บุปผาราชัน

    เล่มพิเศษ : บนเส้นขนานของความรัก - 5 -


    บนเส้นขนานของความรัก #5
    บรรยากาศผ่อนคลายหยุดชะงักเมื่อจีโอเรียร้องขึ้น ซัลฟาอาศัยช่วงที่นายทหารรับใช้เผลอมองคนกอดกันนานเกินไปจนหยิบมีดสั้นที่ซ่อนในตัวออกมาได้ และแทงที่ต้นแขนของเด็กหนุ่มเข้า
    ชามีทันได้หันไปในตอนที่ทหารรุ่นน้องมีเลือดนองต้นแขนไปแล้ว และ...
    ฉึบ! ดาบของชามีปลิวขึ้นไปในอากาศก่อนจะปักเข้าที่ต้นแขนของคนร้าย ใบดาบอันเฉียบคมปักเข้ากับผนังไม้ยึดร่างซัลฟาไว้ให้ติดอยู่กับที่ มีดที่อยู่ในมือกระเด็นหลุดตกสู่พื้นท่ามกลางเสียงร้องอันเจ็บปวดของเจ้าตัว
    “ถึงข้าไม่บอกเจ้าก็คงจะพอรู้ตัวนะ จะช้าจะเร็วเจ้าก็ต้องตาย ข้าจะเสนอทางเลือกให้ จะยอมบอกว่าจับตัวท่านหญิงมาทำไมแล้วตายสบายๆ ตอนนี้ หรืออยากปากแข็งแล้วถูกส่งไปให้ท่านแม่ทัพหลวงพ่อของนางจัดการเอง ข้ารับรองได้เลยว่าตอนนั้นต่อให้เจ้าอยากตายแค่ไหนเจ้าก็จะไม่ได้ตายง่ายๆ สบายๆ แบบนี้แน่”
    เมื่อซัลฟาไม่ตอบ ชามีจึงได้หันกลับมาถามจีโอเรียอีกครั้ง
    “คนร้ายมีกี่คน ท่านพอรู้อะไรบ้างมั้ย”
    “มีสาวใช้ของเจ้านี่อีกคน นางอยู่ในห้องข้างๆ นี้ นางน่าจะรู้เรื่องทุกอย่างเหมือนกัน”
    “งั้นก็ดี...”
    “ท่านชามี! แย่แล้วขอรับพวกมันแห่กันมาแล้ว!”
    นายทหารยามผู้ทำหน้าที่จุดพลุส่งสัญญาณให้กับหน่วยอื่นรับรู้อยู่ที่ด้านบน วิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกอย่างตื่นกลัว
    “มีประมาณเท่าไหร่”
    “น่าจะยี่สิบขอรับ... ไม่สิอาจจะสามสิบก็ได้”
    ชามีมองทุกคนรอบตัวแล้วตัดสินใจในทันที
    “เจ้าอยู่เฝ้าอารักขาท่านหญิงที่นี่ ท่านหญิงช่วยทำแผลให้เขาไปพลางๆ ด้วย ส่วนเจ้าหมอนี่...” ชามีหันไปมองซัลฟาเป็นคนสุดท้าย “น่าจะหมดฤทธิ์แล้ว ยังไงก็จับมัดไว้แน่นๆ ก่อนก็แล้วกัน ห้ามทุกคนขึ้นไปข้างบนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะกลับมา”
    “ข้าจะไปสู้พร้อมกับท่านชามีขอรับ” ทหารยามยกดาบของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับร้องบอกอย่างแน่วแน่
    “ไม่ต้อง”
    “แต่ว่า...”
