทีนั้นยังคงประทับแน่นอยู่ในใจนี้มิลืมเลือน
“คุณว่ารู้ได้ยังไงคะว่ารุ้งกำลังจะโดนทำร้าย”
“พอดีว่าผมออกมาจากห้องน้ำและก็ได้ยินคนทะเลาะกันแล้วผมก็เห็นชายคนนั้นชักมีดมาขู่คุณ ผมเลยไปแจ้ง รปภ. แล้วก็ตามคุณไปเรื่อย ๆ จนช่วยคุณได้ทันน่ะครับ”
ในตอนนั้นเมื่อมาถึงอาคารหลักของโรงแรม เขาเกิดปวดห้องน้ำกะทันหันจึงขอตัวไปทำธุระและเมื่อออกมาก็เห็นว่ามีคู่ชายแก่ร่างอ้วนกับหญิงสาวที่เขาเห็นในห้องอาหารเมื่อครู่กำลังเถียงอะไรกันด้วยเสียงค่อนข้างดังเรวัตรเองก็กังวลว่าแขกคนอื่น ๆ จะใจึงกำลังจะเดินเข้าไปเตือนจึงได้เห็นว่าชายคนนั้นควักมีดพกมาจี้ที่เอวเธอ
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณเรย์ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” ปานรุ้งไหว้เขาอีกครั้ง น้ำตาคลอ
ชายหนุ่มเดินลงมาส่งเธอถึงหน้าบ้านด้วยความรู้สึกเห็นใจที่เธอเพิ่งจะเจอเื่ร้ายๆ มาเมื่อครู่ หญิงสาวจัดการไขประตูรั้วเหล็ก แล้วอ้าประตูเข้าไป
“ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะคะคุณจะเข้ามาดื่มน้ำก่อนก็ได้” น้ำเสียงหวานนั้นเอ่ยขึ้นด้วยมิตรไมตรี ในขณะที่เรวัตรชะงักเล็กน้อย
‘ทำไมชวนคนแปลกหน้าเข้าบ้านง่าย ๆ แบบนี้’
และเหมือนเธอจะอ่านใจเขาออกมือนวลนั้นกระชับเสื้อคลุมของเขา ก่อนจะยิ้ม
“คนที่ช่วยใครสักคนแบบนั้นได้คงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกค่ะฉันเชื่อใจคุณนะ”
ชายหนุ่มมีท่าทีขัดเขินเล็กน้อยเพราะนี่เขาเองก็เป็ผู้ชาย ส่วนเธอเป็ผู้หญิงและเท่าที่ดู ๆ เธอน่าจะอยู่คนเดียวแต่จะปฏิเสธน้ำใจไปอีกทีก็เกรงจะดูไม่เหมาะ
“งั้นผมขอรบกวนด้วยละกันนะครับ”
“ตามสบายค่ะ”
หลังจากจิบน้ำที่หญิงสาวนำมาให้เขาเองก็แอบสังเกตบ้านเธอไปด้วย บ้านหลังนี้เป็บ้านปูนกลางเก่ากลางใหม่ดูเหมือนน่าจะมีกันหลายคนมาก่อนเพราะดูกว้างมากกว่าจะอยู่แค่คนเดียว อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์ก็ดูน้อยชิ้นราวกับค่อย ๆ หายไป
“ขอโทษนะครับ พ่อแม่คุณล่ะครับ”ทันทีที่ร่างเล็กเดินลงมาจากบันได เขาก็ได้เอ่ยถามขึ้น
“พอดีพ่อกับแม่ฉันไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯน่ะค่ะส่วนฉันสบายใจที่จะทำงานอยู่ที่นี่ แล้วนี่คุณพักอยู่ที่โรงแรมนั้นหรือคะ”
“พอดีว่าผมเป็เ้าของโรมแรมนั้นน่ะครับ”เขาตัดสินใจตอบไปตามความจริง
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นปานรุ้งก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“จริงหรือคะเนี่ย ถ้าฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ คุยปกติเถอะ”
และนั่นยิ่งทำให้ปานรุ้งประทับใจในตัวเขาเข้าไปใหญ่ รู้สึกหัวใจที่อยู่ข้างในเต้นเป็จังหวะผิดปกติจนใบหน้านวลร้อนผ่าว
หลังจากดื่มน้ำในแก้วจนหมด เรวัตรก็ได้เอ่ยขอบคุณหญิงสาวโดยในตอนนั้นเองใบหน้าคมก็เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะมองไปที่หญิงสาวที่นั่งอยู่เก้าอี้ตรงข้าม
“อย่าหาว่าผมยุ่งเื่ส่วนตัวของคุณเลยนะครับงานที่คุณทำอยู่เนี่ย ถ้าเป็ไปได้ก็เลิกซะเถอะ มันอันตรายนะครับ ถ้าคราวหน้าเกิดอะไรขึ้นแบบนี้อีกอาจไม่โชคดีแบบนี้แล้วก็ได้” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาสะท้อนความห่วงใยจากใจจริง
