เหมยเซียวเหรินเท้าหน้าก้าวเข้าไปในหอเหมยฉู่จื่อเฟิงเท้าหลังก็ตามเข้าไป คนของหอเหมยรู้จักนายน้อยตระกูลฉู่ถึงแม้คุณหนูจะให้กีดกันเอาไว้ พวกเขาก็ไม่กล้ากีดกันจริงๆ
ฉู่จื่อเฟิงตามติดไม่ถอยเช่นนี้จริงๆ แล้วชอบที่ตัวนางหรือว่าชอบทรัพย์สินตระกูลนางกันแน่ เหมยเซียวเหรินรู้ดีแก่ใจแผนเสียโฉมนางก็ใช้แล้ว หากไม่ใช้แผนที่หนักกว่า จะไล่คนช่างตื๊อได้อย่างไร
“เ้าไม่สนใจใบหน้าของข้าเช่นนั้นรึ” เหมยเซียวเหรินหยุดเดินแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม
“แน่นอน”
“แต่ว่าข้ารังเกียจเ้า”
ฉู่จื่อเฟิงจับหน้าของตัวเองอย่างสงสัย“ทั่วทั้งอำเภออวิ๋นจะยังมีคนที่หล่อเหลากว่าข้าได้อีกหรือ”
หนังหน้าของฉู่จื่อเฟิงไม่ถือว่าแย่คิดจะขยี้ความอวดดีของเขา นางจำเป็ต้องหาบุรุษรูปงามมาถึงจะใช้ได้
พูดถึงรูปงามที่ไร้ผู้ใดเทียมในหัวของเหมยเซียวเหรินก็คิดถึงเงาร่างหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจนางบรรยายตามความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ว่า “สามีของข้าต้องมีรูปลักษณ์ที่บริสุทธิ์เด็ดเดี่ยว ทุกกิริยาล้วนไร้ซึ่งความสนใจโลก”
ฉู่จื่อเฟิงกลับไม่โมโหหัวเราะเยาะพูดว่า “คงเป็เทพเซียนแล้วล่ะ โลกนี้จะมีคนเช่นนั้นได้อย่างไร”
เหมยเซียวเหรินยืนมองไปรอบๆห้องโถงของโรงเตี๊ยม หาคนที่คล้ายแบบนั้นไม่เจอ ใช่แล้ว…เมื่อก่อนนางก็ไม่เชื่อว่าในสองอำเภอจะสามารถมีชายที่งามเช่นเขาได้
ในขณะที่เหมยเซียวเหรินเตรียมจะยอมแพ้กับการเปรียบเทียบเงาร่างหนึ่งที่นั่งเหยียดตรงก็ดึงดูดความสนใจของนาง
เขานั่งดื่มชาอยู่คนเดียวตรงนั้นนิ้วมือเรียวยาวดูคล้ายกำลังถือถ้วยชาหลวมๆ แต่กลับถือไว้อย่างมั่นคงต่อให้คนบนทางไม่ทันระวังชนต้นแขนของเขาเล็กน้อยถ้วยชาใบนั้นก็ยังอยู่ในมือของเขาอย่างปลอดภัย ไม่มีน้ำชากระฉอกออกมาสักครึ่งหยด
การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้แสดงออกถึงความมั่นคงที่อยู่ในตัวของเขา
ตัวเขาไม่นับว่าหยิ่งทระนงแต่ทำทุกสิ่งอย่างไม่รีบร้อน ราวกับเป็ผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดอย่างน้อยก็ต้องเป็ขุนนางที่มีอิทธิพล
ตอนแรกเหมยเซียวเหรินใช้คำพูดและกิริยาของฉู่อวี้มาคาดเดาว่าฉู่อวี้มีที่มาไม่ธรรมดาแต่ตัวเขาเองกลับไม่ยอมรับ และเหมยเซียวเหรินก็ไม่เคยได้รับข่าวว่าจะมีขุนนางตำแหน่งใหญ่มาเยือนเช่นกันดังนั้นจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็ใคร
นางเพิ่งจะหวนคิดถึงใบหน้าตอนที่เจอกันครั้งแรกกลับได้เจอกันแล้ว ช่างเป็พรหมลิขิตจริงๆ
เหมยเซียวเหรินไม่สะดวกจะกล่าวทักทายฉู่อวี้ตอนนี้กลับคิดจะยืมฉู่อวี้มาแก้ไขสถานการณ์ลำบาก ดังนั้นจึงชี้ไปยังชั้นบน “เช่นเขาเป็ต้น”
เดิมนางคิดว่าฉู่จื่อเฟิงจะเห็นถึงความแตกต่างแล้วยอมถอยไปใครจะไปรู้ว่าการชี้นิ้วของนาง กลับทำให้เ้าคนไม่เอาไหนอับอายและโมโหขึ้นมาทันที
เห็นฉู่จื่อเฟิงเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเกรี้ยวกราด ใจเหมยเซียวเหรินก็ตื่นตระหนกขึ้นมา นางไม่ได้คิดจะหาเื่เดือดร้อนให้ฉู่อวี้ทั้งดูแล้วเขาก็เป็คนที่นางไม่ควรจะล่วงเกินอย่างที่สุด แล้วจะไปสร้างปัญหาให้เขาได้อย่างไร
เหมยเซียวเหรินเดินขึ้นชั้นบนตามไปอย่างรีบร้อนแต่สุดท้ายแล้วก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ฉู่จื่อเฟิงยืนอยู่ด้านหน้าของฉู่อวี้เสียแล้ว
แต่ฉู่อวี้คล้ายกับไม่ได้สนใจคนที่เพิ่งบุกเข้ามาหายังคงดื่มชาอย่างสงบ
“ที่แท้ก็เป็เ้า”
ฉู่อวี้เหลือบตาขึ้นมาจ้องมองเขา “มีธุระอะไร”
เหมยเซียวเหรินที่ตามขึ้นมาพูดว่า“ฉู่จื่อเฟิงเ้าโวยวายอะไร รีบออกไปซะ!”
