หอพักเก่าเงียบงันตั้งโดดเดี่ยวอยู่ห่างไกลจากมหา’ลัยพอสมควร ตำแหน่งที่ตั้งคล้ายดูดกลืนเลือนจากแผนที่ชีวิตของผู้คน แวดล้อมด้วยความเปลี่ยวเหงาและเงาสลัวของต้นไม้ใหญ่ที่โอนเอนไปตามแสงลม ราวกับกำลังกระซิบบางสิ่งในยามค่ำ
ยามรัตติกาลมาเยือน ความมืดครอบงำพื้นที่โดยรอบจนแทบไม่เหลือร่องรอยของแสงไฟจากโลกภายนอก เสียงสุนัขเห่าหอนดังก้องลอดผ่านพงหญ้ารกเรื้อ สะท้อนกลับจากตึกปูนเก่าอย่างน่าพิศวง ทุกฝีก้าวของคนที่บังอาจสัญจรผ่านเหมือนถูกจ้องมองด้วยั์ตาที่มองไม่เห็น
ยา
หญิงสาวผมส้มเพลิงผู้เงียบขรึม เดินกลับหอพักของเธอโดยไร้สุ้มเสียง ราวกับเท้าไม่ได้ััผืนดิน ทุกย่างก้าวนั้นบางเบาราวเงาเดินได้
หอพักที่เธออาศัยมิได้ทรุดโทรมจนน่าเวทนานัก หากแต่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความทรงจำเก่าเก็บ ราวกับสิ่งนั้นยังคงค้างอยู่ เส้นผนังแตกร้าวบอกเล่ากาลเวลาที่ไหลผ่าน เสียงลมลอดผ่านช่องกิ่งไม้ปล่อยเสียงหวีดหวิวดังข้างหู เหมือนเสียงครวญครางของิญญา
ที่นี่ผู้คนอยู่กันเงียบ ๆ อย่างกลัวจะรบกวนสิ่งใดที่หลับใหลอยู่ในเงามืด ส่วนใหญ่เป็แรงงานจากชุมชนใกล้เคียง ผู้มีรายได้น้อยและไม่มีทางเลือกอื่น
แต่สำหรับยา
เธอเลือกที่นี่ด้วยเหตุผลที่แตกต่าง
มิใช่เพราะความยากจนหรือไม่มีทางเลือก แต่เพราะความลับบางอย่างที่ดำมืด ความลับที่ต้องซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางที่ที่ผู้คนหลีกเลี่ยง
ยามบางสิ่งเกิดขึ้นในความมืด….ที่นี่ช่างสะดวกต่อเธออย่างยิ่ง
“โอ๊ย!”
เสียงสบถดังขึ้น เมื่อร่างหนึ่งเดินกระแทกเข้ากับเธออย่างจังกลางทางเดินกลับหอที่เงียบงัน
“เดินไม่มองทางหรือไงวะ!”
เสียงแหลมสูงปนหงุดหงิดดังลั่น ทั้งที่เป็ฝ่ายเดินมาชนเองแท้ ๆ
ยาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเพียงครู่ ไม่มีแววโกรธ ไม่มีแววตื่นตระหนก เธอไม่เอ่ยสิ่งใด ก่อนจะเบือนหน้าและทำท่าจะเดินต่อ
แต่ยังไม่ทันจะพ้นระยะไปไหน
ข้อมือเธอกลับถูกรั้งไว้แน่น
“เห้ย! กูถามว่าทำไมเดินไม่มองทาง!”
เสียงนั้นกระแทกหู พร้อมแรงกระชากที่ทำให้ร่างของยาหยุดชะงัก
“นี่มึงกวนส้นตีนกูหรอ!”
