‘จะให้ฉันไปต่อยตีกับหมีควายเหรอ?’
เด็กหนุ่มอยากเถียงใจจะขาด ประเด็นคือ ถ้าไม่ใช้คาถาเวทเสริมใช้แค่กำลังกายอย่างเดียว เขาย่อมไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของฝ่ายนั้น คงโดนยำเละตุ้มเปะอยู่ฝ่ายเดียว
ในชีวิตจริง เวลาต่อสู้กับมอนสเตอร์ ถ้าสู้ไม่ไหว ถ้าหนีได้ก็หนีเถอะ แล้วค่อยกลับมาแก้มือใหม่แต่เขาคือจอมเวทย์ เป็สายผู้วิเศษ ถ้าไม่ให้ใช้เวทต่อสู้ เขาควรจะเลิกทำอาชีพนี้ และเอาเวลาที่เหลือไปทำไร่ไถนาเพื่อหาเลี้ยงชีพดีกว่าไหม
‘ยัยจิ๋ว ยัยนั่น.. มันก็คือเพื่อนสนิทในกลุ่มเธอเองไม่ใช่เรอะ!’
ไคน์เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ยัยผู้หญิงอกแบนนี่ หน้าตาดีเสียเปล่า แค่้าปั่นหัวเขาเล่นน่าหงุดหงิดเหลือเกิน แต่เพราะเห็นว่าเป็เพื่อนกัน เขาจะไม่โกรธและจะปล่อยผ่านไปก่อนละกัน
แซลลี่ไม่แกล้งอมพะนำอีกต่อไป เธอพูดขึ้นก่อนบ้าง
“ความจริงก็คือฉันแค่เซ็งวิธีคิดแผนของใครบางคนนิดหน่อย”
“ยัยถึกนั่นกลั่นแกล้งเธอเหรอ?”
“เปล่า พวกเรารักกันดี แต่ทุกคนต้องรีบออกเดินทางั้แ่เช้ามืด คนอื่นแยกย้ายไปพักผ่อนกันหมดชาช่ากลับทำหูทวนลม เธอบอกว่าขอนั่งดื่มต่ออีกหน่อย แต่ฉันไม่เชื่อ เธอคงนั่งจนกระทั่งร้านปิดเลยนั่นแหละ”
ฮันเตอร์สาวบ่นไม่เลิกเด็กหนุ่มซักถามต่อถึงทราบภารกิจของพวกเธอ กลุ่มของแซลลี่รับจ้างงานกวาดล้างกองโจรต่างถิ่นซึ่งหลบหนีมาซ่อนตัวแถวนี้
หัวหน้าโจรกลุ่มนี้มีฝีมือไม่ธรรมดา ระหว่างทาง พวกเธอจับกุมพวกมันได้บางส่วนส่งตัวให้ทางการไปแล้ว ฆ่าทิ้งไปได้หลายคน กำลังแกะรอยหาร่องรอยพวกโจรถ่อยที่เหลือ
พอเข้าใจเื่ราว จอมเวทย์หนุ่มอาสาจะไปเกลี้ยกล่อมเพื่อนให้เขาเดินเข้าไปหาผู้หญิงที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้ทรงผมสั้นสีเทา หน้าอกโต ก้นใหญ่ รูปร่างกำยำไม่แพ้เหล่าผู้ชายอกสามศอก
เธอชื่อ ‘ชาช่า โบมัง’ เป็หัวหน้าของทีม กำลังนั่งซดเบียร์แก้วใหญ่อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ขวานศึกถูกวางพาดเอาไว้อยู่ด้านข้าง
แต่เหตุการณ์ดันพลิกโผ แทนที่จะได้เกลี้ยกล่อม กลับถูกฝ่ายหลังชักชวนให้นั่งลงดื่มเบียร์ด้วยกันเฉย
“พี่สาว ช่วยเพลาลงหน่อยดีมะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักต้องทำนะ”
“เฮ้ยๆ ๆ ฉันมันผู้เชี่ยวชาญ รู้ลิมิตตัวเองดีน่า ยัยเตี้ยนั่นชักกังวลไม่เข้าเื่”
“แซลลี่บอกว่าผมยังจับหัวหน้าโจรไม่ได้ผมคิดว่าคุณควรระวังตัวเอาไว้บ้างดีกว่า อย่าประมาทพวกมัน”
“ขอบใจอย่าห่วงเลย ฉันจะตามหามันแล้วไล่เตะตูดเรียงตัวให้หมด เหมือนกับไอ้พวกก็อบลินเวนนั่น!”