    “ข้าไม่ได้ห่วงเจ้า แต่มันเกะกะ”
    พูดจบ...เงาร่างในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินก็วิ่งทะยานออกไปจากตรงนั้น เขาหายไปพร้อมกับดาบที่เสียบคนร้ายอยู่กับผนังมาจนถึงเมื่อครู่ ปล่อยให้คนที่เหลือยืนอึ้งกับคำสั่งก่อนหน้านี้อย่างหวั่นใจ จำนวนอีกฝ่ายตั้งมากขนาดนั้น เขาจะไปจัดการคนเดียวได้อย่างไรกัน
    เสียงประตูทางเข้าออกถูกปิดลงไปอีกครั้ง จีโอเรียรีบหันไปถามไถ่อาการของทหารรับใช้ หลังค้นหาอุปกรณ์ทำแผลจากกระเป๋าสัมภาระได้แล้วก็เริ่มทำแผลอย่างง่ายแก้ขัดไปพลางๆ นายทหารเวรยามนำเชือกที่หล่นอยู่ทำการมัดตัวคนร้ายต่อไป แขนของซัลฟาห้อยโตงเตงจะขาดแหล่มิขาดแหล่อยู่รอมร่อ เขาคงเจ็บมากจนสิ้นฤทธิ์ไร้แรงต่อต้านไปแล้วจริงๆ
    “ยังมีอีกคนในห้องข้างๆ นางเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบหก พวกเจ้าอย่าเพิ่งทำร้ายนางนะ ขอให้ข้ากล่อมนางก่อนเผื่อนางจะยอมจำนนแต่โดยดี”
    ทหารทั้งสองรับคำ เด็กหนุ่มผู้บาดเจ็บเป็นผู้นั่งเฝ้าซัลฟาไว้ ก่อนที่อีกคนจะตามจีโอเรียไปยังอีกห้อง
    เมื่อประตูเปิดออก จีโอเรียก็พบซิลวี่ที่กอดเข่าร้องไห้อยู่บนหัวเตียง
    “ซิลวี่”
    “พวกท่านฆ่าเขาแล้วหรือ” เด็กสาวตอบกลับมาแต่ยังไม่เงยหน้าขึ้น
    “เขายังไม่ตาย แต่ไม่ช้าก็เร็วก็คงไม่รอด”
    “พวกท่านจะฆ่าข้าด้วยใช่มั้ย”
    ทั้งห้องเงียบไป จีโอเรียหันมองรอบห้อง แต่นางก็ไม่พบของน่าสงสัยว่าจะเป็นยาฝิ่นอะไรนั่นตามที่นางได้รับคำสั่งมา
    “เจ้าไม่ได้กำลังเตรียมยาฝิ่นนั่นหรอกหรือ”
    หนนี้ซิลวี่ไม่ตอบอะไรกลับ
    “หากเมื่อวานเจ้าไม่ช่วยข้าไว้ ข้าคงถูกวางยาและถูกนายของเจ้าขืนใจไปแล้ว ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าช่วยข้าไว้ทำไม แต่ก็ต้องขอขอบคุณเจ้ามาก ซิลวี่ หากเจ้ายอมสารภาพความจริงทั้งหมดแล้วกลับตัวกลับใจ ข้าให้สัญญาว่าจะไม่มีใครทำร้ายหรือลงโทษอะไรเจ้าได้”
    หนนี้เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมา น้ำตาไหลนองหน้าเมื่อพบหนทางรอดชีวิต
    “เขามันบ้า ข้ารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่แรกแล้ว แต่เขาก็ยังจะฝืนลักพาตัวท่านมา ข้าไม่อยากทำร้ายท่าน เพราะรู้ว่าถ้าทำข้าก็คงไม่มีข้อแก้ตัว และไร้ทางรอดหากถูกจับได้”
    “ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทำไมเจ้าไม่หนีจากเขาไปแต่แรกกัน”
    “ข้าจะหนีไปไหนได้ล่ะ ข้าถูกขายเป็นทาสของเขาตั้งแต่อายุสิบสาม เขาติดข้ามากจนจับตาดูทุกฝีก้าว ไม่เคยมีทาสคนไหนหนีจากเขาได้สำเร็จ เขายังมีคนอีกมาก คนของพี่ชายเขาอีก พวกที่เคยพยายามหนีต่างไม่ตายดีกันทั้งนั้น”
    น้ำตาของหญิงสาวไหลนองหน้าเป็นทาง ได้ยินเช่นนั้นจีโอเรียก็กำมือจนแน่นจนสั่นเลยทีเดียว
