เย่ชิงชิงยืนยกแขนขึ้นกอดอกมองดูอยู่เงียบๆเมื่อได้ยินน้ำเสียงของนางนี่คิดว่าได้เป็นน้องสาวของเย่จื้อเหอแล้วน่าภาคภูมิใจนักหรือ?ขออภัย นางไม่เคยคิดเช่นนั้นกับบิดาผู้ต่ำช้านางก็ไม่นับบิดาเช่นกัน
“ข้าขอพูดหน่อยนะ เด็กหญิงอายุแปดเก้าขวบสิถึงจะเรียกว่าเด็กหญิง” นายท่านหวังผู้ร่ำรวยจนไขมันย้อยเดินเหยาะๆ อย่างเชื่องช้า แล้วหัวเราะ“อายุสิบขวบก็ถือว่าเป็นเด็กสาวแล้วเห็นได้ชัดว่าเย่ฝูหรงเหมาะสมกว่ามาก!”
“ท่านไม่ใช่คนหมู่บ้านเถียนซินไฉนถึงมาสอดเรื่องที่ไม่ให้ประโยชน์แก่ท่านเช่นนี้เล่า?” หวงขาเป๋เดินกะเผลกออกมาเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเมล็ดโพธิ์ที่เขาใฝ่ฝันจะปล่อยให้เรื่องมันเปลี่ยนไปได้อย่างไร
นายท่านหวังหรี่ตาเล็กๆมองขาที่พิการของเขาด้วยความรังเกียจ แล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพูดกับนายท่านอย่างข้าหรอก”
ความจริงแล้วเขาก็มาถึงที่นี่โดยบังเอิญเพื่อนำค่าเดินทางไปมอบให้เย่จื้อเหอที่กำลังจะเดินทางไปเมืองหลวงเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เขาก็มาเพื่อหนุนหลังพวกเขา ในความคิดของเขาด้วยสถานะทางสังคมที่สูงส่งชาวบ้านผู้ยากไร้เหล่านี้กล้าไม่ให้เกียรติเขาได้อย่างไร?
“นายท่านหวังวางท่าใหญ่โตเสียจริง!” พี่เจียงปากกล้านางหัวเราะเยาะ “ก่อนหน้านี้ก็เคยเลือกผู้รับใช้เทพอายุสิบขวบไม่ใช่หรือ?ยิ่งกว่านั้น หูหยางหมิงก็อายุสิบเอ็ดแล้วนะ!”
นายท่านหวังลูบเอวที่กลมกลึงของตนเองแล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “สิบเอ็ดขวบ? งั้นก็เปลี่ยนทั้งหมดไปเลย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน!”
พอได้ยินเช่นนั้นป้าซิ่วก็ตาเบิกกว้าง มีคนคิดจะขัดขวางบุญกุศลของลูกชายนางอย่างนั้นหรือ?“ไอ้คนนอกหมู่บ้านอย่างเจ้าเป็นหมาป่าที่อยากกินหนูสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ทำตัวเป็นคนสำคัญมาออกคำสั่งที่นี่ไม่รู้จักประมาณตนว่ามีค่าเท่าไหร่ ช่วยประหยัดคำพูดหน่อยเถิด!”
นายท่านหวังได้ยินดังนั้นใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มเขารู้จักป้าซิ่วดี ในฐานะเจ้าของโรงเลี้ยงหมูรายใหญ่คนขายเนื้อสกุลหูเคยมาซื้อหมูทั้งตัวจากเขาไม่น้อย!นี่ไม่ต้องการค้าขายกันแล้วใช่หรือไม่!
แต่ป้าซิ่วกลับไม่กลัวนายท่านหวังผู้นี้อาศัยที่ตนเองเป็นเจ้าของโรงเลี้ยงหมูที่ใหญ่ที่สุดผูกขาดการจำหน่ายหมูทั้งตัว และมักจะขึ้นราคาอย่างไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ก็ไม่จ่ายเงินค่าเชือดหมูให้ สู้ค้าขายกับเกษตรกรรายย่อยยังได้กำไรมากกว่า
“ยังไม่พูดถึงว่าฝูหรงของเราสวยงามเพียงใดเพียงแค่แม่หนูชิงผู้นี้ก็เป็นตัวซวยแล้ว” ย่าเฒ่าสกุลเย่ออกโรงเองใบหน้าของนางจ้องมองเย่ชิงชิงด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “ก่อนหน้านี้นางอัปลักษณ์เพียงใดทุกคนก็เห็นแล้วไม่เคยได้ยินว่านังหน้าผุจะหายดีได้ มียาวิเศษอันใด ไฉนไม่บอกเล่าให้ฟังบ้าง?”
คำพูดนี้เผอิญกล่าวตรงกับสิ่งที่หลายคนสงสัยคาใจอยู่แล้วพวกที่หัวไวและช่างคิดบางคนต่างก็อยากจะสืบเสาะถามไถ่มานานเพียงแต่ยังไร้วาสนาไร้โอกาสเท่านั้นเอง
นางซูยืนอยู่ข้างหน้าเย่ชิงชิงบดบังสายตาที่สอดรู้สอดเห็นเหล่านั้น แล้วกล่าวว่า “ชิงชิงของเรานั้นมีบุญวาสนาคุ้มครองเทพยดาคุ้มครอง ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะอิจฉานางหรือ?”
