ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 3
ฮูหยินเฉิงเรียกอาหลิวเข้าไปคุยหลังจากที่คณะของฉีกูกู่กลับไปแล้ว
“ตอนที่ข้าไปส่งกูกู่ขึ้นเกี้ยวนางบอกเพียงว่าให้ลี่หลินอ่านตำราให้จบจนแตกฉานก่อนเข้าวังเท่านั้นเอง”
“ฉีกูกู่บอกว่าเวลามีน้อยจึงได้เรียบเรียงตำราเพื่อให้พระสนมได้ศึกษาเพิ่มเติมก่อนเข้าวังหลวงเ้าค่ะ”
อาหลิวตอบฮูหยินไปเช่นนั้นไม่แน่ใจว่าควรต้องรายงานอะไรเพิ่มเติมดี ขอดูท่าทีของฮูหยินอีกสักหน่อยดีกว่า
“อาหลิว...วันนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ลี่หลินได้ล่วงเกินกูกู่หรือไม่ เ้าอย่าได้ปิดบัง จงบอกมาให้หมด”
ฮูหยินถามอาหลิวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเป็กังวลในขณะที่กำลังเรียบเรียงคำตอบในหัว ฮูหยินก็ถามย้ำขึ้นมาอีกรอบอาหลิวจึงจำเป็ต้องตอบทุกอย่างไปตามตรงว่าวันนี้คุณหนูลี่หลินสำแดงวีรกรรมอะไรออกไปบ้างเมื่อเล่าจบฮูหยินก็เอามือทาบอก แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เป็ความผิดของข้าเองที่เลี้ยงดูลี่หลินมาแบบนี้ฉีกูกู่คงตำหนิหาว่าบุพการีมิได้สั่งสอนเป็แน่”
ถูกเผงเลยฮูหยิน
“แต่เพราะว่าไม่คิดจะให้ลูกสาวต้องเข้าวังอีกคนข้าจึงไม่ได้อบรมนางดังเช่นกุลสตรีทั่วไป หวังแค่อยากให้นางอยู่เป็เพื่อนข้ากับใต้เท้าไปเรื่อยๆจะออกเรือนก็ดี ไม่ออกเรือนก็ช่างใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะมีราชโองการลงมาเรียกตัวให้นางต้องเข้าวังไปถวายตัวเป็พระสนมรับใช้ฮ่องเต้โธ่...ลี่หลิน”
พูดมาถึงตรงนี้เสียงฮูหยินก็เริ่มสั่นเครือน้ำตาคลอหน่วย อาหลิวไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเื่นี้คาดเดาได้แต่ว่าการที่เฉิงลี่หลินต้องเข้าวังนั้นเป็เื่กะทันหันที่คนสกุลเฉิงมิได้คาดคิดและแท้ที่จริงแล้วก็มิได้เต็มใจเท่าใดนัก
“วันนี้ขอบใจมากนะอาหลิวเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงส่งพวกเ้านะส่วนการอ่านตำราข้าจะเคี่ยวกรำลี่หลินเอง”
อาหลิวคำนับฮูหยินแล้วจึงเดินออกมาจากตึกใหญ่เวลานี้ฟ้ามืดแล้ว โคมไฟถูกจุดสว่างไสววางไว้ตามจุดต่างๆสาวใช้ส่งโคมไฟอันหนึ่งให้อาหลิว นางหอบหนังสือที่ได้รับมา ค่อยๆเดินลัดเลาะกลับไปทางเดิมที่มาเมื่อเช้าระหว่างทางก็คิดทบทวนเื่ของวันนี้
‘พระสนมที่ต้องเข้าวังมิใช่ตนแต่เป็เฉิงลี่หลินซึ่งเป็คุณหนูคนสุดท้องของบ้านสกุลเฉิง อายุเพียงแค่สิบสี่ปีแถมยังดูไม่ค่อยเอาไหน ไม่สมกับการที่ต้องไปอยู่ในวังหลวงเป็สนมของฮ่องเต้แม้แต่น้อยส่วนตัวของเราเองก็ต้องเข้าวังตามไปด้วย ดังนั้นตำแหน่งที่ได้รับก็คือสาวใช้ผู้ติดตามพระสนมสินะ
ฮืออออ...แล้วอย่างนี้ชาตินี้จะได้มีโอกาสมีสามีกับเขามั้ยเนี่ย! อุตส่าห์คิดว่าจะได้แกรนด์โอเพ่นนิ่งกับฮ่องเต้ ชายผู้อยู่เหนือใครในใต้หล้าแม้ว่าเขาจะมีหลายเมียก็เถอะ!ชาติที่แล้วยังโสดและซิง พอมาชาติใหม่ร่างใหม่ก็ยังต้องโสดและซิงต่อไปหรือนี่!ทำไมชีวิตของิ เหมือนจันทร์ที่ตอนนี้กลายร่างเป็อาหลิวสาวหน้าสิวนั้นช่างอาภัพเยี่ยงนี้!!’