อาจด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ชาช่าเหมือนจะดื้อรั้นกว่าตอนปกติไคน์เตือนแล้วก็ไม่ฟัง เขาไม่ใช่สมาชิกในปาร์ตี้ เลยไม่พยายามจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายอีก
เขาดื่มเบียร์ต่ออย่างสบายใจ ของฟรีย่อมไม่พลาด โดยเฉพาะเบียร์กลั่นเองของร้านนี้รสชาติเข้มข้นนุ่มลึก เพราะหมักบ่มด้วยสูตรลับของเ้าของโรงแรมโดยเฉพาะ
ในระหว่างนั้น คุณเมอร์แกนถือถาดเดินผ่านมาพอดี เธอเลยได้ยินการสนทนาหมดทุกอย่างอดอยากมีส่วนร่วมไม่ได้
“ขอบคุณนะชาช่า นักผจญภัยอย่างพวกเธอช่างน่าชื่นชม ชาวบ้านอย่างพวกเราจะปลอดภัยถ้ามีคนกล้าหาญแบบนี้เยอะๆ”
“ด้วยความยินดี วางใจได้เลย ไคน์! มา ๆ ชนแก้วหน่อย! ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
พอใกล้จะถึงสามทุ่ม เด็กหนุ่มจึงขอปลีกตัวออกมา ก่อนเดินทางกลับยังไม่ลืมที่จะซื้อเหล้าดีกรีแรงอีกสองขวดเขาได้รับปากใครบางคนเอาไว้เมื่อ่บ่าย ดังนั้นจึงต้องเอามันไปส่ง
‘ถ้าฉันเริ่มวิ่งตอนนี้ อาจจะไปทันเวลาก็ได้’
บนถนน ไคน์วิ่งเหยาะ ๆ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เพียงไม่นานจุดหมายปลายทางก็อยู่ข้างหน้า
‘แจ๋ว! ร้านค้าของคุณโจราท ดวงไฟในบ้านยังสว่างอยู่โชคดีที่มาทัน’
‘โจราท บอสกา’ คือชื่อเต็มของเ้าของร้านขายของเบ็ดเตล็ดหลังเล็กแห่งนี้ชายวัยกลางคนคนนี้มีนิสัยค่อนข้างแปลก แต่โดยรวมแล้วเป็คนอัธยาศัยดี แลดูน่าเชื่อถือ
ร้านของเขาแตกต่างจากร้านในท้องถิ่นทั่วไป มักมีของใหม่จากเมืองหลวงมาวางขายอยู่บ่อยๆ และรับซื้อแทบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ชิ้นส่วนของมอนสเตอร์
แต่ละวัน มีลูกค้าซึ่งเป็นักผจญภัยมากมายเข้ามาทำการค้าขายกับโจราทรวมถึงตัวไคน์ด้วย เด็กหนุ่มมักจะนำวัตถุดิบบางส่วนจากแปลงเพาะปลูกหรืออวัยวะสำคัญจากมอนสเตอร์มาขายให้แก่ที่ร้าน
บางครั้ง ไคน์ยังเคยได้รับการว่าจ้างงานจากโจราทให้ออกล่ามอนสเตอร์ตามใบสั่ง
กรุ๊งกริ๊ง ๆ
ไคน์ผลักประตูเข้าไปด้านหลังเคาน์เตอร์คือชายวัยกลางคนในชุดผ้าหยาบธรรมดา หวีผมเรียบแปล้ หนวดเคราขึ้นหรอมแหรมกำลังนั่งขัดถูวัตถุอะไรสักอย่างที่รูปทรงคล้ายกับแจกัน พอได้ยินเสียงกระดิ่งดังตรงประตูจึงเงยศีรษะขึ้นมา
“สวัสดีครับ คุณโจราท”
“อ้าว? ดึกขนาดนี้ นึกว่าใครมาเยี่ยมซะอีก ไคน์นี่เองเอาของมาขายอีกแล้วเหรอ?”