“งานที่ฉันทำ ถ้าไม่ใช่เพราะความจำเป็ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากฉันก็ไม่มีวันทำเด็ดขาดค่ะ ถึงภายนอก งานที่ฉันทำจะเป็งานนุ่งน้อยห่มน้อยแต่ฉันก็เลือกงานนะคะ และที่สำคัญ ดิฉันไม่มีวันขายศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงแน่นอน”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเธอดูหนักแน่น ในขณะที่เขาเองก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้เพราะไม่กล้าถามเื่ส่วนตัวมากนัก โดยก่อนจะกลับเขาก็มิวายเตือนเธออีกครั้ง
“ถ้าชีวิตคุณลงตัวแล้ว ผมก็หวังว่าคุณจะมีงานทำที่ดีกว่านี้นะครับ”
“ค่ะ ถ้าหมดจากเื่ที่ต้องใช้เงินแล้วฉันจะไม่ยุ่งกับงานพวกนี้อีกเลย”
“ก็ดีครับ” เขายิ้มน้อย ๆ ให้หญิงสาว“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“คุณเรย์อยู่ที่โรงแรมทุกวันเลยไหมคะ”
“อ่า ครับ ตอนนี้ผมต้องไปช่วยน้องชายบริหารงานที่นั่นมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“อ๋อ เปล่าค่ะ ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ”
เมื่อรถคันสีขาวแล่นออกไปปานรุ้งก็ได้แต่ทอดสายตามองจนสุดสายตา ดวงหน้าหวานแดงระเรื่อพลางนึกถึงวินาทีที่เขามาช่วยเธอจากเสี่ยนั่นได้ทันท่วงที นี่พอจะเป็ไปได้ไหมถ้าเธออยากจะรู้จักตัวตนของเขาให้มากขึ้น
ในระหว่างขับรถกลับนั้นเอง เรวัตรก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนซอยที่จะออกเพราะตอนขามาที่ขรุขระอยู่พอสมควรและเมื่อไปถึง เขาก็สังเกตเห็นบ้านหลังแรกบริเวณท้ายซอยที่โอ่อ่าเอามาก ๆและถ้าสังเกตดี ๆ จะใหญ่โตกว่าบ้านในซอยเดียวกันหลาย ๆ หลังด้วยซ้ำ โดยตัวบ้านเป็ตึกปูนสีขาวล้อมด้วยรั้วสูง
‘บ้านใหญ่ไม่เบาเลยนะนี่’
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองอีกเป็คำรบสองกลับไม่ใช่ตัวบ้านแต่เป็อะไรบางอย่างหรือใครบางคนที่อยู่ข้างหลังม่านใบไม้มากมายต่างหากที่ทำให้เขาต้องหันกลับไปมอง
‘อะไรน่ะ คนหรืออะไร’
เขาค่อย ๆ ถอยรถกลับมามองให้พ้นม่านใบไม้ที่ลงมาบัง จนได้เห็นในที่สุดและเมื่อได้เห็น เขาก็ถึงกับตะลึงเพราะสิ่งที่เรวัตรเห็นตรงหน้าคือหญิงสาวคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณ 20 ปีต้น ๆ นั่งเอนหลังอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้นั่งสีน้ำตาลและชุดที่เธอใส่เป็เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงขาสั้นที่ร่นขึ้นไปจนเห็นท่อนขาเรียวงามยิ่งนั่งบนม้านั่งสีเข้ม สีของม้านั่งก็ยิ่งขับผิวขาวนั้นให้เด่นยิ่งขึ้นไปอีก รวมถึงใบหน้าจิ้มลิ้มผมยาวที่รวบไว้ข้างหลังเผยให้เห็นต้นคอขาวผ่องเป็ยองใยนั้นอีก
เรวัตรไม่รู้ตัวเลยว่ามองเธออยู่นานเท่าใดจนกระทั่งเสียงมือถือที่วางไว้อยู่ที่เสียบข้างคนขับดังขึ้น
“ว่าไง พี กินข้าวเย็นที่ร้านเดิมหรือ ได้สิ”กว่าจะรวบรวมสติตอบกลับไปได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่สักพักกว่าเขาจะสลัดภาพหญิงสาวออกไปจากสายตาได้