อาหลิวเดินไปทอดถอนใจไปอย่างเซ็งๆจนมาถึงลานครัว มองไปที่โรงอาหารมีแสงไฟสว่างดูบรรยากาศคึกคักคงกำลังกินข้าวเย็นกันอยู่สินะ แต่ตอนนี้อาหลิวไม่นึกอยากเจอคนเยอะๆเลยเดินเลี่ยงไปนั่งที่แคร่ไม้ตัวเดิมดีกว่า
“เ้ามาแล้วหรือหิวหรือไม่”
เป็ป้าฮุ่ยนั่นเองนางมักจะมีผ้ากันเปื้อนผูกเอวไว้เสมอ ป้าฮุ่ยไม่รอคำตอบจากอาหลิว เดินกลับไปที่เตาไม่นานนักก็กลับมาพร้อมถาดสำรับ วางของในถาดลงบนโต๊ะแล้วเรียกให้อาหลิวมากิน
“นี่เป็เกี๊ยวที่เหลือจากเมื่อกลางวันของโปรดของเ้ามิใช่หรือ ข้าเก็บเอาไว้ให้ รีบกินเสียสิ”
ตรงหน้าของอาหลิวมีเกี๊ยวน้ำร้อนๆอยู่หนึ่งชามแล้วก็มีลูกพลับปอกเปลือกหั่นเรียบร้อยอยู่อีกหนึ่งจานวางไว้ข้างกัน
ระหว่างที่อาหลิวกินเกี๊ยวน้ำไส้ผักและหมูแสนอร่อยก็นึกไปถึงคำพูดหนึ่งของเยี่ยเอ๋อร์นางเคยบอกว่าป้าฮุ่ยคิดว่าอาหลิวเป็ดั่งลูกสาวแท้ๆ จากวันสองวันที่ได้ััมาที่เยี่ยเอ๋อร์พูดมานั้นไม่เกินความจริงเลย
แม้ป้าฮุ่ยจะไม่ช่างพูดแต่ด้วยสายตาและการกระทำก็ััได้ถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง ถ้าเช่นนั้นแล้วหากอาหลิวต้องไปอยู่ในวังหลวง ป้าฮุ่ยมิเศร้าใจเช่นเดียวกับฮูหยินเฉิงหรอกหรือ
“ป้าฮุ่ยอีกไม่กี่วันข้าต้องไปอยู่วังหลวงแล้วนะ”
อาหลิวเห็นป้าฮุ่ยที่กำลังนั่งเด็ดขั้วพริกเม้มปากแน่นขึ้นเนิ่นนานนางจึงเอ่ยขึ้นโดยที่มือยังคงทำงานต่อไปอย่างคล่องแคล่ว
“ในวังหลวงมิใช่สถานที่ทั่วไปเ้าจะได้พบเจอกับผู้คนที่หลากหลาย บางคนเป็มิตร บางคนอาจไม่ใช่มิตรบางคนอาจเป็โจรแต่มาในคราบของมิตร หรือบางคนวันนี้เป็มิตรแต่วันหน้าเป็ศัตรู เ้าจงระวังตัวให้มากที่แห่งนั้นแตกต่างกับบ้านสกุลเฉิงมีแต่ผู้หญิงที่คอยวางแผนแย่งชิงความโปรดปรานจากฝ่าา ไม่ต่างอะไรกับสนามรบ หาใช่ที่ปลอดภัยไม่
แต่เพราะเหตุนี้เ้าจึงจำเป็ต้องติดตามคุณหนูเล็กเข้าวังไปด้วยวันนี้เ้าคงได้เจอนางใกล้ๆ แล้วใช่หรือไม่ นางยังเด็กนักไหนเลยจะเข้าไปอยู่ในวังหลวงคนเดียวได้แล้วยังมีพระสนมลู่เอินที่กำลังตั้งครรภ์อีก”