สายตาของฉู่อวี้มองไปยังร่างของนางพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง
เหมยเซียวเหรินถูกฉู่อวี้มองเสียจนกระวนกระวายใจดีที่ในสายตาของเขามีความไม่คุ้นเคยเขียนเอาไว้ ดูไม่ออกว่านางคือใคร
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ เ้าพึงพอใจเขาได้อย่างไร”
สีหน้าของเหมยเซียวเหรินมีความอับอายขึ้นมาทันใดโชคดีที่ยังมีผ้าคลุมหน้า นางไม่กล้าสบกับแววตาอยากรู้อยากเห็นของฉู่อวี้ แต่ฉู่อวี้ก็ไม่เห็นความผิดปกติของนาง
“พึงพอใจหรือ”
เหมยเซียวเหรินรีบอธิบาย“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์เ้าคงยังไม่รู้สินะ เขาคือลูกชายของอาสามข้า” ฉู่จื่อเฟิงพูดเสียงดังก้อง “อาสามของข้าจากไปเร็วเขากับมารดาของเขาตั้งใจจะฮุบสมบัติของตระกูลฉู่ถูกพ่อของข้าจับได้แล้วไล่ออกไปจากอำเภออวิ๋นตามกฎตระกูล”
เหมยเซียวเหรินได้ยินก็ใอย่างยิ่งมองไปที่ฉู่จื่อเฟิง และมองไปที่ฉู่อวี้อีกครั้ง รู้สึกสงสัยพวกเขา…เป็ญาติกันเช่นนั้นหรือ
“พูดง่ายๆ ก็คือ เขาเป็แค่สุนัขยากจน มอบชีวิตที่สุขสบายให้เ้าไม่ได้หรอก”
สีหน้าของฉู่อวี้ยังคงเรียบเฉยแต่เหมยเซียวเหรินโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ ด่าว่า “พูดจาส่งเดช!”
ไม่ว่าฉู่อวี้จะมีชาติกำเนิดเยี่ยงไรอย่างน้อยตอนนี้ดูแล้วเขาก็มีชีวิตที่ดีกว่าตระกูลฉู่ทั้งตระกูลเสียอีกหากไม่ใช่เพราะฉู่จื่อเฟิงพูดสาบานยืนยันนางคงไม่อาจจะนำฉู่อวี้ไปเชื่อมโยงกับสมาชิกกลุ่มนั้นของตระกูลฉู่ได้
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์…”
ฉู่จื่อเฟิงยังไม่ถอดใจเหมยเซียวเหรินตัดสินใจทุ่มสุดตัว พูดตรงๆ ว่า “หากข้าจะชอบก็จะชอบที่ตัวเขาไม่เกี่ยวอันใดกับทรัพย์สินและชาติกำเนิดของเขา” พูดอีกว่า “ใช่แล้วพ่อของข้าอยากให้ข้าแต่งกับเ้าก็เพราะคิดอยากตอบแทนบุญคุณตระกูลฉู่แล้วเขาก็เป็คนของตระกูลฉู่เช่นกัน เช่นนั้นก็ไม่เหมาะเจาะเลยรึ”
“เสี่ยวเหมยเอ๋อร์ เ้า…เ้าจะพึงใจเขาไม่ได้นะ!”
