
....ทุกก้าวย่างของหลินเซียนกับคุณหนูเหม่ยหลินและสาวใช้สองคนเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
ลมพัดผ่านสวนหย่อม กลีบดอกไม้ปลิวร่วงแต่วูบไหวผิดจังหวะกับสายลมราวกับถูกแรงอื่นดึงรั้ง
หลินเซียนยกมือแตะขอบหน้าต่างไม้เก่า ๆ ที่ชื้นจนมีหยดน้ำเกาะ ริมฝีปากเขาขยับเอื้อนเอ่ย
“กลางวันยังเย็นชื้น พลังหยินรุนแรง นี่มิใช่ลางดี... บ้านที่สมบูรณ์ไม่ควรมีเงาหม่นในแสงอาทิตย์”
สาวใช้อีกคนกลืนน้ำลาย เหม่ยหลินก้าวนำไปทางสวนหลังเรือน พลางเล่า “หลายครั้งยามข้าเดินผ่านบ่อน้ำ...ข้าเหมือนเห็นเงาอื่นในน้ำ ทั้งที่รอบตัวไม่มีใคร ข้าเคยคิดว่าเป็เพียงภาพลวงตา แต่เมื่อมันเกิดซ้ำหลายครั้ง...ข้าก็เริ่มกลัว”
หลินเซียนหยุดเดิน สายตาเขาคมกริบราวกับมองทะลุเงาน้ำได้
“เงาในน้ำ ไม่ได้สะท้อนเพียงรูปลักษณ์ หากยังสะท้อนสิ่งที่เราซ่อนเร้น”
ทันใดนั้นสายลมกลางวันกลับเย็นวาบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดอกไม้ในสวนไหวระริก
....เมื่อเดินลึกเข้ามาถึงหลังคฤหาสน์ แสงอาทิตย์ยังคงสาดส่อง แต่บรรยากาศกลับเย็นอับราวกับย่างก้าวสู่สถานที่อีกโลกหนึ่ง หลินเซียนหยุดยืน มองกวาดไปรอบสวนและลานหินด้วยแววตาเคร่งขรึม
เขาสังเกตเห็นบ่อน้ำถูกสร้างไว้ตรงกลางลานกว้าง รอบบ่อปลูกต้นไผ่สามต้นเรียงเป็รูปสามเหลี่ยม แต่ตำแหน่งนั้นไม่ใช่การวางเพื่อความร่มรื่น หากกลับตรงข้ามกับหลักฮวงจุ้ยโบราณ
“แปลก...” หลินเซียนพึมพำ
“บ่อควรหันรับทิศใต้เพื่อเก็บพลังหยาง แต่กลับตั้งตรงข้าม กลายเป็ขังพลังหยิน... ต้นไผ่ก็ปักในทิศอัปมงคล เสมือนกรงคุมิญญา”
คุณหนูเหม่ยหลินชะงักไปนิด ก่อนฝืนยิ้มอธิบาย “พ่อข้าจ้างอาจารย์ฮวงจุ้ยมาจัดวางให้เ้าค่ะ… เขาบอกว่าการวางแบบนี้จะเรียกโชคลาภเข้ามา”
สาวใช้สองคนสบตากัน แล้วก้มหน้าไม่พูดไม่จา ราวกับรู้อะไรบางอย่างแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา
หลินเซียนใช้ปลายเท้าสะกิดก้อนหินที่เรียงรายรอบบ่อ พอหินกลิ้งออกจึงเห็นว่ามีตัวอักษรโบราณสลักเล็ก ๆ เอาไว้
“ฝู” เป็อักขระอาคมที่ใช้กักพลังปราณ!
สายตาเขาแคบลงเล็กน้อย เขาเริ่มคิดในใจโดยไม่พูดออกมา “นี่ไม่ใช่การเรียกโชคลาภ... แต่คือการกักพลังและสะสมสิ่งต้องห้าม”
หลินเซียนก้มตรวจดูตัวอักษรที่สลักไว้ใต้ก้อนหิน รอบบ่อไผ่ ความคิดคำนวณในใจเริ่มประมวลอย่างจริงจัง
นี่ไม่ใช่เพียงการจัดสวนธรรมดา แต่เป็ค่ายกลที่ตั้งใจวางไว้เพื่อกักพลังบางอย่าง
แต่....ปัญหาคือเขาไม่ค่อยมีความรู้เื่ค่ายกล เพราะในคาบเรียนเขาไม่ชอบอาจารย์ผู้สอน
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปใกล้บ่อน้ำอีกนิดนั้นเอง...