“พระสนมลู่เอิน?ตั้งครรภ์?” เมื่อเย็นก็ได้ยินฉีกูกู่พูดถึงชื่อนี้เหมือนกัน
ป้าฮุ่ยไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีสงสัยของอาหลิวนางยังคงพูดต่อไปอีกเรื่อยๆ
“อาหลิวงานครั้งนี้ไม่ง่ายและไม่รู้หนทางข้างหน้าจะเป็อย่างไรอีกทั้งเ้าต้องเสียสละชีวิตส่วนตัว ทิ้งตัวตนของตัวเองแล้วเข้าไปอยู่ในวังหลวง แต่อย่าได้น้อยใจในโชคชะตาไปภารกิจที่เ้าได้รับ ทั้งนายท่านและฮูหยินต่างซาบซึ้งนัก และข้าอยากให้เ้ารำลึกไว้ว่าแม้คนข้างนอกจะรู้จักเ้าในอีกแบบหนึ่ง แต่ที่นี่...บ้านสกุลเฉิงเ้าคืออาหลิวคนเดิม
เมื่อใดที่เ้าเหงาหรือว้าเหว่ให้นึกไว้ว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ของเ้า หาใช่คนโดดเดี่ยวที่ไร้ครอบครัวไม่ หากมีโอกาสหรือวาสนาอีกไม่ช้าพวกเราก็คงได้พบกันอีก”
แม้จะแค่เล็กน้อยแต่อาหลิวก็ััได้ว่าเสียงของป้าฮุ่ยนั้นสั่นเครืออีกทั้งสิ่งที่ป้าฮุ่ยพูดมานั้นก็คล้ายกับจะบอกตัวเองด้วยเช่นกัน
‘หากมีโอกาสหรือวาสนา อีกไม่ช้าก็คงได้พบกัน’
ฟังแล้วทั้งอบอุ่นทั้งเศร้าในคราวเดียวถ้ามีโอกาสมีวาสนาก็ดี แต่หากไม่มีเล่า จะไม่ได้พบกันอีกเลยเช่นนั้นหรือ
อยู่ๆเหมือนเกี๊ยวก็ฝืดคอขึ้นมาพาลให้อาหลิวคิดไปถึงอดีตตอนที่ยังเป็ ิ เหมือนจันทร์จะว่าไปแม่ของเธอก็มีส่วนคล้ายกับป้าฮุ่ยไม่น้อย
แม่ของิเป็คนไม่ค่อยพูดแต่ทุกอย่างทุกการกระทำชัดเจนถึงความรักความใส่ใจส่วนพ่อก็ตลกโปกฮาช่างพูดอารมณ์ดีแตกต่างกับแม่พ่อกับแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุหลังจากที่ิเรียนจบและได้งานทำไม่นานยังไม่ทันที่จะได้เห็นิประสบความสำเร็จตั้งตัวได้ก็มาด่วนจากไปเสียก่อนยังดีที่มีญาติพี่น้องอาแปะอาโกวอีกมากมายคอยให้กำลังใจไม่อย่างนั้นลูกโทนอย่างิคงเงียบเหงาโดดเดี่ยวน่าดู
อาหลิวเอาเกี๊ยวชิ้นสุดท้ายใส่เข้าปากลุกขึ้นไปนั่งข้างป้าฮุ่ย แล้วก็โอบกอดนางแรงๆอาหลิวรู้สึกได้ว่าป้าฮุ่ยกำลังขนลุกเกรียว
“ทำอะไรของเ้า!”