“แฮะ ๆ เปล่าครับ พอดีตอนบ่าย ผมเผลอไปสัญญากับสหายของคุณไว้เลยจำเป็ต้องเอามาส่ง”
ไคน์หัวเราะร่า เขาเดินเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ นำเอาเหล้าสองขวดวางลงไป
“ขวดหนึ่งของคุณเบอร์นาจ อีกขวดเป็ของคุณครับ”
“ของฉัน? คงไม่ใช่สินบนหรอกนะ หรือขอให้ช่วยทำอะไรแผลง ๆ เทือกนั้นอีกล่ะ”
“รับประกัน ไม่มีแน่นอน! จริงสิ คุณเบอร์นาจหายไปไหนครับทำไมถึงไม่เห็น?”
‘เบอร์นาจ แบรนโด’ หนึ่งในนักผจญภัยมือเก๋าประจำหมู่บ้านเป็คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เขากับเ้าของร้านเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่สมัยวัยหนุ่ม
คนหนึ่งมุ่งเดินสายอาชีพด้านการค้า อีกคนผันตัวไปเป็นักผจญภัย ทำงานให้แก่สมาพันธ์กิลในเมืองข้างๆ และชอบเดินทางไป ๆ มา ๆ อยู่ตลอดเวลา
ประมาณห้าปีที่แล้ว เพื่อให้ติดต่องานได้สะดวก เบอร์นาจตัดสินใจขายบ้านย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองที่ใกล้ที่สุด
เบอร์นาจมักจะแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเพื่อนเก่าอยู่บ่อย ๆ พร้อมเอาของฝากมาให้เสมอเขามักจะพักอยู่ที่นี่ด้วยแค่ไม่กี่วัน
ไคน์จำได้ว่าเมื่อครั้งล่าสุด เบอร์นาจอยากจะกลับมาสร้างบ้านพักสักหลังเป็ของตัวเอง
โจราทคัดค้าน เห็นว่าสิ้นเปลือง เนื่องจากโรงเก็บของหลังเก่ายังพอมีที่ว่างเหลือเขาเลยรื้อบางส่วนออก ใช้วิธีต่อเติมแล้วสร้างใหม่เป็ห้องขึ้นมา
หลังจากสร้างเสร็จแล้ว เบอร์นาจกับลูกทีมทั้งหมดจึงได้มีที่ซุกหัวนอนชั่วคราวโดยไม่จำเป็ต้องออกไปเสียเงินเพื่อเช่าห้องพัก
“เธอถามถึงเ้าหมอนั่นสินะ... คือ”
เ้าของร้านกำลังจะอธิบาย แต่แล้ว เสียงร้องครวญครางราวกับหมูถูกเชือดก็ดังออกมาจากทางหลังบ้าน
“อ๊าก! พวกนายทำอะไร! ปล่อยฉันนะ!ฉันเป็หัวหน้าพวกแกนะโว้ย!”
“อดทนหน่อยนะลูกพี่ คืนเดียวเอง พวกเราเองก็ลำบากใจนะ”
“อดทนกับผีสิ! คิดจะฏเรอะ! แม่งยุงตอมหมดแล้ว! ไปตามเมียฉันมาเดี๋ยวนี้!”
“หุบปากเลยโจท! ฉันเป็คนสั่งพวกเขาให้มัดนายเองจะไม่มีเหล้าให้ดื่มทั้งนั้น! พรุ่งนี้เรามีงาน!”