“ท่านเซียน” เสียงหวานของเหม่ยหลินดังขึ้นใกล้กว่าที่ควรจะเป็ กลิ่นหอมดอกเหมยอ่อน ๆ ลอยมาตามลมพร้อมเรือนกายอรชรที่ก้าวเข้ามาแนบข้างเขาโดยไม่รู้ตัว เธอเงยหน้ามอง ดวงตาสุกใสแฝงแววเ้าเล่ห์บางเบา
“ท่านกำลังสังเกตสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ? ข้าเห็นท่านจ้องบ่อน้ำเสียจริงจัง”
หลินเซียนเหลือบตาลงมอง ใบหน้านวลของนางอยู่ห่างเพียงคืบ เขาขยับถอยครึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะ พลางเอ่ยสั้น ๆ “หินพวกนี้มิใช่วางโดยบังเอิญ”
เหม่ยหลินหัวเราะน้อย ๆ พลางโบกมือราวกับไม่ใส่ใจ “บิดาข้าเพียงอยากให้อาจารย์ฮวงจุ้ยจัดสวนให้สวยงามเท่านั้นแหละ เื่โชคลาภหรืออะไร ข้าฟังไปก็ไม่ค่อยเข้าใจเวียนหัว”
เธอแกล้งเอียงกายเข้ามาอีกนิด เส้นผมยาวปลิวมาแตะปลายไหล่ของหลินเซียน ั์ตาเป็ประกายขี้เล่น
“ว่าแต่...ท่านเซียนผู้เก่งกาจ ข้าได้ยินว่าท่านเดินทางมาไกล เคยผ่านเมืองซูโจวหรือไม่เ้าคะ? เมืองนั้นเลื่องชื่อเื่สวนและเรือนน้ำ ข้าใฝ่ฝันจะไปเห็นกับตาสักครั้ง”
สาวใช้ทั้งสองที่ยืนถอยไปห่าง ๆ แอบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเจื่อน ๆ
หลินเซียนสบตาเธอชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ ราวไม่ถูกชักนำด้วยคำพูด “เมืองซูโจวหรือ...ข้าไม่เคยไป”
เหม่ยหลินหัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือ “งั้นว่างๆเราไปด้วยกันได้นะเ้าค่ะ ข้าจะพาท่านเซียนเที่ยวชมเมืองให้เอง"
"อย่าเสียเวลาอยู่ตรงบ่อน้ำที่อับชื้นนี่เลย ข้าพาท่านไปชมเรือนด้านตะวันออกดีกว่า ที่นั่นลมพัดเย็น มีศาลาชมสวนอยู่พอดี”
เธอหมุนกาย เดินนำไปด้วยท่วงท่าสง่างามราวผีเสื้อโผบิน หลินเซียนเหลือบมองบ่อน้ำอีกครั้ง แววตายังคงมีความสงสัย แต่ก็ยอมก้าวตามออกไป
.....พอตกกลางคืน หลินเซียนเขียนยันต์แล้วนำไปแปะติดไว้ทุกๆห้องรอบบ้านท่านเศรษฐี
คืนนี้เขาจะเฝ้ารอดูปีศาจน้ำว่ามันจะโผล่มาไหม ราตรีคลี่คลุมคฤหาสน์ใหญ่ ความเงียบปกคลุมไปทั่ว แสงตะเกียงสลัวไหวระริกตามแรงลม เสียงน้ำในบ่อหลังเรือนดัง “ก๊อกแก๊ก” ราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้นั้น
หลินเซียนกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกปราณอยู่ข้างสระน้ำที่เป็ปํญหา
ทันใดนั้นเสียงดังขึ้นมากจากห้องคุณหนูเหม่ยหลิน
“ช่วยด้วยๆ! อย่าเข้ามา! ท่านเซียนช่วยข้าด้วย!”
หลินเซียนลืมตาขึ้นทันที เขารีบสะบัดร่างลุกขึ้นก้าวไปตามเสียงเรียก
เมื่อผลักบานประตูเข้าไปในห้องคุณหนู สิ่งที่เห็นคือเหม่ยหลินนั่งตัวสั่นอยู่ข้างเตียง เสื้อคลุมหลุดเล็กน้อยเผยผิวขาวผ่องยามต้องแสงตะเกียง ริมฝีปากเธอสั่นน้อย ๆ ดวงตาฉ่ำวาว
“ข้า...ข้าเหมือนเห็นเงาในกระจกเคลื่อนไหวเอง ทั้งที่ไม่มีผู้ใดอยู่เลย ข้ากลัวเหลือเกิน...”