“ข้าจะพึงใจใคร แล้วเกี่ยวอันใดกับเ้ากันล่ะ” เหมยเซียวเหรินเลิกคิ้วงาม-ขึ้น
เมื่อละครเล่นไปถึงขั้นนี้แล้วนางจึงทำให้สมจริงขึ้นกว่าเดิม นางนั่งลงตรงข้ามกับฉู่อวี้อย่างไม่เกรงใจใดๆรินน้ำชาใส่ถ้วยชาที่เขาเพิ่งดื่มหมดจนเต็ม สองมือยกถ้วยชาไปยังด้านหน้าของฉู่อวี้“คุณชายฉู่ เชิญ”
ฉู่อวี้มองนางในสายตามีความสงสัยใคร่รู้
เหมยเซียวเหรินยกถ้วยชารอด้วยความกระวนกระวายใจนางขมวดคิ้วใส่ฉู่อวี้ ส่งเสียงกระซิบว่า “ช่วยข้าสักหน่อย”
แม้ว่าเสียงจะเบาแต่เขาก็ได้ยิน
ฉู่อวี้มองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วรับถ้วยชาไปดื่มอย่างให้เกียรติ
ท่าทางที่คนหนึ่งยื่นอย่างให้เกียรติคนหนึ่งตอบรับด้วยความยินดีนี้ทำให้ฉู่จื่อเฟิงโมโหอย่างที่สุดเขาชี้ฉู่อวี้พูดจานักเลงว่า “เ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่!” จากนั้นก็รีบร้อนจากไป
เหมยเซียวเหรินเดาได้ว่าเื้ัคำพูดนั้นมีอะไรแอบแฝงไว้ดังนั้นนางต้องไปยับยั้งไฟโกรธของฉู่จื่อเฟิงไม่ให้ทำร้ายคนบริสุทธิ์
เหมยเซียวเหรินกำลังเตรียมตัวจากไปกลับมองเห็นฉู่อวี้คล้ายจะยกถ้วยชาให้นางเช่นกัน
“คุณชายฉู่ เมื่อครู่เพียงเพราะอารมณ์รีบร้อนจึงกล่าวปดออกไป…” เหมยเซียวเหรินเว้นวรรค นางเชื่อว่าฉู่อวี้เป็คนฉลาดเฉลียว ต้องเข้าใจความหมายของนางเป็แน่ดังนั้นจึงกล่าวขออภัยต่อว่า “ท่านอย่าได้ถือสาหาความขอบคุณที่ท่านช่วยข้าเล่นละคร”
ฉู่อวี้ผงกศีรษะเล็กน้อย พูดช้าๆ ว่า “ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
“ข้ายังมีธุระต้องไปก่อน อาหารมื้อนี้ของคุณชายข้าขอเลี้ยง” เหมยเซียวเหรินย่อตัวตามธรรมเนียมของสตรีครั้งหนึ่ง
เพื่อป้องกันฉู่อวี้ไม่ให้ดูออก จากชั้นบนกระทั่งเดินออกไปเหมยเซียวเหรินล้วนเดินชดช้อยก้าวย่างถี่เล็กดึงดูดสายตาชื่นชมของผู้คน
พอนางออกมาจากประตูโรงเตี๊ยมก็ ‘เผยโฉมหน้าที่แท้จริง’ ก้าวเท้ายาวขึ้นไปบนเกี้ยว บอกให้คนแบกเกี้ยวรีบแบกนางกลับเรือน
ยามเหมยเซียวเหรินกลับมาถึงเรือนก็ปิดประตูห้องล้วงตราประทับแท่งหนึ่งในห่อผ้าไหมที่อยู่ในกล่องที่นางพกมาด้วย นำกระดาษออกมาเขียนตัวอักษรสองสามบรรทัดจากนั้นเปิดผ้าไหม สองมือกดตราประทับลงบนตำแหน่งลงนามสุดท้ายนำจดหมายสอดเข้าไปในซองจดหมาย
เหมยเซียวเหรินหาคนที่ไว้ใจได้ให้นำจดหมายไปส่ง เช่นนี้นางถึงจะเบาใจขึ้นนางนำตราประทับวางลงกลับไปในกล่องมองเห็นกุญแจทองแดงดอกหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือกุญแจคลังส่วนตัวของที่ว่าการความจริงตอนนี้ด้านในควรจะว่างเปล่า แต่กลับมีเงินอยู่สองสามหีบ เป็สิ่งที่ฉู่อวี้ทิ้งไว้ตอนนั้น
นางหาโอกาสที่จะคืนให้มาตลอด และเคยหาเบาะแสของฉู่อวี้ในอำเภอชิวสุ่ยแต่กลับไม่มีข่าวสารใดๆ เลยสักนิด ที่แท้ฉู่อวี้ก็มาที่อำเภออวิ๋นนี่เอง
เหมยเซียวเหรินรอคำตอบกลับอยู่ในจวนอย่างสงบคาดไม่ถึงว่าส่งจดหมายไปไม่กี่วัน ตระกูลฉู่ทางนั้นก็มีความเคลื่อนไหวแล้ว
บ่าวรับใช้ตระกูลฉู่มาที่จวนนางอย่างรีบร้อนขณะที่เดินเข้าประตูมาก็ะโเสียงดังไปด้วย “แย่แล้ว…”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306