ลมหายใจของทั้งสองยังไม่ทันนิ่งดีความเงียบหลังการปะทะกลับหนักแน่นยิ่งกว่าเสียงอาวุธเมื่อครู่ นิโคลลดหอกลงแต่สายตายังตรึงอยู่ที่โจเวลไม่คลาย เอาเข้าจริง…ไม่ใช่สายตาของผู้ชนะหรือผู้แพ้
ความนุ่มลึกและการกระทำของเด็กสาวตรงหน้าสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง
“มันไม่สมเหตุสมผลคนที่เพิ่งแตะออร่า…ไม่น่าข้ามขั้นมาได้เร็วถึงเพียงนี้” น้ำเสียงเรียบเย็น
ครั้งล่าสุดที่พบกันนิโคลจำได้แม่นว่าหลังมือขวาของโจเวลไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลยต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง หากไม่ผ่านการฝึกหนักมาคงต้องผ่านการต่อสู้เอาเป็เอาตายมาไม่น้อย ถึงจะสามารถทะลวงผ่านแต่ละขั้นขึ้นไป
“ตัวข้าก็ยังเหมือนเดิมที่เหลือ…เ้าคิดไปเอง” โจเวลตอบกลับ
นิโคลหรี่ตาลงเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ กลิ่นอายพลังแผ่ขยายแสงแดงส้มปกคลุมราวเปลวเพลิง ความกดดันหนักหน่วงกดลงบนผิวของโจเวลก่อนจะสลายไปตามอารมณ์ของนาง
[ ความระแวงลดลง ]
“เ้าพูดไม่ผิดเมื่อครู่…ถ้าข้าไม่หยุด” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย “เ้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
“งั้นข้าคงต้องขอบใจที่เ้าตัดสินใจทันเวลา”
ถึงแม้ร่างกายของโจเวลจะเต็มไปด้วยผ้าพันแผลแต่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบหรือความเ็ปแฝงอยู่เลยยิ่งสร้างความแปลกใจแก่นิโคลเข้าไปกว่าเดิม
“…”
เอเมอร์ลุ้นตัวโก่งสายตามองสลับไปมาระหว่างทั้งสอง ถึงจะรับปากนายน้อยของตนไว้ดิบดีแต่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเข้าไปหยุดในจังหวะไหนเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าตัวเขาเองนี่แหละจะาเ็หนักเอาได้
นิโคลขยับเข้าไปใกล้ขึ้นกว่าเดิม
“คราวนี้…ข้าคงปล่อยผ่านไม่ได้แล้ว”
สายลมพัดผ่านลานประลองผ้าคลุมสีขาวสะบัดไหว ดวงตาสีแดงของเธอสะท้อนเงาของโจเวลเป็ครั้งแรก
[ คุณสมบัติพิเศษ หัวใจผู้ท้าทายตอบสนอง ]
[จิตใจของท่านมั่นคงขึ้นท่ามกลางแรงกดดัน ]
“อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเลย”
“เอาเถอะ ถือว่าเ้าพอใช้ได้ขึ้นบ้าง”เธอยิ้มให้กับเขาแล้วตบไหล่หลายที “อย่าคิดหนี เ้าหนีไม่พ้นหรอก”
“ข้าดูเหมือนคนจะหนีหรือไง”
คำตอบนั้นเพียงพอแล้วสำหรับนิโคลนางหมุนตัวจากไปอย่างไม่ลังเล และไม่คิดจะหันกลับ
“เห็นแก่ที่เ้าเพิ่งไปออกศึกมาข้าจะปล่อยไปก่อนแล้วกัน”
[ ความประทับใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ]
โจเวลมองตามแผ่นหลังของคู่หมั้นด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูกก่อนจะถอนหายใจยาว
เอเมอร์รีบวิ่งเข้ามาทันที
“นายน้อยรอดมาได้ยังไงขอรับยังชนะอีกด้วย” เขาพูดเหมือนยังไม่อยากเชื่อ
“คำพูดจาของเ้านี่มัน เอาเถอะ”
เอเมอร์ยิ้มกรุ้มกริ่มให้หนึ่งทีโจเวลเห็นเข้าก็ได้แต่ส่ายหัว
