บทที่ 5 ฉันรู้สึกแย่มาก
ตอนที่ฟ่านซีซีกลับถึงบ้าน ทุกคนทานมื้อเย็นกันเสร็จแล้ว และกำลังนั่งพักผ่อนกันอยู่ที่ลานบ้าน
พอเห็นลูกสาวกลับมา เฉินเยว่อิงก็ถามขึ้นทันทีว่า “วันนี้การตกแต่งคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? ซื้อวัสดุครบหรือยัง? หมดเงินไปเท่าไหร่? แล้วต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่?”
ฟ่านซีซีมองแม่ด้วยสีหน้าลำบากใจ “เริ่มตกแต่งแล้วค่ะ วัสดุก็ซื้อครบแล้ว แต่ว่า...หนูซื้อกับพี่จิ่นเฉิงค่ะ แบบนี้จะได้ราคาถูกกว่า แล้วเขาก็จ่ายเงินไปก่อน เดี๋ยวค่อยหารกันทีหลัง หนูเลยไม่รู้ว่าหมดไปเท่าไหร่”
เฉินเยว่อิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่คิดว่าแบบนี้ก็ไม่เป็ไร จึงไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
ส่วนฟ่านจื้อซิงกำชับว่า “ลูกต้องใส่ใจหน่อยนะ อย่าให้จิ่นเฉิงต้องเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว”
ฟ่านซีซีรู้สึกว่าตอนนี้พ่อกับแม่พูดจาดี เธอจึงรวบรวมความกล้า เล่าเื่ที่ไปซื้อร้านค้ามาอีกแห่งหนึ่งกับพี่จิ่นเฉิง เพราะอยากเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต
เฉินเยว่อิงถึงกับผงะ “ซีซี ลูกพูดว่าอะไรนะ พูดใหม่สิ!”
ฟ่านจื้อซิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจ “พวกเธอสองคนไปซื้อร้านค้ากันแล้ว?”
ไม่คิดจะถามพ่อแม่ก่อนเลยเหรอ?
เด็กสมัยนี้คิดเองทำเองกันหมดแล้วสินะ พ่อคนนี้ไม่มีปากมีเสียงอะไรเลยรึไง!
ฟ่านซีซีกระแอมเบา ๆ แล้วพูดว่า “เพราะราคาบ้านใน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เริ่มขึ้นแล้วค่ะ พวกเราเลยลองปรึกษากันดู และตัดสินใจซื้อเลย เพราะที่นั่นมีร้านค้าไม่กี่แห่ง กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้จะซื้อไม่ได้ เลยตัดสินใจซื้อไปก่อน”
“แต่พวกเรามีเงินที่ไหนไปจ่ายล่ะ” เฉินเยว่อิงไม่ได้คิดว่าร้านค้าไม่ดี เพียงแต่ตอนนี้เงินไม่พอ!
ฟ่านซีซีพูดเสียงเบาลงว่า “จ่ายหมดแล้วค่ะ หนูออกเงินส่วนหนึ่ง พี่จิ่นเฉิงออกให้ส่วนใหญ่ เขาบอกว่า...บอกว่าซื้อร้านค้าให้หนูเป็สินสอด...”
ฟ่านจื้อซิงอ้าปากค้าง เขาได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า? หูฝาดเหรอ? สินสอด? ลูกสาวเขายังเด็กอยู่เลย ทำไมถึงมีเื่สินสอดผุดขึ้นมาได้?
เฉินเยว่อิงเองก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ทันใดนั้น เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เลยรีบคว้าเชือกะโที่ฟ่านมี่มี่เพิ่งเล่นเสร็จมาฟาดใส่ฟ่านซีซี
“ฟ่านซีซี ลูกสารภาพมาดี ๆ ลูก...ลูกไปทำอะไรไม่เหมาะสมกับจิ่นเฉิงหรือเปล่า...พวกเธอ…พวกเธอ...”
ยัยเด็กบ้าคนนี้ คงไม่แอบไปมีแฟน แล้วขโมยกินผลไม้ต้องห้าม*[1]เข้าไปหรอกนะ?
ถูกแม่ฟาดเข้าไปหนึ่งที ฟ่านซีซีถึงกับเบลอไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ
“ไม่ ไม่ใช่ พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย พี่จิ่นเฉิงแค่พูดเล่น ๆ เขาบอกว่า พวกเราก็ต้องโตขึ้น ในเมื่อยังไงโตไปก็ต้องแต่งงาน สู้แต่งงานกับคนที่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างเขาไปเลยดีกว่า อึก...หนู...แค่รู้สึกว่าแบบนั้นมันก็ดีเหมือนกัน โตไปไม่ต้องปวดหัวเื่หาแฟน หรือไปดูตัวให้วุ่นวาย”
เฉินเยว่อิงอึ้งไปอีกครั้ง แล้วมองลูกสาวคนกลางด้วยสายตาเอือมระอา “แค่นั้นจริง ๆ เหรอ เขาไม่ได้ทำอะไรลูกเลยเหรอ กอดไหม? หรือว่าอย่างอื่น?”
ฟ่านซีซีสะดุ้ง รีบส่ายหน้าทันที “ไม่ ไม่เลย เขาไม่เคยแม้แต่จะจับมือหนู”
ฟ่านเจวียนเจวียนที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงน้องสาวร้องไห้ กับบทสนทนาของแม่ เธอก็เดินออกมาพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเล็กน้อยว่า “แม่ อย่าคิดมากไปสิ ฟ่านจิ่นเฉิงน่ะ ทั้งสูง ทั้งหล่อ เรียนก็เก่ง แถมยังสุภาพเรียบร้อยกับผู้ใหญ่ โรงเรียนเรามีแต่คนแอบเขียนจดหมายรักให้เขานะ แต่เขาก็ไม่เคยสนใจใครสักคน ส่วนฟ่านซีซี ทั้งี้เี ทั้งตะกละ บางทียังซื่อบื้ออีกต่างหาก แล้วยังอ้วนตุ้ยนุ้ย เรียนก็ไม่เอาไหน ฟ่านจิ่นเฉิงมองเห็นเธอเป็ตัวเลือกได้ หนูว่าชาติที่แล้วเธอคงทำบุญมาเยอะ ถ้าเขาจะคิดอะไรกับเธอ หรือคิดจะแต่งงานกับเธอจริง ๆ แม่ก็นั่งหัวเราะอยู่บ้านเถอะ”
ถึงแม้พี่สาวจะพูดเข้าข้าง แต่ตอนนี้ฟ่านซีซีกลับโกรธจนทนไม่ไหว
“พี่ พูดให้มันดี ๆ หน่อยสิ ใครกันแน่ที่ทั้งี้เี ทั้งตะกละ ฉันไม่ได้อ้วนสักหน่อย พี่จิ่นเฉิงยังบอกเลยว่าฉันน่ารัก...ฉันไม่เห็นจะอ้วน ผอมแห้งเป็ไม้เสียบผีถึงจะสวยหรือไง”
“จ้า ๆ ยอมแพ้แล้ว ฉันก็แค่ไม่เข้าใจ ทำไมฟ่านจิ่นเฉิงถึงชอบเธอได้ ทั้ง ๆ ที่รอบตัวเขามีผู้หญิงดี ๆ ตั้งเยอะแยะ”
“ก็เพราะพี่จิ่นเฉิงเขารู้ไง ว่าฉันทั้งใจดี ทั้งน่ารัก พี่อิจฉาฉันละสิ” ฟ่านซีซีพูดอย่างภาคภูมิใจ
“โถ่ คนน่ารักใจดีมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องชอบฟ่านซีซีคนเดียวด้วยล่ะ?”
“นี่...พี่จิ่นเฉิงน่ะตาถึง รู้ว่าโตขึ้นฉันต้องสวยแน่ ฉันไม่คุยกับพี่แล้ว”
คนอย่างฟ่านเจวียนเจวียนมันน่าโมโหจริง ๆ ตอนนี้เธออยู่แค่ ม.4 เอง อ้วนขึ้นนิดหน่อยก็จริง แต่รออีกสองปีเธอก็สวยแล้ว หุ่นไม่รู้จะดีกว่าพี่สาวตัวเองแค่ไหน
ฮึ่ม!
“พี่ซีซี ไม่เจ็บเหรอ? มือพี่มีเืออกแล้ว” ฟ่านมี่มี่ที่แอบออกมาจากครัวชี้มาที่มือของเธอ
ฟ่านซีซีก้มลงมอง เห็นรอยแดงยาวบนมือซ้าย ิัห้อเืจาง ๆ
เธอหันไปมองแม่อย่างน้อยใจ กำลังจะพูด ก็เห็นแม่โยนเชือกะโในมือทิ้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ใครใช้ให้ลูกพูดไม่ชัดเจนั้แ่แรก สมควรโดนตีแล้ว”
“หนู...”
เธอรู้สึกแย่มาก
ทั้งหมดเป็ความผิดของพี่จิ่นเฉิง พูดเื่สินสอดทองหมั้นอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก และพูดออกไปแบบนั้นจริง ๆ
เฉินเยว่อิงรู้สึกว่าลูกสาวมองเธอด้วยแววตาตัดพ้อ เธอจึงไออย่างเคอะเขิน “มี่มี่ ไปซื้อยาหม่องให้พี่สาวหน่อย”
ฟ่านเจวียนเจวียนอมยิ้ม “ประหยัดเงินหน่อย ไม่ต้องไปซื้อยาหรอก มี่มี่ เธอไปบอกฟ่านจิ่นเฉิงที่บ้านก็พอ เขาคงรีบเอายามาให้แน่ ๆ”
เฉินเยว่อิงเอามือลูบหน้าผากราวกับเพิ่งนึกอะไรออก ั้แ่เด็กจนโต ฟ่านจิ่นเฉิงดูแลฟ่านซีซีดีกว่าเธอเสียอีก แถมยังชอบรับผิดแทนฟ่านซีซีบ่อย ๆ แม้กระทั่งโกหกเพื่อไม่ให้ฟ่านซีซีถูกดุ
เฮ้อ เผลอแปบเดียวเด็ก ๆ ก็โตกันหมดแล้ว รู้จักชอบไม่ชอบกันแล้ว
และเป็อย่างที่คิด ฟ่านมี่มี่ออกไปไม่นาน ฟ่านจิ่นเฉิงก็เอายามาให้ แถมยังมากับแม่ของเขาอีกด้วย
“เยว่อิง ฉันขอโทษนะ! เป็ความผิดของจิ่นเฉิงเอง พูดอะไรไม่คิด พูดเื่สินสอดอะไรนั่น เธออย่าถือสาเลยนะ ถึงแม้จิ่นเฉิงจะชอบซีซี แต่เขาเป็คนรู้จักประมาณตน เธออย่าคิดมากเลยนะ!”
หลิ่วซิ่งฟางพูดไปก็ปรายตามองลูกชายไป ในใจของเธอรู้สึกขมขื่นเหมือนกินสมุนไพรจีนรสขมเข้าไปครึ่งกิโล
แม่คนอื่น ๆ ต้องกังวลเื่แต่งงานของลูกชายในอนาคต แต่ลูกชายของเธอไม่เหมือนใคร เขาเลือกภรรยาเองั้แ่เด็ก สินสอดก็ส่งไปแล้ว บ้านก็เลือกไว้แล้ว
เธอไม่ต้องทำอะไรเลย จนไม่รู้สึกว่าเป็แม่เลยสักนิด
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่ได้สนใจว่าผู้ใหญ่จะมองเขาอย่างไร เขาจูงมือฟ่านซีซีไปนั่งข้าง ๆ แล้วทายาที่มือให้เธออย่างเงียบ ๆ
หลังจากทายาเสร็จ เขาก็ลูบหัวฟ่านซีซีอย่างจนใจ “ต่อไปนี้เธอต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ นะ พูดจาต้องรู้จักวิธีหน่อย ถึงแม้ว่าความหมายจะเหมือนกันก็เถอะ”
ฟ่านเจวียนเจวียนมองดูอยู่ข้าง ๆ เห็นน้องสาวของเธอดูน่าสงสาร เธอจึงพูดติดตลกว่า “ฟ่านซีซี ฟ่านจิ่นเฉิงเขากำลังหาว่าเธอโง่อยู่นะ ได้ยินไหม?”
[1] ขโมยกินผลไม้ต้องห้าม (偷食禁果) เป็วลีที่สื่อถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยถูกศีลธรรม เช่น การชิงสุกก่อนห่าม หรือการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่สามีภรรยา