“ในหมู่บ้านของเราเหลือเพียงกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้นที่พอจะจัดสรรเป็ที่พักให้เ้าได้” ถังไช่ทำหน้าลำบากใจ “แต่เ้าต้องรู้ไว้ก่อนนะหลีเอ๋อว่าการที่เ้าจะได้บ้านหลังนี้ เ้าต้องหาเงินมาจ่ายเพื่อแบ่งให้ทางการส่วนหนึ่งและแบ่งให้ชาวบ้านส่วนหนึ่ง ถือเป็ค่าธรรมเนียมการซื้อที่ดิน”
“ราคาบ้านหลังนี้อยู่ที่เท่าไหร่หรือเ้าคะ” ถังหลีถาม บ้านหลังนี้แม้จะทรุดโทรม แต่นางกลับชอบที่นี่มาก เพราะแม้มันจะอยู่ไกลและไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงมากนัก แต่มันก็อยู่ใกลู้เา นางสามารถเดินขึ้นลงเขาได้อย่างสะดวก นางเคยไปสำรวจบนูเามาหลายครั้งแล้ว พบว่าบนนั้นมีของป่าที่สามารถเก็บไปขายได้ และที่สำคัญเมื่อนางเอาของในมิติออกมาขาย นางจะได้มีข้ออ้างว่าสินค้าเ่าั้เป็ของที่นางหาได้จากบนเขา
“สิบห้าตำลึง” ถังไช่ถอนหายใจ “ราคานี้เป็ราคาต่ำที่สุดที่ข้าจะช่วยเ้าได้แล้ว”
“สิบห้าตำลึง!” ถังหลีทำท่าคิดหนัก ‘แพงเหมือนกันนะ’
“ข้าเข้าใจว่าเ้าคงคิดว่าบ้านร้างหลังนี้ราคาแพง แต่เ้าลองดู” ถังไช่ชี้ไปด้านหลังกระท่อมร้าง “นอกจากตัวบ้านแล้ว ยังรวมไปถึงที่ดินด้านหลังทั้งหมดนั้นด้วย”
ถังหลีมองตามมือของหัวหน้าหมู่บ้านก็เห็นพื้นที่โล่งยาวไปจนติดริมแม่น้ำ นางยิ้มออกทันที “ข้าขอเวลาห้าวันได้หรือไม่เ้าคะท่านลุง ข้ารับรองว่าข้าจะหาเงินมาจ่ายค่าที่ดินผืนนี้ได้อย่างแน่นอน”
ถังไช่มองหญิงสาวอย่างพิจารณา แม้เขาไม่อยากจะเชื่อคำพูดของนาง แต่เอาไว้ให้ครบกำหนดห้าวันนั้นก่อนค่อยมาว่ากันว่าเขาจะช่วยเหลือนางได้อย่างไรบ้าง อย่างไรตัวเขาก็ช่วยให้นางแยกบ้านออกมาได้แล้ว ถ้าจะช่วยก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด “เอาเถอะ อีกห้าวันข้างหน้าค่อยมาว่ากัน ว่าแต่วันนี้เ้าแน่ใจหรือว่าเ้าจะนอนที่นี่ได้”
ถังหลีมองกระท่อมร้างที่กำลังจะเป็บ้านหลังใหม่ของตนเองแล้วยิ้ม “ข้าทำความสะอาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วเ้าค่ะ กระท่อมหลังนี้ดีกว่ากระท่อมที่ข้าอยู่ก่อนหน้านี้ตั้งเยอะ”
“ขาดเหลือสิ่งใดเ้าก็ไปบอกข้าก็แล้วกัน ตอนนี้ข้าต้องกลับบ้านก่อน” ถังไช่หันหลังเดินกลับบ้าน
แต่ถังหย่งเจ๋อกลับยังยืนอยู่ที่เดิม “หลีเอ๋อ”
“พี่หย่งเจ๋อมีอะไรจะพูดกับข้าหรือเ้าคะ” ถังหลีรู้ว่าถังหย่งเจ๋อรู้สึกอย่างไรกับตน และรู้ว่าร่างเดิมก็รู้สึกชอบชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เช่นกัน แต่ไม่ว่าความรู้สึกของพวกเขาจะเป็อย่างไรมันก็ไม่เกี่ยวกับนาง ตอนนี้นางไม่มีเวลาคิดเื่ความรักอะไรนั่นหรอก นางต้องเร่งหาเงินมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีเสียก่อน นางไม่คิดที่จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปตลอด เมืองหลวงเท่านั้นจึงจะเหมาะกับนาง อย่างไรคนเราก็ย่อมต้องอยากอาศัยอยู่ในเมืองที่คึกคักและเจริญที่สุดไม่ใช่หรือ อีกอย่างไม่ใช่ว่านางจะดูท่าทางของท่านลุงใหญ่ไช่ไม่ออกว่าเขาไม่้ารับนางเป็สะใภ้ ก็แน่ล่ะ ถังหย่งเจ๋อเป็บัณฑิตที่มีอนาคตไกล แล้วท่านลุงจะยอมให้ลูกชายแต่งกับสาวชาวนาจนๆ ได้อย่างไรกัน