“เพราะทางนั้นจงใจมากกว่าถ้าเอาเข้าจริง ตอนนี้ข้าสู้แรงของนางไม่ได้”
เขาไม่รู้ว่านางใช้พลังไปกี่ส่วนของทั้งหมด
“เท่านี้ก็สุดยอดมากแล้วขอรับไม่มีใครที่สามารถรับมือของคุณหนูนิโคลได้ง่ายๆ หรอกถ้าเป็เมื่อก่อน…ป่านนี้ท่านขอกลับห้องไปแล้วขอรับ”
คำพูดนั้นทำให้โจเวลนิ่งไปเลย
“ข้าขนาดนั้นเชียวหรือ”ขณะยื่นดาบไม้ให้กับเอเมอร์ เขาแทบสำลักน้ำลายตัวเอง
“เป็เื่จริงทุกประการขอรับ”คำตอบหนักแน่นเสียด้วย
“สุดท้ายก็ยังเป็เด็กอยู่ดี”
“พูดอะไรของท่านอยู่คนเดียว”
“ไปหาแซมกันเถอะ ข้าหิวแล้ว”
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเพิ่มหรือขยับตัวมากมายเสียงฝีเท้ากระทบเกราะเหล็กดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วอัศวินสองนายก้าวเข้ามาหยุดตรงขอบลาน ก่อนค้อมศีรษะ
โจเวลเลิกคิ้วเล็กน้อย“มีเื่อะไรหรือเปล่า”
“นายน้อย…เอ่อ…คือว่า”
อัศวินหยุดไปชั่วครู่ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ท่านพอแนะนำการฝึกให้พวกข้าทั้งสองได้ไหมขอรับ”
“รบกวนด้วยขอรับ” ทั้งสองโค้งตัวขอร้อง
[ อัศวินแนวหน้าเริ่มยอมรับในตัวท่าน ]
[ ตรวจพบผู้้าเข้าร่วมสังกัด : 2 ราย ]
[ ค่าความเกรงขามเพิ่มขึ้น ]
[ ค่าความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ]
โจเวลและเอเมอร์มองหน้ากันเขาไม่รู้จะตอบยังไงดีกับคำถามของสองอัศวินตรงหน้าเข็มกลัดประทับตรากลางอกขวาของพวกเขา แจ้งว่าเพิ่งเป็อัศวินมาได้ไม่นานสังกัดหน่วยอัศวินแนวหน้า
ส่วนตัวเขาที่ยังไม่ได้แม้จะติดยศกำกับต้องมารับหน้าที่ให้คำแนะนำ มันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
“พวกเ้าควรไปปรึกษานายกองหรือไม่ก็อัศวินระดับสูงคนอื่นนะข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น คงสู้กับสิ่งที่พวกเ้าทำไว้ไม่ได้หรอก”
โจเวลนับถือแนวหน้าของศึกที่ผ่านมามากยิ่งเขาได้ไปเห็นกับตา ยิ่งนับถือเข้าไปใหญ่ความเป็ความตายอยู่ห่างเพียงหนึ่งก้าวที่เดิน
“ไม่เลยขอรับตอนเห็นสัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่ในตอนแรก ข้ากลับ…ทำอะไรไม่ถูกเลยด้วยซ้ำขยับตัวไม่ได้เลยขอรับ”
คนตรงหน้ากำหมัดแน่น ข่มอารมณ์ไว้
“ถ้าข้ากล้าได้สักครึ่งของท่าน…คงไม่ต้องมานึกเสียใจทีหลังแบบนี้”
[ คุณสมบัติพิเศษถูกกระตุ้น ]
อัศวินผู้แจ้งข่าวตอบตามความจริงกว่าจะสามารถเรียกความกล้ากลับมา ต้องใช้เวลาสักพักเลยถึงตอนนี้ยังทำให้รู้สึกผิดต่อทุกคน ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไป
“พวกเ้ารอดมาได้นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าทำดีที่สุดแล้ว เอาแบบนี้แล้วกันถ้ายังหาทางของตัวเองไม่เจอ…ก็มาหาข้า ข้าจะรออยู่ที่ลานฝึก” โจเวลกล่าวให้กำลังใจครั้งหนึ่งตัวเขาก็ไม่สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวในใจตัวเองได้