“เมียจ๋า! อนุโลมหน่อยนะ ฉันจะไม่มีแรงทำงานถ้าไม่ได้ดื่มสักอึกโธ่.. นิดนึงก็ได้”
“เงียบไปเลย! เวส เฝ้าเขาเอาไว้ ถ้าไม่ถึงเวลาห้ามปล่อยออกมา ไม่งั้น นายต้องรับผิดชอบ!”
เสียงภรรยาของเบอร์นาจช่างดูเผด็จการ เธอเองก็เป็นักผจญภัยเหมือนกันไคน์อ้าปากหวอ หันไปสบตากับโจราจ อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็เชิงบอกว่าอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน
เด็กหนุ่มเลยมั่นใจแล้วว่าค่ำคืนนี้ ลุงหนวดคนนั้นคงไม่มีวาสนาได้ดื่มเหล้าขวดนี้แล้วล่ะ
“ไม่เป็ไร ฉันจะเก็บมันเอาไว้ให้เขาทีหลัง”
“อืม ว่าแต่ คุณโจราจ คุณบอกว่าเพิ่งได้ตำราเวทมนตร์เล่มใหม่ ๆ มาจากที่อื่นตั้งเยอะแยะขอผมดูหน่อยซิ”
ไคน์ถูฝ่ามือไปมา ดวงตาเป็ประกายความจริงเขาอยากมาหาหนังสือสักเล่มต่างหาก เื่ส่งเหล้าเป็เื่รองนักเวทย์ทุกคนรักการอ่าน มีองค์ความรู้มากมายซ่อนอยู่ในนั้น ยิ่งอ่านมากยิ่งล้ำหน้าและก้าวหน้ากว่าคนอื่น
เด็กหนุ่มตั้งเป้าหมายในอนาคตตั้งนานแล้ว เขา้าเป็ระดับนักปราชญ์ก่อนอายุสามสิบ
“ใช่ เพิ่งส่งมาถึงเมื่อเช้านี้เอง อยู่ตรงโน้นแหนะ ทั้งหมดถูกเรียงอยู่บนตู้หนังสือตู้สุดท้ายเธอเข้าไปเลือกเองได้ตามสบายเลย มันอาจจะมีบางเล่มที่เหมาะกับเธอก็ได้”
จอมเวทย์หนุ่มเลิกสนใจเื่ของเบอร์นาจทันทีแทบจะเดินตัวลอยไปทางตู้หนังสือ แต่เดิมของเก่ามีอยู่แค่สองตู้ตอนนี้เพิ่มมาเป็สามแล้ว ทุกครั้งที่มีหนังสือหรือตำราใหม่ ๆ เข้ามา เขาจะต้องซื้อมันกลับไปศึกษาอย่างน้อยเล่มหนึ่ง
เด็กหนุ่มหยิบหนังสือแต่ละเล่มออกมาปัดฝุ่นและเปิดดูอย่างมีความสุข ทั้งหมดมีมากกว่าห้าสิบเล่มเป็อย่างน้อยทว่ามันค่อนข้างดึกแล้ว บางที เขาอาจต้องแวะมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น
ไคน์เลือกหยิบเฉพาะชื่อกับปกที่ดูน่าสนใจเป็หลัก เปิดอ่านแบบผ่าน ๆ ตาอย่างเร่งรีบหนังสือเวทมนตร์ในโลกนี้เข้าขั้นราคาแพงหูฉี่ เล่มที่เบสิกที่สุดหรือมีความหนาแค่ไม่กี่หน้ายังถูกขายหลายพันไปจนหลักหมื่น
สถานะการเงินตอนนี้ ไคน์มีเงินติดตัวในบัญชีไม่มาก ผลผลิตใหม่ในแปลงเพาะก็ยังไม่ถึงเวลาขายเพราะฉะนั้น เขาน่าจะซื้อได้เพียงเล่มเดียว ดังนั้น ย่อมต้องตัดสินใจเลือกให้ดี ๆ
‘หืม? นี่มัน...’