“หลีเอ๋อ เ้าตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่คนเดียวจริงหรือ “ ถังหย่งเจ๋อถามอย่างเป็ห่วง
“หากข้าไม่อยู่ที่นี่แล้วจะให้ข้าไปอยู่ที่ไหนหรือเ้าคะ” ถังหลียังยิ้มอย่างดีใจเมื่อมองไปที่กระท่อมร้างของตนเอง “ที่นี่กำลังจะเป็บ้านใหม่ของข้า ข้าชอบมันมากที่สุด เพราะต่อให้กระท่อมหลังนี้จะเก่าจนใกล้พัง แต่อย่างไรมันก็ยังดีกว่ากระท่อมหลังที่ข้าใช้อาศัยหลับนอนตอนยังอยู่ที่บ้านท่านพ่อเป็ไหนๆ อีกอย่างหมู่บ้านของเราก็ไม่มีอันธพาล ข้าจึงไม่กังวลเื่โจรขโมยเ้าค่ะ”
“แต่อย่างไรเ้าก็เป็สตรี”
“พี่หย่งเจ๋อ” ถังหลีมองชายหนุ่ม “ข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงความปลอดภัยของข้า แต่ข้าดูแลตัวเองได้จริงๆ เ้าค่ะ ท่านลืมไปแล้วหรือเ้าคะว่าข้ายังมีพี่ชายกับพี่สะใภ้อยู่”
“แต่สองคนนั้นไม่ได้แยกบ้านมาอยู่กับเ้าด้วยนี่”
“ตอนนี้พวกเขายังไม่มาอยู่กับข้า แต่วันหน้าก็ไม่แน่นะเ้าคะ ตอนนี้ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ข้าต้องรีบทำความสะอาดบ้านก่อน หากไม่มีอะไรแล้ว ท่านกลับบ้านไปอ่านตำราต่อเถิดเ้าค่ะ เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งปีท่านก็ต้องไปสอบจวี่เหรินแล้ว ท่านอย่าเสียเวลามากังวลเื่ของข้าเลยนะเ้าคะ”
ถังหย่งเจ๋ออยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ แต่ดูจากท่าทางของนางก็รู้แล้วว่านางคงไม่อยากสนทนากับเขา ทั้งนางยังไล่เขาให้รีบกลับบ้านไปอีก เขามองนางนิ่ง “ถ้าเ้า้าความช่วยเหลือ เ้าไปหาข้าได้ตลอดเวลาเลยนะ”
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ”
เมื่อเดินไปส่งถังหย่งเจ๋อที่หน้าประตูรั้ว ถังหลีก็เอาอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากมิติ ทำความสะอาดไปได้สักพัก นางก็ได้ยินเสียงพี่ชายกับพี่สะใภ้ะโเรียกอยู่หน้าบ้าน ถังหลีรีบเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดเข้าไปในมิติทันที
“หลีเอ๋อ ทำไมเ้าไม่รอให้ข้ากลับบ้านก่อน แยกบ้านออกมาอยู่คนเดียวอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน เ้าเป็สตรี ไม่กลัวบ้างหรือว่าเวลากลางคืนจะมีคนเข้ามาทำร้าย” ถังซานต่อว่าน้องสาวเสียงเข้ม เขาไม่คิดว่าน้องสาวจะแยกบ้านออกมาได้จริงๆ
“หากมีคนจะเข้ามาทำร้ายข้าจริง ข้าก็แค่ลุกขึ้นมาสู้ หากสู้ได้ข้าก็จะปลอดภัย แต่ถ้าสู้ไม่ได้ข้าก็แค่ต้องตาย แต่ถ้าข้ายังอยู่ที่บ้านหลังนั้น ข้าคงถูกท่านพ่อ จวงซื่อ แล้วก็ถังซุนรังแกจนตายโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะลุกขึ้นมาสู้ด้วยซ้ำ” ถังหลีจ้องพี่ชายเขม็ง “เื่นี้ข้าเคยปรึกษาท่านแล้ว แต่ท่านก็เอาแต่ห่วงเื่ความกตัญญู ข้ามันเป็คนไม่ดี ข้าขอเลือกรักษาชีวิตแทนที่จะรักษาคำว่ากตัญญูไว้เ้าค่ะ”