“อิจฉา?” เถาอี๋เหนียงทำราวกับได้ยินเรื่องตลกจนหุบปากไม่ลง“ใครจะไปรู้ อาจไปไหว้เทพปีศาจตนใดมาก็ได้แค่นี้ยังกล้าไปพบเทพธิดาอวี่ฮวา ระวังพระนางจะลงทัณฑ์จากสวรรค์!”
“บางคนแค่เห็นคนอื่นได้ดีก็ร่วมยินดีไม่ได้ชอบพูดจาเพ้อเจ้อเกี่ยวกับวิธีการนอกรีต ไม่ใช่อิจฉาแล้วจะคืออะไรกันเล่า” หลังจากเปิดร้านทำการค้าแล้ว นางซูก็ยิ่งปากกล้าขึ้นไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ถูกนินทาว่าร้ายจนโต้ตอบไม่ได้
เมื่อเห็นท่าว่าจะกลายเป็นการทะเลาะกันระหว่างสกุลเย่กับนางซูซึ่งจะนำพาเรื่องราวบาดหมางในอดีตมาเปิดเผยไม่รู้จบท่านผู้ใหญ่บ้านอวี๋ต้ากุ้ยจึงยกมือห้ามปรามพวกนาง แล้วกล่าวว่า“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนคนอย่ามารบกวนข้าอีก”
ความสัมพันธ์ของสกุลเย่ในหมู่บ้านเถียนซินนั้นไม่ค่อยดีนักพอเห็นว่าไม่มีเสียงสนับสนุนใดๆ ย่าเฒ่าจึงยกเรื่องของเย่จื้อเหอขึ้นมาอีกครั้ง“จื้อเหอของเราจะสอบได้จ้วงหยวนเชียวนะ ไม่ให้เขาได้ฤกษ์ดีงามพวกเจ้าอย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน!”
“ใช่แล้ว ข้าว่าพวกเจ้าก็โง่เหมือนกัน” นายท่านหวังทำท่าภูมิใจ“ในโลกนี้จะมีผู้ได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบเอ็ดขวบสักกี่คนกันเล่า?ปีนี้เขาเพิ่งสิบสามบางทีเขาอาจเป็นจ้วงหยวนที่อายุน้อยที่สุดก็ได้นะ!”
คำพูดนี้กระตุ้นอารมณ์ผู้คนได้เป็นอย่างดีเมื่อสองปีก่อนเย่จื้อเหอสอบได้ซิ่วไฉนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหลายหมู่บ้านใกล้เคียงและแม้แต่ในเมืองสืออันด้วยซิ่วไฉอัจฉริยะเช่นนี้ อนาคตย่อมไม่อาจประเมินค่าได้
เย่ชิงชิงกับเย่ฝูหรงเป็นเด็กสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกันทั้งคู่มีดวงตาเป็นประกาย ฟันขาวสะอาด หน้าตาสะสวยน่ารักอีกไม่กี่ปีข้างหน้าย่อมเติบโตเป็นสาวงามสะพรั่งแน่นอนการจะเลือกใครดีนั้นทำให้ผู้คนลังเลอยู่ไม่น้อย
“เย่ชิงชิงเคยเป็นไข้ทรพิษ เทพธิดาอวี่ฮวาจะต้องไม่ชอบนางเป็นแน่เปลี่ยนคนเถิด!” ในช่วงเวลารอตัดสินใจชายโสดอย่างเฉินหย่งหลินก็ลุกขึ้นมาพูด
บางทีอาจเป็นเพราะยังคงผูกใจเจ็บจากเรื่องก่อนหน้านี้ดวงตาเล็กๆ ของเขาทอประกายความอาฆาตแค้น “ครอบครัวที่ปากจัดและเหี้ยมโหดเช่นนี้ยังคิดจะเป็นผู้รับใช้เทพอีกหรือ?”
ไม่มีใครใส่ใจคำพูดที่เฉินหย่งหลินระบายความแค้นออกมาแต่เรื่องที่เคยเป็นไข้ทรพิษนั้น ดูเหมือนจะเป็นการไม่เคารพเทพเจ้าจริงๆผู้คนต่างลังเล สถานการณ์เปลี่ยนไปในทางเดียวทันที
“เป็นไข้ทรพิษแล้วอย่างไร ตอนนี้นางก็สบายดีไม่ใช่หรือนั่นก็เพราะนางมีบุญวาสนาอย่างไรเล่า!” จินหลันเห็นท่าไม่ดีจึงต้องช่วยพูดสองสามประโยค “ยิ่งกว่านั้นตัวเตียวสู่ยังชอบวิ่งเข้าบ้านของพวกเขา ใครจะมีความสามารถทำให้สัตว์เล็กๆสนิทสนมกันถึงขนาดนี้ได้อีกเล่า?”
อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลายคนจะเห็นด้วยกับคำพูดของนาง แต่สุดท้ายแล้วด้วยสองประเด็นเรื่องเย่จื้อเหอและการเคยเป็นไข้ทรพิษผู้คนส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนใจไปเลือกเย่ฝูหรงแทน
เย่ชิงชิงจึงพลาดโอกาสในการเป็นผู้รับใช้เทพไปนางเองก็ไม่ได้อะไร เพียงแต่หวงขาเป๋คงจะผิดหวังมาก
ส่วนเถาอี๋เหนียงกับเย่ฝูหรงก็ดีใจยิ่งนักไม่ใช่ว่าพวกนางให้ความสำคัญกับเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าหรอก แต่การ‘แย่งชิง’ บางสิ่งมาจากเย่ชิงชิงได้นั้นทำให้พวกนางรู้สึกสาแก่ใจนัก