“ขอบคุณนะป้าฮุ่ยขอบคุณทุกอย่างเลย”
ไม่รู้ว่าอาหลิวคนก่อนแสดงความรักความกตัญญูกับป้าฮุ่ยอย่างไรเอาเป็ว่าอาหลิวตอนนี้อยากกอดป้าฮุ่ยเหมือนที่เคยได้กอดแม่ก็แค่นั้นเองแล้วที่ผ่านมาก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีบุญคุณต่อกันแค่ไหน แต่คิดว่าการกล่าวคำขอบคุณน่าจะเศร้าน้อยกว่าการกล่าวอำลาจากกันด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งย่อมดีกว่าน้ำตาแห่งความเศร้าโศกมิใช่หรือ
ได้ยินเสียงสูดน้ำมูกจากป้าฮุ่ยเบาๆนางเบือนหน้าหันไปทางอื่นแล้วเอาผ้ากันเปื้อนขึ้นมาเช็ดตากับจมูกบ่นพึมพำประมาณว่าพริกกระเด็นเข้าตาแสบไปหมด
อาหลิวกินลูกพลับจนหมดป้าฮุ่ยจึงไล่ให้ไปพักผ่อน กำลังจะหอบหนังสือกลับเรือนนอน ลุงหวังก็เดินมาทางนี้พร้อมกับห่อผ้าขนาดใหญ่เรียกให้อาหลิวหยุดก่อน
“นี่เป็เครื่องแบบของเ้าที่คนในวังส่งมาให้เมื่อสักครู่ตัดเย็บเสร็จเรียบร้อย คืนนี้เ้าก็นำไปลองใส่ให้คุ้นชิน แล้วก็ในห่อผ้านี้มีตำราคู่มือสำหรับตำแหน่งของเ้าจงอ่านแล้วจดจำให้ขึ้นใจก่อนที่ต้องเข้าวังหลวง เข้าใจหรือไม่”
ตำราอีกแล้ว!
ได้ข่าวว่าอีกสองวันก็ต้องเข้าวังอาหลิวต้องอ่านตำราแทนพระสนมลี่หลิน แล้วยังมีตำราคู่มือสำหรับสาวใช้อีก โอ๊ย!ทำไมมันเยอะแยะแบบนี้ล่ะเนี่ย!
“ทำไมทำหน้าเช่นนั้นตำราแค่นี้อ่านเพียงไม่กี่ชั่วยามก็น่าจะจบแล้ว”
อาหลิวพยักหน้าตอบกลับด้วยสีหน้าเซ็งๆนี่เรารับงานแบบ over load ไปรึเปล่าเนี่ย?
“เ้านั่งลงก่อนข้าขอตรวจชีพจรสักหน่อย”
อาหลิวจึงต้องวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนโต๊ะแล้วนั่งลงเพื่อให้ลุงหวังจับชีพจร
“อืม...แม้จะยังสับสนแต่ก็ดีขึ้นกว่าวันก่อนมาก อย่างไรเสีย่นี้ก็อย่าเพิ่งเดินลมปราณโดยไม่จำเป็อีกสักสามสี่วันจึงค่อยเริ่มฝึกกำลังได้เบาๆ แล้วค่อยเพิ่มจนถึงระดับที่เคยฝึกเป็ประจำ่นี้เ้าต้องรักษาตัวเองให้ดี อย่าให้เกิดเจ็บป่วย เข้าใจหรือไม่ แล้วก็...”
