ตอนที่ 41
เริ่มตั้งตัว (7)
โต๊ะอาหารกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยม อาหารมากมายที่ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะส่งกลิ่นหอมกรุ่นคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ ภายในมื้ออาหารแสนอร่อยทั้ง 3 ชีวิตนั่งตักอาหารด้านหน้าของตนเองเข้าปากอย่างไม่หยุดมือ
ท่ามกลางมื้ออาหารที่กำลังดำเนินไปอยู่นั้น จูเฟยที่กำลังนั่งตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้เลยวางตะเกียบของตนเองลงแล้วหันไปถามท่านอาจารย์ที่อยู่ด้านหน้า “ ท่านอาจารย์เจ้าค่ะว่าแต่ท่านบอกว่าจะมาพบกับคนแล้วท่านจะไปพบเมื่อใดหรือเจ้าคะ ”
นางนั้นยังคงไม่ลืมว่าท่านอาจารย์คงนางเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้เพื่อมาทำธุระแล้วเคยถามไปแล้วว่ามาทำธุระเรื่องอันใดท่านอาจารย์ของนางก็บอกว่ามาพบคนผู้หนึ่ง
ตอนนี้ก็เดินทางมาถึงเมืองแล้วแต่ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์ของนางจะยังคงทำตัวสบายๆอยู่เลย
“ พรุ่งนี้.. ”
“ ข้าไม่ต้องไปด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ??? ” จูเฟยถามออกไปเพราะว่าถ้านางไม่ต้องไปด้วยนางจะใช้เวลาในช่วงนั้นในการเดินสำรวจเมืองและธุรกิจต่างๆ
การที่ได้เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ยังคงไม่ลืมจุดประสงค์ของตนเองในการที่จะมาเพื่อศึกษาธุรกิจและเส้นทางในการทำธุรกิจต่างๆ
อย่างไรวันนี้ก็ไม่สามารถเดินสำรวจได้ทั้งหมดทั้งเมืองอย่างแน่นอน
“ อืม~ เจ้าไม่ต้องไปก็ได้พรุ่งนี้อาจารย์ไปคนเดียวเอง แล้วก็นะอย่าไปเล่นที่ไหนล่ะ ”
“ เจ้าค่ะ~ ” จูเฟยขานรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลังจากนั้นมื้ออาหารอร่อยที่มีท่านอาจารย์เป็นเจ้ามือก็ได้จบลงพวกเขาได้พากันเดินสำรวจเมืองอยู่อีกสักพักหนึ่งแล้วค่อยเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยม ยามดึกก็ขอชุดที่นอนอีกหนึ่งชุดจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมาเพื่อให้ตัวของอวี้หลินมานอนข้างๆเตียงของจูเฟย
วันนี้ห้องภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้มันก็เต็มจนหมดแล้ว จูเฟยเลยให้ตัวของอวี้หลินมานอนห้องเดียวกับนางอย่างไรทั้งสองก็เป็นสตรีด้วยกันก็คงจะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น
หัวน้อยๆเอนล้มลงไปที่หมอนก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทราแสนหอมหวานอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากตะเกียงน้ำมันตอนนี้มันได้ถูกดับลง อวี้หลินราตรีนี้เป็นราตรีนึงที่นางนั้นได้สามารถข่มดวงตาของตนเองลงและนอนหลับอย่างสนิท
ราตรียามพักผ่อนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับกระพริบตา ดวงอาทิตย์แรกของวันส่องแสงทอประกายผ่านรูของหน้าต่างเข้ามาด้านในกระทบเข้ากับใบหน้าของทั้ง 2 อวี้หลินนอนอยู่บนพื้นเมื่อแสงแดดกระทบเข้ากับใบหน้าของนางนางก็รีบสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ผิดจากจูเฟยเมื่อแสงแดดกระทบเข้าที่ใบหน้านางบิดตัวแล้วบิดตัวอีกกว่าที่จะลุกขึ้นมาจากเตียง
อวี้หลินนางเป็นทาสเหมือนแสงแดดกระทบเข้าที่ใบหน้าเมื่อใดก็มักจะสะดุ้งตื่นตามสัญชาตญาณเช่นนี้ ตอนนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อมันเหมือนกับฝันร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป ดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถเก็บซ่อนความประหลาดใจนั้นกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