นางกล่าวเสียงพร่า ก่อนรีบลุกขึ้นแล้วโผเข้ามาเกาะแขนเขาแน่น
กลิ่นกายหอมหวานประหนึ่งกลีบดอกเหมยในยามค่ำลอยเข้ามา หลินเซียนขมวดคิ้ว แต่ก็ยังยืนนิ่ง
“คุณหนูไม่ต้องกลัว...ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ
แต่เหม่ยหลินกลับก้าวประชิดขึ้นมาอีก ั์ตาเป็ประกาย ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นแตะสาบเสื้อเขาเบา ๆ
“ท่านพี่ช่างเด็ดเดี่ยว... แต่เหม่ยหลินเป็แค่หญิงสาวอ่อนแอ หากไร้ท่านปกป้องในยามนี้...เกรงว่าคืนนี้จะไม่อาจหลับตาลงได้”
หลินเซียนยกมือหมายจะปัดเบา ๆ แต่เธอกลับฉวยโอกาสแนบกายเข้ามากว่าเดิม ร่างนุ่มนวลพาดลงกับอกเขา เสียงหัวใจนางเต้นแรง
“ท่าน...อบอุ่นนัก” เสียงกระซิบพร่าดังข้างหู ราวกับพิษร้ายในน้ำผึ้งหวาน
ดวงตาหลินเซียนฉายแววเข้มขึ้น แ่เบาเอ่ยสุภาษิตโบราณออกมา
“สตรีงาม...อาจเป็ดั่งดอกพิษในสวน ยิ่งงามเท่าใด ยิ่งแฝงภัยเท่านั้น”
เขาผละก้าวถอยออก ร่างสูงตั้งตรงดังขุนเขา มิหวั่นไหวต่อการยั่วยวนแม้แต่น้อย และรีบเดินออกจากห้อง
"ข้าจะออกไปเดินตรวจรอบเรือนอีกสักหน่อย"
เขาหันหลังมาสังเกตุเห็นเหม่ยหลินมีรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมุมปาก
หลินเซียนหยิบแผ่นกระดาษที่ได้มาตอนกลางวันพลางมองข้อความที่บอกว่าอีก 7 วันจะมาชิงตัวคุณหนู แลยันต์ที่เขียนจางๆรอบๆกระดาษแล้วครุ่นคิด
ทันใดนั่นเขาสังได้ยินเสียงในพุ่มไม้ข้างกำแพง
"นั่นใคร!!"
เงาดำนั้นใรีบะโขึ้นบนกำแพงและโดดหนีออกไป
หลินเซียนก้าวพุ่งออกไปทันที ฝีเท้าเบาดุจเหยียบเมฆ ร่างสูงโปร่งทะยานออกนอกหน้าต่างตามเงาดำนั้นไป
ก้าวเหยียบอากาศและเสียงฝีเท้าของเขาแทบไม่แตะพื้น แต่กลับไวประหนึ่งสายฟ้า
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เขารวมปราณกระบี่วายุขึ้นกลายเป็กระบี่ในชั่วพริบตา แสงเย็นสว่างวาบกลางรัตติกาล ปราณกระบี่พุ่งฟุ้งตลบ กลายเป็แรงลมกรรโชก บดขยี้ทุกสิ่งตรงหน้า!
ฟึ่บ! ฟ้าวววว!
คมกระบี่เพียงสะบัดเบา ๆ ต้นไม้ใหญ่หน้าลานแตกสะบั้นเป็ท่อน ๆ กระถางหยกโบราณที่ตั้งเรียงรายแตกร้าวกระจายราวกับโดนพายุพัดถล่ม
ฝุ่นควันตลบคลุ้ง เสียงหวีดลมดังสนั่น ราวกับพายุฤดูร้อน
เงาดำที่กำลังพุ่งหนีไปพลันสะดุดชะงัก มันถูกแรงลมหมุนวนบีบอัดจนเคลื่อนไหวช้าลง ร่างบิดเบี้ยว เสียงแหลมต่ำลอดออกมา...
“ยอมแล้ว! ข้ายอมแล้ว อย่าทำข้า!”
หลินเซียนก้าวเข้ามาช้า ๆ กระบี่ปราณยกชี้ไปตรงหน้า รัศมีปราณลมพัดเส้นผมปลิวสยาย แววตาคมกริบดังฟ้าแลบ
“เ้าเป็ใคร?”
เงาดำสั่นสะท้าน ดุจสัตว์ป่าถูกขึงพืด แสงจันทร์ทำให้เห็นรูปร่างมันชุดเจนขึ้น กลายเป็ชายสูงวัยแต่งกายซอมซ่อคนหนึ่ง
หลินเซียนหยุดยืนห่างออกมาสามก้าว กระบี่ปราณวารียกค้างไว้ รัศมีคมกล้าพร้อมปะาในชั่ววินาที
“เ้าเป็ใคร? มาทำอะไรที่สวนน้ำ? ข้าจะไม่ถามซ้ำอีกเป็ครั้งที่ 3”