    “ไม่เป็นไรแล้วนะซิลวี่ เราจะกลับไปด้วยกัน ขอแค่เจ้าบอกความจริงออกมาตอนพ่อของข้าสอบถาม พอเรื่องทุกอย่างจบลงแล้วถ้าเจ้าไม่รู้จะไปไหน เจ้าก็มาอยู่กับข้าก็ได้ ข้าจะคอยดูแลเจ้าเอง เจ้าเป็นคนฉลาด หากได้รับการเรียนรู้ในสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง เจ้าจะต้องมีอนาคตที่ดีรออยู่แน่ๆ เชื่อใจข้าเถอะนะ”
    “ท่านหญิง...” เด็กสาวโผเข้ากอดจีโอเรียอย่างปลาบปลื้มใจ “ข้าไม่ได้ชื่อซิลวี่ จริงๆ แล้วข้าชื่อวารี”
    เมื่อปลอบประโลมกันจนสงบได้ จีโอเรียก็พาซิลวี่เดินออกมาจากในห้อง เสียงโหวกเหวกด้านบนเงียบลงไปได้สักครู่แล้ว ในที่สุดนายทหารยามก็เอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้
    “จะปล่อยให้ท่านชามีอยู่ข้างนอกคนเดียวหรือขอรับท่านหญิง ให้ข้าขึ้นไปช่วยเขาดีกว่าไหม”
    จีโอเรียถอนใจ มองขึ้นไปด้านบนด้วยความหวั่นใจไม่ต่างกัน ถึงแม้ตำแหน่งทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นได้ก็เถอะ ได้ยินมาว่าคนที่ยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นได้ไม่เคยมีใครปกติธรรมดาสักคน แต่สถานการณ์ข้างบนก็น่าห่วงเกินกว่าที่จะให้ทนรออยู่นิ่งเฉยตามคำสั่งของเขาเหลือเกิน
    “ข้างบนมีคนมากมั้ย...วารี” จีโอเรียหันมาหาตัวช่วยที่ดีที่สุดในการคลายความกังวลใจ
    “ราวๆ สามสิบค่ะ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่จ้างมา เพราะนายท่านกลัวว่าหากพลาดขึ้นมาจะทำให้ไปกระทบกับพวกตระกูลหลัก”
    ฟังตัวเลขแล้วจีโอเรียใจหายวาบ หญิงสาวหันไปหานายทหารที่ถามเมื่อครู่ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตไป
    ทหารยามเดินกลับไปยังทางออกในทันที จีโอเรียเองก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน เมื่อประตูเปิดออกและนายทหารเดินออกไป หญิงสาวก็อดใจไม่ไหวจนโผล่หน้าออกไปดู
    แต่แล้ว... ภาพที่ได้เห็นต่างทำเอาทั้งสองพูดไม่ออก แม้ร่างของจีโอเรียจะโผล่ออกมาเพียงแค่ครึ่งตัว แต่นั่นก็เกินพอแล้วที่จะทำให้นางได้เห็นสภาพรอบตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
    ตรงหน้าถัดไปไม่ไกลจากประตูเข้าออกนักคือชายสองคนที่กำลังยืนหันหลัง ผู้ที่หันหน้ามาทางจีโอเรียคือชามีซึ่งเคลื่อนที่เข้าหาโจรทั้งสองได้รวดเร็วปานสายฟ้าฟาด หญิงสาวแทบมองตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกที...ก็เกิดเสียงแผดร้องของเหยื่อเจ้าของเลือดที่อาบไล้บนดาบพระราชทานอันแสนคมกริบนั่น ร่างสองร่างได้แยกกลายเป็นสี่ชิ้นส่วน คนหนึ่งขาดครึ่ง คนหนึ่งหัวหลุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง
    ชามียืนพักหอบหายใจ หน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องมาทางจีโอเรียราวกับกำลังโกรธมาก!
    ฉึบ! อยู่ๆ ดาบที่อาบเลือดก็ถูกขว้างลอยผ่าอากาศมาระหว่างกลางคนสองคนที่กำลังนิ่งอึ้ง ท่านหญิงกับนายทหารที่ยืนอยู่ข้างประตูรีบหันกลับไปมองด้านหลัง ก่อนจะได้พบกับร่างร่างหนึ่งซึ่งนอนแน่นิ่งไปแล้วด้วยดาบที่ปักทะลุกลางลำตัว
    “ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง บอกให้รอข้างล่าง!”