เมื่อเห็นทัศนียภาพรอบกายเป็นภายในห้องที่แสนอบอุ่นนางก็ตั้งสติของตนเองแล้วได้บอกกับตัวเองว่าตอนนี้นางได้ผ่านพ้นชีวิตทาสอันแสนเลวร้ายมาแล้ว
“ เฮ้อ! ” นางพ่นลมหายใจแห่งความโล่งใจออกมาก่อนที่จะหันไปมองเห็นคุณหนูของตนเองลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งแล้วกำลังใช้มือทั้งสองขึ้นมาขยี้ตาอย่างงัวเงีย
“ คุณหนูรอเดี๋ยวนะเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจะไปเอาน้ำมาให้ ” อวี้หลินรีบทำหน้าที่ของตนเองอย่างรวดเร็วนางไปนำน้ำที่ตักใส่ถังเล็กๆมาประเคนให้จูเฟยล้างหน้าล้างตาถึงเตียง
จูเฟยลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาก็มองเห็นถังน้ำมาถูกต้องเอาไว้ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว ก็ประหลาดใจเล็กน้อย ปกตินางไม่ค่อยมีคนมาปฏิบัติเช่นนี้สักเท่าไรนอกจากท่านแม่ของนางที่มักจะทำเรื่องต่างๆให้
จูเฟยเองก็สลัดความประหลาดใจของตัวเองออกไปแล้วเริ่มล้างหน้าล้างตาทันที จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จทั้ง 2 ก็ได้นั่งอยู่ภายในห้องอีกสักพักนึง
จูเฟยนั่งอยู่ที่โต๊ะใจกลางห้อง เด็กน้อยแกว่งเท้าไปมาอยู่บนเก้าอี้ตัวนึงแล้วทำท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง
วันนี้ท่านอาจารย์ของนางออกไปทำธุระด้านนอก จริงๆเมื่อวานท่านอาจารย์ของนางก็บอกว่าอย่าให้ตัวของนางนั้นเดินทางไปไหนให้อยู่แต่ในโรงเตี๊ยม
แต่มีหรือว่านางจะฟัง~ จูเฟยคิดเอาไว้หมดแล้วว่าต้องรอให้ท่านอาจารย์ของนางออกไปก่อนแล้วนางจะแอบออกไปด้านนอกเพื่อไปเดินดูของต่างๆภายในเมือง
ดวงตากลมโตหันไปเห็นอวี้หลินยืนอยู่ด้านหลังของนาง
“ อวี้หลินเหตุใดท่านถึงไม่นั่งล่ะ?? ” จูเฟยเอ่ยถามออกไป
“ ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวอย่างบ่าวจะนั่งเสมอผู้เป็นนายได้อย่างไร ” นางรีบตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
จูเฟยที่นั่งอยู่ก็ได้ส่ายหัวไปมา “ ท่านไม่ไหวเลยนะข้าบอกว่านั่งได้ก็นั่งได้สิ ”
“ เอ้า~ เร็ว!!! นั่งสินั่งสิ ” จูเฟยได้ใช้มือเล็กๆของนางตีเข้าไปที่บริเวณเก้าอี้ที่อยู่ข้างกายราวกับจะบ่งบอกให้อวี้หลินนั้นนั่งลง
อวี้หลินที่อยู่ข้างๆก็ทำหน้าตาลังเลเล็กน้อยก่อนที่ตัวของนางนั้นจะทำท่าทางเก้ๆกังๆแต่สุดท้ายก็นั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้นจนได้
“ ว่าแต่อวี้หลินเจ้าคิดเช่นไรกับร้านอาหารเมื่อวานงั้นรึ รสชาติอาหารดีหรือไม่ ” จูเฟยนึกถึงร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแห่งนี้ได้เลย อาจารย์ของนางบอกว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นร้านอาหารที่เลื่องชื่อที่สุดภายในเมืองแห่งนี้
ดูจากจำนวนคนที่เข้าไปภายในร้านแต่ละวันดูแล้วก็น่าจะมีกำไลแต่ละวันไม่ใช่น้อยเพราะผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปมีมากมายและตลอดทั้งวัน
จูเฟยคิดว่าธุรกิจในด้านร้านอาหารมันก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งเช่นกัน เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้เรื่อยๆและกำไรในแต่ละวันถ้าร้านอาหารร้านขายดีก็ไม่ใช่น้อย
แต่ว่าจุดดึงดูดของร้านอาหารที่เลื่องชื่อที่สุดภายในเมืองแห่งนี้ตัวของจูเฟยลองชิมดูแล้วก็ล่วงรู้ได้ทันทีเลยว่ามันเป็นรสชาติของอาหารที่แสนจะล้ำเลิศ ขนาดตัวของนางกินเมื่อวานยังรู้สึกว่าติดใจกับรสชาติอาหารนั้นแล้วอยากกลับไปลิ้มลองอีกครั้งเลย
“ ข้าคิดว่ามันก็มีรสชาติที่ดีเจ้าค่ะแต่ข้าสามารถทำอาหารได้อร่อยมากกว่านั้น ” อวี้หลินพูดออกมาด้วยใบหน้าราบเรียบจนจูเฟยที่นั่งอยู่ด้านหน้ายังรู้สึกประหลาดใจเลย