ถังหลีตอบกลับพี่ชายเสียงเข้มเช่นกัน นางต้องทำให้เขารู้ว่าการตัดสินใจของนางไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ
“หลีเอ๋อ ท่านพี่แค่เป็ห่วงเ้าเท่านั้น เขาไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าเ้าหรอกนะ เ้าอย่าได้โมโหไปเลย” เซียงเหลียนเดินมาจับมือน้องสามี “แต่เ้าแยกออกมาอยู่ที่นี่คนเดียว จะไม่ให้เราเป็ห่วงเ้าได้อย่างไร”
“อย่างที่ข้าบอกเ้าค่ะ อยู่ที่นั่นก็ไม่ต่างจากข้าต้องรอวันตาย แต่ถ้าข้าย้ายออกมา ข้ายังมีโอกาสได้ทำงานหาเงินเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว พี่สะใภ้...ตอนนี้ท่านอาจจะยังไม่เชื่อ แต่ท่านรอดูนะเ้าคะ สักวันข้าจะเปลี่ยนกระท่อมร้างหลังนี้ให้เป็บ้านอิฐที่มีความแข็งแรง เอาให้จวงซื่อกับถังซุนเห็นแล้วต้องอิจฉาไปเลยเ้าค่ะ” ถังหลีบอกพี่สะใภ้อย่างมั่นใจ จากนั้นนางก็หันไปมองพี่ชาย “ตอนนี้ข้าหลุดจากขุมนรกนั้นมาได้แล้ว ยังเหลือท่านกับพี่สะใภ้ พี่ใหญ่...ตัวท่านอดมื้อกินมื้อได้ไม่เป็ไร แต่พี่สะใภ้จำเป็ต้องใช้ชีวิตแบบนั้นเหมือนท่านด้วยหรือเ้าคะ แต่ก็เอาเถอะ...ท่านคิดได้เมื่อไหร่ บ้านหลังนี้ก็พร้อมต้อนรับพวกท่านเสมอ”
ถังซานน้ำตาคลอเพราะซาบซึ้งใจและนึกตำหนิตนเอง “ข้าคงเป็พี่ชายที่ไร้ความสามารถในสายตาเ้ามากเลยใช่หรือไม่”
“ท่านก็แค่ยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ และท่านก็ยังไม่เคยประสบกับเื่ร้ายแรงจนทนไม่ไหว ที่ข้าพูดไม่ใช่เพราะข้าอยากให้พวกท่านเจอกับเื่ร้าย แต่ตราบใดที่พวกท่านไม่เคยัักับความลำบากหรือความเป็ความตาย พวกท่านก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองได้หรอกเ้าค่ะ”
“คืนนี้ให้ข้ามาอยู่เป็เพื่อนเ้าหรือไม่” เซียงเหลียนถาม
“ต่อให้ข้าอยากให้พวกท่านอยู่ แต่ท่านพ่อกับจวงซื่อก็คงไม่ยอม” ถังหลียิ้มให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ “พวกท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอกเ้าค่ะ ข้าดูแลตัวเองได้จริงๆ นี่ก็ใกล้จะได้เวลากินมื้อเย็นแล้ว พวกท่านรีบกลับไปทำงานที่บ้านเถิดเ้าค่ะ ประเดี๋ยวจวงซื่อไปเป่าหูท่านพ่อว่าพวกท่านี้เีทำงาน พวกท่านคงได้อดข้าวอีกมื้อหนึ่งแน่”
ถังซานมองหน้าภรรยาอย่างลำบากใจ จริงอย่างที่น้องสาวพูด หากเขากับภรรยายังไม่รีบกลับไป แม่เลี้ยงต้องบอกให้ท่านพ่อสั่งให้พวกเขาอดข้าวเพราะไม่ทำงานแน่ ตัวเขาอดทนได้อยู่แล้ว แต่ภรรยาเล่าจะทำอย่างไร แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยังอยากอยู่ช่วยน้องสาวทำความสะอาดบ้านหลังใหม่ ถังซานตอนนี้สีหน้าไม่สู้ดีเป็อย่างมาก
“หากท่านอยู่ช่วยข้าทำความสะอาด ท่านก็รับขนมเปี๊ยะลูกนี้ไว้ด้วยนะเ้าคะ” ก่อนหน้านี้ถังหลีหยิบขนมเปี๊ยะไส้ถั่วลูกใหญ่ออกมาเตรียมไว้แล้ว เพราะนางรู้ดีว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะต้องมาหาทันทีที่พวกเขารู้ว่านางแยกบ้านออกมาแล้ว “ขนมเปี๊ยะสองลูกนี้ข้าฝากท่านลุงจ้าวแลกมา ข้าเก็บไว้กินเองหนึ่งลูก แบ่งให้พวกท่านหนึ่งลูก พวกท่านจะได้ไม่ต้องทนหิวถ้าจวงซื่อให้พวกท่านอดข้าว”