    ทั้งจีโอเรียทั้งนายทหารยามต่างพูดอะไรไม่ออก รู้สึกผิดเต็มประดาที่กลายมาเป็นความเกะกะตามที่คนตรงหน้าบอกไว้แต่แรก สภาพโดยรอบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยศพ หญ้าบางจุดถูกย้อมเป็นสีแดงสดจากเลือดที่สาดกระเซ็นลงไป ข้างปากทางเข้าประตูมีเสื้อคลุมของชามีที่ดูเหมือนเขาจะถอดทิ้งไว้ นอกจากที่รัดผมของเขาจะหลุดออกจนทำให้เห็นผมซึ่งยาวจนเลยบ่าเล็กน้อยแล้ว ร่างของเขาก็มีรอยเลือดเปราะทั่วตัว
    “ท่านบาดเจ็บ!” จีโอเรียร้องขึ้นก่อนจะเดินออกจากบ้านใต้ดินแล้วหันไปสั่งนายทหารอีกคน “เจ้ารีบลงไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมาเร็วเข้า”
    “ไม่ต้อง ข้าไม่ได้บาดเจ็บ”
    “แต่เลือดเต็มตัวท่านเลยนะ”
    “ใช่เลือดของข้าซะที่ไหน ช่างเถอะ รีบลงไปพาคนร้ายขึ้นมาดีกว่า เราจะได้กลับกันสักที” ขณะที่พูดชามีก็เดินผ่านจีโอเรียไปดึงดาบออกจากร่างโจรคนสุดท้าย
    ทว่า... ก่อนที่จะมีใครได้กลับลงไปจัดการอะไรที่ด้านล่างต่อ เสียงม้าที่ราวกับยกมาเป็นกองก็ดังกระหึ่มขึ้นมาแต่ไกล จีโอเรียหันมองซ้ายหันขวาอย่างตื่นตกใจ รู้ตัวอีกทีชามีก็มายืนอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวราวกับจะกำบังนางไว้จากคนกลุ่มใหม่ที่กำลังจะมาถึง
    จีโอเรียนับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างตัวสูง แต่กระนั้นศีรษะของนางก็สูงเพียงปลายติ่งหูของเขา เมื่อยืนชิดกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาของหญิงสาวก็ปะทะเข้ากับปลายเส้นผมสีดำที่ยาวลงมาปรกต้นคอ ผมของเขาช่างดูเป็นเงาสลวย... มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของขนมอบโชยฟุ้งออกมา อยู่ๆ ใจหญิงสาวก็เต้นแรงตึกตักขึ้นมาอย่างน่าตกใจ
    เดี๋ยวนะ! จีโอเรียส่ายหน้าเรียกสติตัวเองกลับมาเมื่อเริ่มรู้ตัวว่าเตลิดไปไกล ไม่เข้าใจตัวเองอย่างหนักว่าในสถานการณ์แบบนี้นางฟุ้งซ่านไปถึงนั่นได้อย่างไรกัน
    ในที่สุดกองกำลังที่มาใหม่ก็โผล่พ้นออกจากแนวป่าที่ต้นไม้รกชัฏ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของชามีดังขึ้นอย่างชัดเจนจนจีโอเรียโผล่หน้าออกไปดู
    “พี่เกรนด้า!”
    จีโอเรียรีบวิ่งออกไปหาพี่ชายคนรองที่กระโดดลงจากหลังม้า สองคนสวมกอดกันอย่างดีอกดีใจ กลุ่มคนที่มาใหม่คือหน่วยลาดตระเวนของรองแม่ทัพแดนใต้เกรนด้า เฟรนด์สเกล ซึ่งคงจะช่วยออกตามหาน้องสาวเมื่อได้ทราบข่าวนั่นเอง

    หลายวันต่อมา...
    ซัลฟาฆ่าตัวตายในระหว่างทางขณะที่ถูกกุมตัวกลับไปให้แม่ทัพหลวงสอบสวน การสืบความทั้งหมดจึงต้องถามจากวารี...เด็กสาวที่จีโอเรียออกปากปกป้องอย่างหนักแน่นว่าห้ามไม่ให้ใครแตะต้อง วารีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เล่าทุกเรื่องราวรายละเอียดเท่าที่ตัวเองเคยได้รับรู้มา และมันก็ได้กลายเป็นประเด็นเหตุการณ์ใหญ่โตในเวลาต่อมา ให้ภาคส่วนกองทัพกับองค์ราชาต้องเข้ามาจัดการ
    แสงสว่างที่รอดเข้ามาจากหน้าต่างปลุกชายหนุ่มคนหนึ่งให้ลืมตาตื่นขึ้น อาการเจ็บปลาบที่แผลบริเวณสีข้างทำเอาใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปชั่วขณะจากการเผลอขยับตัวลุกขึ้นนั่งโดยไม่ทันระวัง
    ชามีกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อหลายวันก่อน เมื่อเข้าเฝ้าถวายรายงานสำคัญ ชายหนุ่มก็ถูกสั่งให้พักงาน เพราะถูกนายเหนือหัวจับได้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ ตอนสู้กับกลุ่มโจรลักพาตัวร่วมสามสิบ แท้จริงแล้วชามีถูกคมดาบเฉือนเข้าหนึ่งแผล แม้ไม่ร้ายแรงนัก แต่ชายหนุ่มจำต้องแสร้งว่าตนเองไม่เป็นไรด้วยเหตุผลหลายประการในตอนนั้น
    กองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คือหน้าตาของฝ่าบาท ในโอกาสที่ได้แสดงความสามารถ พวกเขาต้องทำให้ผู้อื่นรู้สึกเกรงขามและหวาดกลัวที่จะก่อเรื่องใดๆ ก็ตามซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยของพระองค์ แม้ในยามที่บาดเจ็บ พวกเขาจะแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้ เพราะนั่นจะเป็นการสร้างจุดอ่อนให้กับเกราะกำบังอันแข็งแกร่งของราชบัลลังก์
    มีผู้คนมากมายที่ชื่นชมปนอิจฉาผู้ที่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินสุดพิเศษนี้ นอกจากการได้ตำแหน่งดีๆ ในกองทัพ การได้เข้ากองนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของใครหลายคนไปแล้ว แต่พื้นที่ในกองนั้นมีอย่างจำกัดจำเขี่ย การแสดงให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองบาดเจ็บ อาจเป็นการชี้ช่องให้ผู้ที่หมายตาตำแหน่งนี้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ตำแหน่งว่างลงได้
    ชามีเชื่อว่ายามมีศึกมีศัตรูทหารทุกคนของจีโอเนสจะรักชาติ แต่ในยามบ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ คนเราจะรักอะไรได้มากไปกว่าตัวเอง ความก้าวหน้า รายได้ การไขว่คว้าหาเกียรติยศที่สูงกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นหากอยากจะทำงานในกองนี้นานๆ พวกเขาจะเจ็บ จะป่วยให้ใครเห็นไม่ได้นอกเสียจากตายไปเลย
    และต่อหน้าท่านหญิงคนนั้น ใครมันจะอยากไปเสียภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูอ่อนแอ...
    ปับ! ชามียกสองมือตบเข้าแก้มตัวเองเพื่อเรียกสติ เมื่อใบหน้าและชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งโผล่เข้ามาในหัวอีกแล้ว
    หลังถูกสั่งให้หยุดงานจนกว่าจะแผลจะหายดี ชายหนุ่มจึงกลับมาพักฟื้นรักษาตัวที่บ้าน เมื่อถูกหมอสั่งให้งดออกกำลังกายชั่วคราวชามีก็ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรในยามตื่นนอน เขาล้มหัวลงบนหมอนอีกครั้งก่อนจะหันไปมองทางหน้าต่างที่มีแสงของวันใหม่รอดผ่านเข้ามา
    วันนี้นางคงกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ตั้งแต่แยกกันตอนออกจากป่าชามีก็ยังไม่ได้พูดอะไรกับนางอีกเลยสักคำ ท่านแม่ทัพหลวงและพี่ชายของนางออกปากขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ แต่มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรไปมากกว่านั้น...
    โว้ย! แล้วอยากได้อยากเอาประโยชน์อะไรกันล่ะ!
    อาการหงุดหงิดตัวเองเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นเดียวกับในหลายวันมานี้ เผลอเมื่อไรเขาเป็นได้นึกถึงยัยท่านหญิงนั่นทุกที ไม่น่าเลย... ให้ตายเถอะ เขาไม่น่าเป็นคนตามหานางเจอเลย ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วงนางที่ถูกลักพาตัวไป แต่เขาห่วงตัวเองมากกว่าที่อาจจะตกอยู่ในอาการจะเป็นจะตายแบบนี้อีกครั้ง