ขณะเดียวกัน ที่ไร่ของครูสะอาดนั้น ก็ได้มีรถยนต์คันสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่โรงจอดรถของไร่แสงที่รถสาดส่องไปทั่วสวนจนกระทั่งดับสนิทหน้าบ้านไม้ของคุณสุรชัย
“ใครมาน่ะ พี่ยอด” ลูกจ้างหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามลูกจ้างอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ พลางมองรถยนต์คันดังกล่าวนั้น
“คุณเจษฎา”ชายหนุ่มที่ชื่อยอดตอบกลับมาเสียงเรียบ
“ใครอะพี่”
“ลูกของคุณสุรชัย”
ส่วนคุณสุรชัยที่ยังดูแข็งแรงในวัยเกือบ 60ปีนั้นก็ออกมายืนราวกับรอใครบางคนอยู่หน้าบ้านไม้หลังดังกล่าวโดยไม่นานหลังจากที่รถคันนั้นจอด ก็ได้ปรากฏร่างชายคนหนึ่งออกมาจากในนั้นในชุดเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ขาด ๆ ทรงผมรองทรงดำสนิทนั้นดูยุ่ง ๆ เล็กน้อย
“สมเป็ลูกจริง ๆ เจษ” คุณสุรชัยกอดอกขำ เมื่อเห็นสภาพเ้าของรถกับรถยนต์ที่ขับมานั้นช่างขัดเป็บ้า แต่พูดเตือนไปก็เท่านั้นกับลูกชายหัวดื้อคนนี้
ผู้เป็ลูกมองพ่อของตนพลางยิ้มออกมานิด ๆด้วยท่าทีกวน ๆ ตามประสา
“ก็เข้ามาในสวนในไร่นี่ครับ พ่อจะให้มาใส่สูทได้ยังไงกัน ร้อนตายชักเลย”
“พ่อจะดีใจดีไหมนี่ที่ลูกยังเป็คนเดิมแบบนี้”ชายสูงวัยแสร้งทำเป็ระอาใจ
“เอาน่า พ่อเสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งการันตีคุณภาพงานสักหน่อยนี่ครับ แล้วนี่พ่อก็ทำงานมาทั้งวันคงเหนื่อยมากแล้ว ผมซื้ออาหารมาเพียบเลย เดี๋ยวมากินข้าวเย็นกันนะครับ”
“พ่อมีนายยอดกับคนอื่น ๆ คอยช่วยอยู่แล้วลูกอยากไปทำงานอะไรก็ทำได้นะ ลูก พ่อไม่บังคับ”
“ถึงพ่อจะบังคับผม แต่ถ้าผมไม่อยากทำ พ่อก็รู้ดีนี่ว่าต่อให้ช้างมาลากผมก็ไม่ทำไร่นี่เป็น้ำพักน้ำแรงของปู่กับย่า ยังไงผมก็อยากกลับมาที่บ้านหลังนี้อยู่แล้ว”
สุรชัยทอดมองบุตรชายตรงหน้าด้วยความภูมิใจอยู่ไม่น้อยเพราะถึงจะจบถึงเมืองนอกแต่บุตรชายของเขาก็ไม่ได้คิดจะลืมกำพืดหรือรังเกียจว่าตนเป็ลูกชาวไร่ชาวสวนเลยสักนิด
“พ่อดีใจนะที่ลูกตัดสินใจกลับมาทำงานที่ไร่เรา”
“งานเคยมือน่ะ พ่อ”ชายหนุ่มว่าไปก่อนจะยกถุงกับข้าววางบนโต๊ะ “ไปทำงานอื่นก็ต้องไปฝึกกันใหม่อีก”
“อืม ก็จริงของลูกนะ”
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเองชายหนุ่มก็ได้ขอตัวไปนอนอีกบ้านซึ่งที่นั่นคือที่ทำงานส่วนตัวของเขาเป็บ้านปูนสองชั้นที่สร้างอยู่ถัดไปไม่กี่เมตร
หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยเจษฎาก็ออกมาจากห้องน้ำโดยมีผ้าเช็ดตัวสีขาวคาดไว้ก่อนจะเดินไปที่เตียงเพื่อหยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง โดยภาพในมือถือที่ปรากฏนั้นเป็ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดวับๆ แวม ๆ ตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ที่เหมือนจะถูกแอบถ่ายส่งมาให้เขาดู
ยิ่งกดเลื่อนดู มือข้างหนึ่งของเขาก็กำแน่นสีหน้าไม่พอใจเป็อย่างมาก
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ รุ้ง”
----------------------------------------------------------------------------------