ถังซานมองขนมเปี๊ยะลูกใหญ่ในมือ ขนาดของมันใหญ่พอที่เขากับภรรยาแบ่งกันกินได้จนอิ่ม “ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก เ้าเก็บไว้เถอะ”
“พี่ใหญ่ ข้าแค่แยกบ้านออกมา หรือต่อให้ในอนาคตข้าจะตัดสัมพันธ์กับท่านพ่อ แต่ข้าก็ไม่คิดที่จะตัดสัมพันธ์กับท่านและพี่สะใภ้ พวกเราจะเป็พี่น้องกันตลอดไป หากครั้งนี้ท่านไม่รับขนมเปี๊ยะของข้าไว้ ข้าจะคิดว่าท่านไม่ยอมรับข้าเป็น้องสาวอีกแล้วนะเ้าคะ”
เซียงเหลียนคว้าขนมเปี๊ยะในมือมาถือไว้เอง ไม่ใช่ว่านางโลภและอยากได้ของน้องสาว แต่ถ้าสามีคืนขนมเปี๊ยะลูกนี้ไป ก็เท่ากับสามีและน้องสาวสามีจะต้องตัดขาดจากกัน นางไม่อยากให้สามีต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เพราะนางรู้ว่าสามีรักน้องสาวฝาแฝดของตนเองมาก
“เรารับขนมเปี๊ยะลูกนี้ไว้แล้ว หลีเอ๋อ...ข้ากับท่านพี่จะหาโอกาสมาเยี่ยมเ้าบ่อยๆ หรือถ้าเ้า้าความช่วยเหลือ เ้าก็ไปหาเราได้ตลอดนะ” เซียงเหลียนยิ้มให้น้องสาวสามี
ถังหลียิ้มเมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้เข้าใจเจตนาของตนเอง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ข้าจะรอวันที่พวกท่านย้ายมาอยู่กับข้านะเ้าคะ”
“ท่านอย่าหงุดหงิดไปเลยเ้าค่ะ ถังหลีแยกบ้านออกไปแล้วก็ดีกับเราไม่ใช่หรือเ้าคะ” จวงหุยเหนียงใช้มือลูบหน้าอกสามี
“ดียังไง” อารมณ์หงุดหงิดที่ถังต้าหลางมีต่อลูกสาวเริ่มคลายลงเมื่อมีภรรยานอนอยู่ในอ้อมกอด
“เราก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองอาหารให้นางอีกอย่างไรเ้าคะ ท่านไม่รู้หรอกว่าที่ข้าสั่งให้นางอดข้าว ความจริงแล้วข้าเคยเห็นนางแอบทำอาหารกินเองคนเดียว” จวงหุยเหนียงกุเื่เท็จเพื่อใส่ร้ายถังหลีอีกครั้ง ถึงแม้ภายนอกสามีดูเหมือนจะไม่สนใจลูกสาวคนนี้ แต่ในใจลึกๆ ของเขากลับยังเป็ห่วงนางอยู่เสมอ นั่นก็เพราะถังหลีมีใบหน้าคล้ายกับมารดาของนางมาก ทำให้จวงหุยเหนียงรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่มองเห็นใบหน้าของถังหลี ในเมื่อถังหลีตัดสินใจแยกบ้านออกไปแล้ว นางจะไม่ยอมให้สามีรับนังเด็กนั่นกลับมาอีกเป็อันขาด
“นางมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยอย่างนั้นหรือ? ทำไมเ้าถึงไม่เคยบอกเื่นี้กับข้า”
“ข้าคิดว่าข้าจะค่อยๆ ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้นางด้วยตัวเอง อีกอย่างถ้าข้าพูดเื่นี้ออกไป นางก็คงจะร้องไห้และหาว่าข้าใส่ร้ายนางเหมือนทุกครั้ง” จวงหุยเหนียงพูดเสียงเศร้า “ท่านก็รู้ว่านางกับถังซานไม่เคยยอมรับแม่เลี้ยงอย่างข้า”
“ในเมื่อนางไม่เห็นความหวังดี เช่นนั้นเราก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตอยู่คนเดียวจนกว่านางจะสำนึกได้ก็แล้วกัน”