เอาอีกแล้วลุงหวังทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ไม่ยอมพูด ดูแล้วช่างน่าอึดอัดนักจนอาหลิวต้องเลิกคิ้วเป็เชิงถามว่ามีอะไรเหรอ ลุงหวังจึงได้เอ่ยปากขึ้นมาเสียที
“เมื่อเข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วก็มิอาจขอความช่วยเหลือจากพวกเราได้โดยง่ายแม้เ้าจะไม่ได้เป็อันดับต้นๆในชั้นเรียน แต่ด้วยไหวพริบปฏิภาณและวรยุทธ์ที่เ้ามีก็น่าจะใช้ปกป้องตัวเองและพระสนมได้
งานนี้มีเพียงเ้าเท่านั้นที่ทำได้จงตัดสินใจทุกอย่างด้วยความสุขุมรอบคอบ ทำสิ่งใดก็ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน อย่าบุ่มบ่ามจำเอาไว้ว่าความปลอดภัยของพระสนมต้องมาเป็อันดับหนึ่ง หากมีเื่ไหนยากที่จะตัดสินใจก็ให้ส่งข่าวกลับมาที่จวนสกุลเฉิง และ...และ....”
“และ...อะไรหรือท่านลุงหวัง”
“และจงดูแลตัวเองให้ดีอย่าให้เสียชื่อมาถึงข้าที่เป็อาจารย์คอยอบรมสอนสั่งเ้าเป็อันขาด!! เข้าใจหรือไม่!!”
ลุงหวังพูดเบาๆตอนต้นประโยคแล้วอยู่ๆก็ทำเสียงกระโชกโฮกฮากขึ้นมา จากนั้นก็ลุกพรวด เอามือถูจมูกนิดหน่อยสะบัดชายเสื้อเดินจ้ำๆจากไป
“ท่านลุงของเ้าก็เป็เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน”
ป้าฮุ่ยพูดไปส่ายหน้าไปอาหลิวเห็นนางเหมือนจะอมยิ้มนิดหน่อยด้วย
“แม้เขาจะเป็ผู้ที่เสนอชื่อของเ้าในการทำภารกิจครั้งนี้ด้วยเพราะไม่มีใครสามารถทำได้อีกแล้ว แต่เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเขาห่วงใยเ้ามากเพียงใดหึๆ ข้ายังจำวันที่เขาอุ้มเ้ามาหาข้าได้ ตอนนั้นเ้ายังแบเบาะนักเนื้อตัวเปียกโชก อีกทั้งมีแต่รอยมดแมลงกัดเต็มไปหมด เป็ไข้อยู่หลายวันลุงหวังของเ้าคอยดูแลป้อนยาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย
ั้แ่ตัดสินใจให้เ้าไปทำภารกิจข้ารู้ว่าเขาก็กังวลใจมิใช่น้อย ก็เ้าน่ะถูกเลี้ยงดูเติบโตมาในหมู่ผู้ชาย อยู่ๆจะให้ไปอยู่ท่ามกลางหญิงสาวเหล่าสนม ก็ไม่รู้ว่าเ้าจะปรับตัวได้หรือไม่เหนือสิ่งอื่นใด เห็นเอาแต่บ่นๆอย่างนี้ นอกจากความเป็ห่วงแล้ว ท่านลุงของเ้าน่ะไว้ใจและเชื่อใจเ้าที่สุด รู้หรือไม่”
อาหลิวปะติดปะต่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับป้าฮุ่ยและลุงหวังได้บ้างแล้วเยี่ยเอ๋อร์บอกว่าอาหลิวเป็เด็กกำพร้าฉะนั้นผู้ที่เก็บมาเลี้ยงดูจนโตก็คือลุงหวังกับป้าฮุ่ยมีความผูกพันห่วงใยดุจลูกในไส้
ได้เห็นมุมน่ารักของป้าฮุ่ยกับลุงหวังแล้วเหมือนได้รับพลังงานด้านบวกหลังจากที่ต้องนั่งอบรมมาทั้งวันก็เลยรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน