กลับมาปัจจุบัน เข้าปี3 แล้วจ้า แต่ก็ยังเป็ได้แค่เพื่อนอะเนอะ -_- ฉันทำตัวเนียนๆเป็เพื่อนมันเกินไป หรือมันไม่คิดจะสนใจกันอยู่แล้ววะ
“นั่งเหม่ออะไรคะ ชะนีสวยน้อยคิดถึงผู้คนเดิมที่ยังไม่ได้ข้าม Friend Zone หรอยะ” เอมมี่เพื่อนสุดที่รัก หนุ่มหล่อแต่ใจสาว พูดเสียงดังขึ้น ก่อนจะเดินมาด้วยความจริตจะก้านของกะเทยที่แท้ทรูแต่หน้าหุ่นคือชายแท้หล่อแมนแฮนซั่มมาก พร้อมด้วยมินิท และเฌอ เดินตามมานั่งลงที่ม้าหินอ่อนหน้าคณะ
“มึงอย่าพูดเสียงดังดิเดี๋ยวไอ้พวกนั้นมันมาได้ยินกันพอดี ”
“ก็แกนั่งอมอะไรอยู่ล่ะขึ้นปี 3 ละ สารภาพให้มันจบๆ มันจะชอบหรือไม่ชอบจะได้รู้ไปเลย เสียเวลา จะได้หาคนมาดามใจได้ทัน สวยๆแบบเราเื่ผู้ชายต้องยืนหนึ่งค่ะ อย่าได้แ่ นี่อะไร ! มึงรอมันมาจะขึ้นปีที่ 3 ละสักจูบก็ยังไม่เคยโดน 555” มินิทพูดขึ้นตามที่คิด
“ใช่ ลองดูมั้ยมีหวังอยู่นะ คีรินมันก็ดูใส่ใจ สนิทกับแกอยู่นะ มั่นๆหน่อยแก มึงสวยนะ แต่ช่วยแต่งตัวให้มันดีๆหน่อย กระโปรงเอย เดรสเอย ช่วยใส่บ้างหน้าก็เติมให้มีสีสันหน่อย นี่อะไร ซีดอย่างกับไก่ที่ต้มมาแล้ว 3 วัน” เฌอพูดเสริมขึ้นบ้าง
“ถ้ามันไม่ได้ชอบกูกูกลัวมองหน้าไม่ติด เสียเพื่อนขึ้นมาทำไง” เธอกังวลว่าหากไม่สมหวังสถานการณ์จะแย่กว่าเดิม ซึ่งตอนนี้ มันก็ดีอยู่แล้ว
“ค่ะ ชะนีจะทำอะไรก็รีบทำ เดี๋ยวโดนหมาคาบไปแดกนะ ่นี้มันโสดนิ ไม่ควงใครมาจะ 5 เดือนละ รีบๆคิดล่ะ”
“เออกูไม่เห็นมันควงยัยมะนาวหรีดคณะอักษรนานละ สงสัยเลิกละ แม่งเงียบๆแต่ฟาดเรียบจิงๆไอ้คีรินเนี่ย แต่กูไม่เห็นมันจะรักใครจริงๆ จังๆ สักคน”
“แต่กูเคยได้ยินไอ้เมลมันพูดว่าคีรินมันเคยมีแฟนนะตอนมัธยมคบกันนานด้วย รักฝังใจอะป่าวเทสมันอ่ะแนวน่ารักๆ ดูมึงซิ เท่ไม่ไหว แต่งตัวแต่ละที”มินิทพูดขึ้นมาแล้วขำเบาๆ นึกสภาพเพื่อนแต่งตัวน่ารักไม่ออก
“อดีต ก็คือ อดีตจ้ากูไม่สน แต่กูขอรวบรวมความกล้าก่อน ค่อยๆตีเนียนบอกมันละกัน ” เริ่มต้นยังไง ตอนไหนดีวะ โอ้ยยยย เครียดกว่าตอนสอบอีก
“แกก็ลองมอมเหล้ามันดิหลอกถาม หรือจะจับปล้ำเลยก็ได้ เวิร์คปะความคิดฉัน เฌอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลก เฮ้ยๆ!! พวกมันมานู่นแล้ว” ทุกคนหันไปมองก็เห็นพวกมันเดินมาใกล้จะถึงแล้ว