เด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆถึงกับหันมองแล้วอ้าปากค้าง ดูอีกฝ่ายสิสามารถพูดเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ด้วยใบหน้าเช่นนั้นมันจะเรียกว่าหลงตัวเองก็ไม่ได้แต่จูเฟยคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะสามารถกระทำได้จริงๆ
“ เจ้าทำอาหารได้รสชาติล้ำเลิศกว่าร้านอาหารกลางเมืองนั้นงั้นรึ??? ”
“ เจ้าค่ะ!!! ” อวี้หลินตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำ
ถ้าสิ่งที่ตัวของอวี้หลินพูดขึ้นมามันเป็นเรื่องจริงว่าตัวของนางนั้นสามารถทำอาหารได้เอร็ดอร่อยเช่นนั้น แล้วถ้ารสชาติของอาหารที่นางทำออกมามันล้ำเลิศกว่าร้านอาหารใจกลางเมืองจูเฟยคิดว่าจะเลือกเปิดร้านอาหารภายในเมืองอู่หนานก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน
ภายในเมืองอู่หนานจะไม่มีร้านอาหารขนาดใหญ่เปิดเลยถ้าสามารถเปิดได้จริงๆมันคงจะกลายเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
นางคิดว่าธุรกิจร้านอาหารนั้นดีแต่ว่าสิ่งที่นางยังขาดอยู่ก็คือเชฟของร้าน แต่ในเมื่อตัวของอวี้หลินบอกว่าสามารถทำอาหารได้อร่อยกว่าพ่อครัวของร้านอาหารที่เลื่องชื่อที่สุดภายในเมืองนี้ก็น่าจะลองดู
“ ข้ากำลังคิดหาทางเปิดร้านอาหารอยู่พอดี ข้าต้องขอทดสอบเจ้าหน่อยแล้วว่าสามารถทำอาหารได้เลิศรสจริงหรือไม่ ท่าท่านสามารถทำได้จริงๆคงจะต้องรบกวนเจ้ามาเป็นแม่ครัวแล้ว ”
จูเฟยไม่รีรอมองซ้ายมองขวาได้ทันทีเพื่อที่จะหาทางให้นางนั้นสามารถทดสอบความสามารถของอวี้หลินได้
จูเฟยกระโดดลงจากเก้าอี้ของนางทันทีแล้วรีบวิ่งนำหน้าลงไปด้านล่างของโรงเตี๊ยม แล้วรีบไปติดต่อกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเพื่อพูดคุยว่าจะขอยืมครัวของโรงเตี๊ยมสักครู่
โดยเถ้าแก่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธอันใดเขาดูเป็นคนใจดีเป็นอย่างมาก จูเฟยเอ่ยปากขอเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมก็ให้หยิบยืมห้องครัวในทันที
เมื่อได้ห้องครัวที่จะเป็นสถานที่ทดสอบเรียบร้อยแล้วตัวของจูเฟยก็ได้เริ่มให้อวี้หลินทดสอบฝีมือการทำอาหารของนางที่นางเอ่ยปากยกยอตนเองว่าสามารถทำอาหารได้เอร็ดอร่อยมากกว่าพ่อครัวที่ทำอาหารอยู่ภายในร้านอาหารที่เลื่องชื่อที่สุดภายในเมืองแห่งนี้
จูเฟยมองอยู่ไกลๆ อวี้หลินจับทุกอย่างอย่างชำนาญและก็ทำทุกอย่างอย่างไรลื่นไม่มีอันใดติดขัดเลยสักนิด เมื่อทำอาหารไปได้สักพักหนึ่งกลิ่นหอมหวลล่องลอยออกมาแล้วเตะเข้าจมูกของจูเฟยทันที
จูเฟยที่ยืนจ้องมองอยู่ด้านหลังถึงกับตื่นตัวขึ้นมา กลิ่นหอมเช่นนี้รสชาติคงจะลึกล้ำไม่ต่างจากอาหารภายในร้านประจำเมืองแห่งนี้อย่างแน่นอน
นางก้มตาทำอาหารอยู่สักพักหนึ่งเมื่ออาหารเสร็จเรียบร้อยพวกนางก็พากันเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง จูเฟยจ้องมองอาหารที่ถูกทำมาเสิร์ฟให้นางอยู่ด้านหน้าเป็นอาหารจานที่ถูกทำขึ้นมาประมาณ 3 จาน
แม้จะเป็นอาหารพื้นๆแต่กลิ่นของมันคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ จูเฟยที่นั่งอยู่ด้านหน้าของอาหารเรานั้นถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ลงคอก่อนที่จะเริ่มชิมอาหารคำแรก
เมื่อได้ตักอาหารคำแรกเข้าไปภายในปากรสชาติแผ่ซ่านกระจายไปทั่วทั้งปากของนางดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีกระดับ อาหารที่เลิศรสนั้นมันส่งจากลิ้นขึ้นไปสู่สมอง จูเฟยตกเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งรสชาติ
“ อร่อย!!!! ” จูเฟยอุทานออกมาดวงตาเปล่งประกาย
จบตอน