ดีเหมือนกันถึงเวลาที่เราควรมีขุมกำลังเป็ของตัวเองบ้างแล้ว โจเวลคิดในใจพร้อมกับวาดภาพอนาคตไว้ ต่อจากนี้ กำลังคนจะเป็สิ่งสำคัญ
“ขอบคุณขอรับนายน้อยพวกข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”ทั้งสองรีบทำความเคารพแล้วพากันเดินออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง
[ อิทธิพลของสังกัดเริ่มก่อตัว ]
อัศวินทั้งสองไม่มีอคติของการร้องขอความรู้จากผู้อ่อนอายุกว่าเป็คุณสมบัติที่หาได้ยากมากไม่ว่าจะโลกทางนี้หรือโลกก่อนหน้านี้โจเวลจึงไม่ต้องคิดนาน
“นี่ท่าน…ใช่นายน้อยโจเวลที่ข้ารู้จักจริงๆใช่ไหมขอรับ”
“เ้าก็เป็ไปกับเขาด้วยหรือ”
“สอนข้าด้วยคนสิขอรับ”
“ไม่”
[ ตรวจพบผู้มีพร์กำลังจับตามองท่าน]
[ ความสนใจจากบุคคลระดับสูงเพิ่มขึ้น ]
หลังจากผ่านพ้นาชื่อเสียงของโจเวลคงถูกยกระดับให้ดีขึ้นแล้วยิ่งในกลุ่มอัศวินแนวหน้าของศึกครั้งล่าสุดแทบจะเรียกได้ว่าเป็ผู้ช่วยชีวิตของใครหลายคนไว้ความเก่งกาจทางด้านฝีมือดาบก็เลืองลือว่าได้รับการฝึกสอนจากท่านดยุกโดยตรง
“คงไม่มีแล้วสินะ เ้าเด็กขี้แยคนนั้นทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ราวฟ้ากับเหว”
ดวงตาสีแดงเป็ประกายจ้องมองภาพของเหตุการณ์ทั้งหมดในมุมเสาใหญ่อยู่ไม่ไกลเธอไม่เข้าใจความรู้สึกในตอนนี้มันกำลังพลุ่นพล่านปะปนกันไปมาคล้ายกับผีเสื้อหลายตัวบินอยู่ด้านในเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวตนของโจเวลน่าดึงดูดขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่
“ลาเมทัสไม่เคยหมดสิ้นคมดาบเหมือนที่ท่านพ่อกับท่านแม่กล่าวไว้จริงๆ”
…
หลังจากสิ้นสุดการประลองด้านนอกความเงียบกลับคืนสู่ห้องรับรองอีกครั้ง เฮนรี่ยกถ้วยชาขึ้นจิบสายตาไม่ได้มองสิ่งใดโดยตรง ดราเวนเอนหลังพิงเก้าอี้มือหนึ่งเคาะโต๊ะเป็จังหวะสม่ำเสมอ
“ข้าขอรับไว้” เฮนรี่เอ่ยขึ้นในที่สุด
“เอาเถอะ ข้าแพ้แล้วน่าแปลกใจตรงที่มันเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะ เ้าแอบสอนอะไรให้เด็กคนนั้น”ดราเวนตอบเรียบ
“ยังไม่ได้เริ่มสอนด้วยซ้ำ”
“อย่าบอกนะว่า…เด็กคนนั้นคิดกระบวนท่าดาบขึ้นมาด้วยตัวเอง”
“…” เฮนรี่ไม่ตอบแต่ก็เป็คำตอบที่ดังที่สุดแล้ว
คำว่า เด็กคนนั้น ไม่ต้องระบุชื่อทั้งสองก็เข้าใจตรงกัน เฮนรี่วางถ้วยลง
“เ้าก็เห็นมันเหมือนกัน”
“แต่ข้าเห็นมากกว่าที่เ้าพูด”ดราเวนโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมขึ้น
“ถ้านางไม่หยุด…ข้าคงเป็คนลงไปหยุดเองออร่าแบบไหน…ถึงฉีกอากาศได้ขนาดนั้น”
“อืม ข้าเองก็ไม่เคยเห็น”
ทั้งสองสบตากันสั้นๆ ไม่มีใครพูดคำว่าผิดปกติ ออกมาตรงๆ แต่ความหมายชัดเจนยิ่งกว่าคำใด
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความใจกล้า ถูกใจข้าถูกใจข้ายิ่งนัก!” ดราเวนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเสียงดังแล้วตบมือเข้าฉาบหนึ่งดีใจ