“อะไร กูรู้ว่ากูหล่อมองอะไรนักหนา เห็นหน้ากันเกือบทุกวัน พวกแกยังไม่ชินความหล่อของกูหรอวะ” เมลเดินมาถึงเอ่ยถามด้วยความมั่นหน้าเกินร้อย
“ โห นี่หล่อแล้วหรอถ้าไม่หล่อเนี่ยจะขนาดไหน มั่นหน้าเกินเบอร์มากแกอะ” มินิทลุกขึ้นพูดและมองหน้าด้วยความหมั่นไส้“อะไรยัยเตี้ย ฉันเป็พี่แกนะ พูดอะไรเคารพฉันบ้างนี่เถียงฉอดๆๆทุกคำ” “แหมๆ เกิดก่อนแค่ 1 นาทีฉันไม่นับค่ะ แค่วัดจากความคิด ความสวย และความฉลาดฉันก็ควรจะเป็พี่กว่านะ555” มินิทพูดพร้อมทำหน้าล้อเลียนอย่างสนุก “หึ นี่สวยแล้วหรอ ปากอย่างเงี้ยเห็นมานักต่อนักแล้ว โน่น โสดอยู่บนคานโน่น”
“พวกแกพี่น้องกันจริงปะเนี่ยทะเลาะกันได้ทุกวัน”อชิเอ่ยถาม พร้อมส่ายหน้าด้วยความหนักใจ นี่ขนาดตอนมาเรียนนะแล้วที่บ้านไม่ต้องขังแยกกรงเลยหรอ
ระหว่างนั้นพระพายแอบมองหน้าคีรินที่วันนี้แต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อยเอาเสื้อออกนอกกางเกง ใส่เสื้อกันหนาวสีดำคลุมทับอีกที ปากก็ดูซีดๆหรือว่าเขาจะไม่สบายนะ มองอยู่สักพักคีรินก็หันมาสบตากับเธอเธอทำตัวไม่ค่อยถูกเมื่อโดนจับได้ว่าแอบมองอยู่เลยพยักหน้าเป็เชิงทักทายกลับไปแบบเนียนๆ
“นายไม่สบายรึป่าวเห็นปากดูซีดๆ”พระพายเอ่ยถามคีรินทันที แล้วทุกคนก็จ้องไปที่คู่นี้ แล้วคีรินก็ตอบกลับทันทีแบบไม่ได้เดือดร้อนอะไร“นิดหน่อย ไม่เป็ไร”
“กินยายัง เอ่อ…เดี๋ยวเป็ลมขึ้นมาเดือดร้อนหมอที่โรงพยาบาลอีก”พระพายเอ่ยถามแบบติดๆขัดๆ “แหมๆ เป็ห่วงแค่หมอเนอะ” เอมมี่เอ่ยถามอย่างมีเลศนัย“ยังไม่ตายหรอก” คีรินเอ่ยตอบแล้วเดินขึ้นไปเรียนทันที
“เรียนเหอะ” ภีมพูดขึ้นห้วนๆ แล้วก็เดินนำไป ทุกคนหันไปมองด้วยความเคยชินอันเป็ที่เข้าใจกันว่าหมายถึงควรไปเรียนได้แล้ว แล้วทุกคนก็เดินตามกันขึ้นไปเรียนยกเว้นพระพายที่เดินแยกออกมา ยังไม่ได้ตามขึ้นไปเรียน เดินแวะไปซื้อยาที่เซเว่นแล้วรีบวิ่งขึ้นมาเรียนเกือบไม่ทัน เข้าก่อนหน้าอาจารย์ 1นาที
“กินซะ” พระพายวางยาลดไข้และน้ำเปล่าลงบนโต๊ะคีรินซึ่งนั่งอยู่กับภีมและเมลแล้วตัวเองรีบวิ่งกลับมานั่งด้านหน้าถัดมาแถวนึง นั่งกับพวกเอมมี่ด้านภีมเริ่มรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกไป
“แหมๆ ออกนอกหน้านะยะไม่ได้เป็ห่วงเขาเลยยยยยยยย” เอมมี่กระซิบเบาๆด้วยความหมั่นไส้ด้านพระพายก็พยักไหล่ แล้วหันกลับมายิ้มทะเล้นกับเอมมี่อีกที