สายตาของเด็กหนุ่มไปสะดุดกับหนังสือปกสีเทาอมเข้มเล่มหนึ่งเขาหยิบมามันออกมาตามจิตใต้สำนึก พลิกซ้ายพลิกขวา ปัดฝุ่นนิดหน่อย สังเกตจากสภาพมันดูค่อนข้างโทรม อาจเป็หนังสือเวทมนตร์ในยุคก่อน แต่ไม่ทราบว่าเป็เวทมนตร์อะไร
ตอนนั้นเองเสียงชื่นชมของโจราจก็ดังแทรกเข้ามา
“โอ้! ตาถึงนะ หนังสือที่เธอถืออยู่มันไม่ได้มาจากแหล่งที่มาเดียวกันกับเล่มอื่น”
“คุณอ่านเข้าใจด้วยเหรอครับ?”
“ไม่เข้าใจหรอกฉันไม่ใช่นักเวทย์ฝึกหัดด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกบอกว่ามันน่าจะไม่ธรรมดา ลางสังหรณ์ของพ่อค้าน่ะ”
ไคน์เห็นด้วย เขาใช้มือลูบไปตามหน้าปกหนังสือเบา ๆ ด้วยความหลงใหล
“เถ้าแก่คุณได้มันมายังไงหรือครับ?”
“ถ้าจำไม่ผิดหลายสิบวันก่อน มีนักผจญภัยชายเข้ามาซื้อของในร้านฉัน เป็นักรบ แต่งตัวดูดีเขามีเงินไม่พอจ่ายค่าสินค้า เลยขายหนังสือเล่มนี้ แต่ฉันไม่ได้ถามถึงที่มาของมันเพราะคิดว่าไม่จำเป็”
โจราจบอกรายละเอียดเนื่องจากเล็งเห็นถึงโอกาส มั่นใจว่ามันมีมูลค่าสูง เลยซื้อมาทดลองขายเกร็งกำไรดูเท่านั้นหากขายได้ก็ดีไป ขายไม่ได้ก็ช่างปะไร อย่างไรเสีย เขาก็ได้มันมาในราคาถูก
ฟังจบ ไคน์ตัดสินใจทันทีว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้เขาเตรียมจะควักเงินออกมาจากในเสื้อคลุม
“โอเคผมเอาเล่มนี้นี่แหละ เถ้าแก่ บอกราคามาได้เลย!”
“100,000 เซนนี”
“ห่ะ? เท่าไหร่นะครับ?”
“หนึ่งแสนถ้วน”
จอมเวทย์หนุ่มยืนแข็งเป็หินฉับพลันนึกว่าตนหูฝาด เขาถามเ้าของร้านอีกรอบ แต่คำตอบยังเหมือนเดิม บ้ามาก มันโคตรจะแพงเกินกว่าที่จะจ่ายไหวอาจจะเป็ราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาแล้ว
ไคน์กำลังนั่งนับวันรอการเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งใหญ่ของตนเองแต่นั่นคืออีกประมาณ 4-5 เดือนข้างหน้า พอหักลบคูณหารจากต้นทุนทั้งหมดยังไม่รู้เลยว่าจะเหลือกำไรเท่าไหร่ อีกทั้งต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้หาซื้อเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่ๆ ด้วย
‘งานเข้าแล้วสิ’
โจราจทราบว่าเด็กหนุ่มมีเงินในกระเป๋าไม่พอเลยพยายามแนะนำบางอย่างเพื่อหาทางออกให้
“ในป่ารอบหมู่บ้านไม่ขาดแคลนพวกสไลม์ระยะนี้ถึงเวลาแพร่พันธุ์ ไปล่าพวกมันแล้วเอาแกนกลางของมันมาขายฉันสิฉันกำลัง้ามันมาก เธอหามามันได้เท่าไหร่ ฉันรับซื้อหมดเลย ทุกชนิด”