    เกือบเจ็ดปีมาแล้วที่เขาเฝ้ามองนางมา ในช่วงที่ยังเป็นแค่นักเรียนทหาร หรือในช่วงเป็นทหารรักษาการณ์ธรรมดาๆ เขาก็ไม่กล้าไม่มีสิทธ์ไม่มีเสียงไปเสนอหน้าต่อท่านหญิงอย่างนางทั้งนั้น พอได้เข้ากองทหารมหาดเล็กฯ งานของเขาก็หนักหนาสาหัสจนแทบไม่มีเวลาไปนึกถึงเรื่องอื่นแม้แต่น้อย เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางพอจะขยับตัวทำอะไรได้ นางก็เติบโตพอที่จะแต่งงานได้แล้วเช่นกัน และถูกจับหมั้นกับเพื่อนสนิทร่วมกองของเขาที่มีศักดิ์เป็นถึงท่านชาย
    ชามีหัวใจสลาย แต่เขาจะโวยวายหรือไปพร่ำเพ้ออะไรกับใครได้ ในเมื่อมันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ แต่แล้วไปๆ มาๆ นางก็กลับกลายเป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภรรยาของเจ้านาย เรื่องนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้ซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่า ต่อให้เขาพยายามทำอะไรอีกแค่ไหนเขาก็ไม่มีวันได้ตัวนางมา หญิงสาวผู้นี้อยู่ไกลเกินกว่ามือของเขาจะเอื้อมไปถึงนางได้อีกแล้ว
    ชามีไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวดเมื่อเห็นนางในสถานะนางในพิเศษ หรือแม้แต่การเป็นพระสนมในวัง เขาคงจะตัดใจจากนางได้เด็ดขาดแล้วตั้งแต่รู้ข่าวว่านางได้หมั้นหมายกับคาอูล แต่แล้วโชคชะตาก็ช่างเล่นตลกเมื่ออยู่ๆ ก็ฟาดสายฟ้าลงมาพังเกราะกำบังของเขาจนสูญสิ้น ด้วยการที่นางปฏิเสธฝ่าบาทไม่ขึ้นเป็นราชินีของบ้านเมืองด้วยเหตุผลที่จับใจที่สุดเท่าที่ชามีเคยได้ยินอะไรมา นาทีนั้นเองที่ชามีได้รับรู้ว่า...เขาได้ตกหลุมรักหญิงสาวคนเดิมเข้าอีกครั้ง
    แต่ความตลกที่สุดในชีวิตคงเป็นเรื่องต่อจากนั้น แม้ว่าสถานะของนางจะกลับมาเป็นท่านหญิงดังเดิม แม้ว่าตัวเขาจะมีอะไรต่างๆ มากพอที่จะเสนอหน้าไปหานางได้อย่างไม่ต้องอับอายอีกแล้ว แต่แล้ว... ข่าวลือหนาหูอันโด่งดังก็พัดเข้าหูให้ได้ยินว่า... นางจะไม่แต่งงานกับใครอีกแล้ว!
    หญิงสาวที่ปฏิเสธได้แม้กระทั่งพระราชา ปฏิเสธได้แม้แต่ฐานันดรราชินี เขาจะมีอะไรที่ทำให้นางรู้สึกสนใจได้อีกกัน!
    ชามีหยุดตัวเองให้เลิกละเมอเพ้อพบ ชีวิตนี้เส้นทางของเขากับนางคงไม่มีวันบรรจบเข้าหากันได้ หลังนางออกจากวังทำให้แทบไม่ได้พบเจอกันก็ทำให้อาการของเขาทุเลาลงได้ไม่ยาก ชายหนุ่มพยายามออกห่างจากชีวิตของนางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่อยากทำให้ตัวเองกลับไปเจ็บปวดเหมือนในอดีตอีกแล้ว หากเขาคิดอยากจะแต่งงานจริงๆ ก็มีหญิงสาวอีกมากมายที่รายล้อมอยู่ตรงหน้า แล้วทำไมเขาจะต้องกลับไปไขว่คว้าหาคนที่ไม่เคยมีเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิดด้วย
    คิดบ้าบอคอแตกอยู่นานสุดท้ายชามีก็ลุกขึ้นมานั่งขยี้ศีรษะตัวเอง
    ไม่น่าเลย มันไม่น่าเลยจริงๆ ยัยท่านหญิงนั่นวิ่งเข้ามากอดเขาทำไม ชามีสลัดภาพนั้นไม่หลุด หงุดหงิดทั้งตัวเองหงุดหงิดทั้งหญิงสาวคนนั้นที่มาอ่อยให้เขาคลั่งแบบที่นางยังไม่รู้ตัวอีกต่างหาก!
    ชามีลุกขึ้นจากที่นอน ชายหนุ่มต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านประสาทกินมากไปกว่านี้ เขาจะกลับไปทำงานแล้ว!

    ------------------วงวารคนเจ็บไม่จำแต่ก็ยังไปปิ๊งเขาอีกรอบ โถๆ วันนี้คริสต์มาส เผื่อใครไม่ได้ไปเที่ยวไหนมาอ่านนิยายกันจ้า ^^

    คล้ายกับเรื่องบุปผาราชัน ที่คุณอ่าน