แต่แม้จะถูกต่อว่าเสียงแข็งกร้าวแค่ไหน
ยา ยังคงเงียบและนิ่งราวกับคนไร้ตัวตน
‘ปิ๊บ…ปิ๊บ…ปิ๊บ…’
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของอีกฝ่ายดังแทรกขึ้นมา
“ฮัลโหล…เออ ๆ กูกำลังไป” ติ๊ด - ปลายนิ้วกดตัดสาย “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง อย่าให้กูเจออีกนะ”
คำขู่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในอากาศ ก่อนที่เธอจะเดินจากไปอย่างหัวเสีย
ยาเฝ้ามองร่างนั้นเดินออกไปในความมืด
ในดวงตาของเธอยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิม
แต่เงามืดบางสิ่งในตัวขอเธอ….เหมือนจะขยับ
หญิงสาวอีกคน เดินฝ่าความมืดไปเรื่อย ๆ มีเพียงแสงจาดหน้าจอในโทรศัพท์ที่คอยส่องทาง เธอไม่แม้แต่จะมองรอบข้าง ไม่ทันเห็น…เงาราง ๆ ที่เกาะติดตามหลังอย่างแแ่
เธอเดินตัดเข้าโพรงหญ้ารกทึบข้างหอพัก ที่ซึ่งไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้แม้ในยามกลางวัน
เส้นทางนั้น นำไปสู่จุดนัดพบรับ ‘ของ’ จากนกต่อที่คุ้นหน้า อบายมุขที่เธอแช่อยู่เต็มอกนั้นหนักหนาเกินกว่าจะถอนตัว เสียงหรีดหริ่งเริ่มแว่วขึ้น คล้ายรางร้าย
ฟึบ
ฟึบ
ฟึบ
เสียงหญ้าไหวสั่นเป็จังหวะถี่ ผิดแผกไปจากธรรมชาติ ทั้งที่เธออยู่เพียงลำพัง
หญิงสาวชะงักฝีเท้า ดวงตากวาดมองไปรอบกาย เสียงนั้นดังไม่หยุด มันไม่ใช่ลม
หัวใจเริ่มเต้นแรง เธอเปิดแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ พยายามสาดแสงไปรอบทิศ ทันใดนั้น แสงสว่างก็มาหยุดลงตรงใบหน้าของใครคนหนึ่ง
ยา ที่เธอเพิ่งไปหาเื่เมื่อสักครู่
“ไอเหี้ย! กูใหมด! มึงมีปัญหาอะไร!”
หญิงสาวะโใส่ร่างตรงหน้า ร่างที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้กระทั่งการขยับเขยือน มีเพียงสายตาของ ยา ที่จับจ้องกลับมา นิ่งสงบ แต่ยิ่งมองยิ่งน่ากลัวขึ้น
หญิงสาวเริ่มถอยเท้าช้า ๆ เตรียมหันหลังกลับ แต่ไม่ทันได้ก้าวเท้า ร่างของ ยา กลับมาปรากฏเบื้องหน้าของอีกฝั่ง ราวกับเงาทมิฬไล่ตาม
“เชี่ย!!”
เธอพยายามวิ่งหนี แต่ไม่ว่าจะไปทางไหน ร่างนั้นก็มักจะไปดักรออยู่ก่อนเสมอ
“มึงเป็ตัวอะไรวะ!!”
“....หึ” เสียงหัวเราะแ่ราวกับแว่วจากปรภพ
หญิงสาวเริ่มสะอื้น พนมมือทั้งน้ำตา ร่างทรุดคุกเข่ากับผืนหญ้า
“อย่าทำอะไรกูเลย…ฮือ…กูกลัวแล้ว…ฮือ”
มือของ ยา เอื้อมลงแตะศรีษะของเธอเบา ๆ จนทำให้ร่างบางรู้สึกเย็นเฉียบจนกระดูกสันหลังสั่นสะท้าน
ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอาถรรพ์
“กะตะมาเร โชวะบันตา
อัตตา มานา สัมภะวะ โน มะตา พา
จงหลุดจากเนื้อ
จงละจากกาย
จงมอบให้ข้า
ผู้หิวกระหาย
ชีวา วิญญา สังเวย
นามสิ้น ซากสูญ โอม!”
เสียงกรีดร้องดังกึกก้อง
“อ่อก…อ่อก…”
ร่างของหญิงสาวเริ่มดิ้นพล่าน ลมหายใจขาดห้วง เืปนของเหลือพุ่งย้อนขึ้นมาติดคอ ลำตัวพองโตราวกับลูโป่งที่ใกล้จะแตก
ยาเงยหน้าขึ้น ตาเหลือกขาว ปากอ้าออกช้า ๆ รอรับพลังงานที่ไม่มีใครมองเห็น เสียงกระดูกบิดดัง กร็อบ..กร็อบ
ร่างของทั้งสองกระตุกแรง
หนึ่งถูกทรมานจนใกล้จะะเิ
อีกหนึ่ง บิดตัวเพราะิญญาอีกฝ่ายกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย
“อั่ก!!!”
ทุกอย่างเงียบลง
เสียงลมหายใจสุดท้ายของหญิงสาวขาดห้วงลง เธอนอนแน่นิ่ง ดวงตาเบิกโพลง ริมฝีปากอ้าค้าง ร่างกายเหี่ยวแห้ง ราวถูกดูดทุกหยาดหยดชีวิต
ส่วนร่างของยากลับเข้าสู่สภาพปกติ
พลังบางอย่างตื่นขึ้นภายในตัวเธอ หนักแน่น รุนแรงและล้ำลึกกว่าที่เคย
เธอมองร่างไร้ิญญาที่นอนจมกองหญ้า ก่อนแสยะยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
‘อย่างมึง….อยู่ไปก็รกโลก’
เธอหมุนตัวจากไป ทิ้งร่างผู้เคราะห์ร้ายไว้เื้ัท่ามกลางพงหญ้าเงียบงันและลมหนาวเย็นเฉียบที่เริ่มพัดมา