“สมแล้ว…”เฮนรี่จะพูดต่อแต่ก็หยุดไว้ก่อน ส่งผลให้บรรยากาศตึงเครียดอีกครั้ง
“แล้วเ้าจะทำยังไง”ดราเวนถามตรงประเด็น
“ข้าจะผลักเขาขึ้นไป” คำตอบสั้นแต่หนักแน่น
ดราเวนหัวเราะในลำคอเบาๆ“เ้ามันบ้าเหมือนเดิม”
“ถ้าเขาเป็ตัวแปร การซ่อนยิ่งเสี่ยง”
“แต่ข้าคิดว่า…เขายังไม่พร้อม”ดราเวนสวนทันที ถึงจะสร้างความแปลกใจได้ แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า
“ไม่มีใครพร้อมก่อนถูกโยนลงสนามจริงต้องดิ้นรน ถึงจะหาทางของตัวเองเจอ”
ความเงียบแทรกเข้ามาอีกครั้งคราวนี้ยาวกว่าเดิม ดราเวนถอนหายใจ
“เพราะงั้นเ้าถึงยอมให้ข้าเสนอชื่อเขาเข้าสถาบัน”
“ไม่ใช่ยอม แต่ข้าตั้งใจ”
สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลึกขึ้นหนักแน่นขึ้น และเด็ดขาดขึ้น
“ข้าจะให้ทั้งโลกเห็นเขา”เฮนรี่เอ่ยขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง
ดราเวนหรี่ตา “รวมถึงพวกมันด้วย”
“อืม โดยเฉพาะพวกมัน”
คำตอบนั้นชัดเจนจนไม่ต้องตีความดราเวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอีกครั้งภายนอกเขาดูอารมณ์ดีเกินกว่าที่เห็น
“เ้ากำลังล่อเสือออกจากถ้ำ”
“เสือออกจากถ้ำแล้ว จะล่าหรือจะถูกล่าก็ตัดสินกันตรงนี้” เฮนรี่เอ่ยเรียบ
สายลมบางพัดผ่านหน้าต่างเสียงผ้าม่านกระทบกันไปมา
ดราเวนเหลือบมองหมุดคริสตันบนโต๊ะแสงของมันยังคงสม่ำเสมอ
“เื่เอเธอร์ ถ้ามันช้าลงเรื่อยๆจริง” เขาพูดขึ้นอีกครั้ง “อีกไม่นาน ระบบแจ้งเตือนจะไร้ความหมาย”
“ข้ารู้”
“และถ้ามันถูกแทรกแซงจากภายใน”
“ต่อจากนี้ ไม่มีแนวหลังแล้ว”
ประโยคนั้นตกลงบนโต๊ะเหมือนหินหนักดราเวนยกมือขึ้นลูบหน้า สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เขาคิดไว้มาก
“ข้าเกลียดเกมพวกนี้”
“แต่เ้าก็ยังเล่นมันเก่ง”เฮนรี่สวนทันควัน
“เพราะไม่มีทางเลือก”
ทั้งสองเงียบไปพร้อมกันความจำเป็คือสิ่งที่บีบคั้นได้ดีที่สุด
ครู่หนึ่งดราเวนเอื้อมมือไปหยิบเหรียญทองของตนขึ้นมา หมุนเล่นสลับหน้าหลัง
“แล้วเ้าคิดยังไง ระหว่างสองคนนั้น”ดราเวนถามต่อ
เฮนรี่หยุดคิดเพียงเสี้ยววินาที
“ถ้าไม่ฆ่ากันก่อนอาจกลายเป็สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้” เขาตอบเรียบ
ดราเวนแทบหลุดสบถ“ฟังดูเหมาะกับยุคสมัยนี้ดี นางมองเห็นอนาคตได้ยังไงกันนะ”
“ความคิดของนางลึกซึ้งเสมอ”
ดราเวนตัดสินใจเด็ดขาดความเชื่อมั่นส่งผ่านทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย เขาวางเหรียญลงบนโต๊ะดังแกร๊ก
“ข้าจะเดิมพันเพิ่มอีกอย่าง”
เฮนรี่เลิกคิ้วเล็กน้อย “ว่ามา”
“เด็กคนนั้น” ดราเวนจ้องตรง“เขาจะไม่ใช่แค่ตัวแปร แต่จะเป็ตัวเปลี่ยนเกม”
เฮนรี่สบตากลับ ไม่มีรอยยิ้มไม่มีอารมณ์อะไรแฝงอยู่บนใบหน้าเลย
“ข้าก็หวัง…ให้เป็เช่นนั้น”
แสงจากหมุดคริสตันกระพริบแ่เบาช้าลงอีกเล็กน้อย และในห้องที่ดูสงบเงียบนี้บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวราวกับคลื่นใต้น้ำที่นิ่งสงบ