หลายราตรีผันผ่านไปนับจากคืนที่เจี้ยนหลินตั้งปณิธานเงียบงันไว้กับตนเอง ชีวิตของเด็กหนุ่มในสำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ (云清剑宗 - Yún Qīng Jiàn Zōng) ยังคงดำเนินไปในวังวนเดิมๆ ตื่นแต่ไก่โห่เพื่อทำงานรับใช้ในสวนสมุนไพรและโรงครัว แลกกับอาหารประทังชีวิตและเศษเสี้ยวทรัพยากรที่แทบจะไม่เพียงพอต่อการบำเพ็ญเพียร (修炼 - Xiūliàn) อันเชื่องช้าราวกับเต่าคลานของเขา ทว่า...ภายใต้ท่าทีที่สงบเสงี่ยมและก้มหน้ายอมรับชะตากรรมนั้น มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ ดุจเมล็ดพันธุ์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนดิน รอคอยวสันตฤดูที่จะมาเยือน
ทุกค่ำคืน หลังจากการทำงานอันหนักหน่วงจนแทบจะหมดเรี่ยวแรง เจี้ยนหลินจะขังตนเองอยู่ในห้องพักอันคับแคบ แสงเทียนริบหรี่เพียงดวงเดียวส่องให้เห็นเงาร่างผอมบางของเขากำลังเคลื่อนไหวอย่างแ่เบา ทว่ามั่นคงกว่าเดิมทีละน้อย เขาไม่ได้โคจรพลังปราณ (灵气 - Língqì) ที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างเชื่องช้าจนน่าท้อแท้ แต่กำลัง "ร่ายรำ" ไปกับกิ่งไม้แห้งที่เขาพยายามจะจินตนาการให้มันเป็กระบี่เล่มหนึ่ง
เพลงกระบี่ "เมฆาไหล" (流云剑法 - Liú Yún Jiàn Fǎ) ที่เขา "ยืม" มาจากความทรงจำอันแจ่มชัดของศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵 - Yuè Qīnglíng) นั้นงดงามและพลิ้วไหว ทว่าสำหรับเจี้ยนหลินแล้ว มันคือความท้าทายอันยิ่งใหญ่ การควบคุมร่างกายที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ให้เคลื่อนไหวตามท่วงท่าที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความสมดุลนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยแม้แต่น้อย เหงื่อเม็ดแล้วเม็ดเล่าไหลซึมออกมาจากร่างที่ผอมบางนั้น กลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นดินและกลิ่นยาจางๆ จากาแเก่าที่ยังไม่หายสนิทดีนัก กลายเป็กลิ่นอายเฉพาะตัวของความพยายามอันเงียบงัน
เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง กิ่งไม้ในมือหลุดกระเด็นไปบ้าง หรือบางครั้งก็สะดุดขาตนเองจนเกือบล้มหน้าคะมำ แต่ทุกครั้งที่พลาดพลั้ง แววตาของเด็กหนุ่มกลับยิ่งทอประกายมุ่งมั่นมากขึ้น ความทรงจำอันเป็เลิศของเขาทำให้เขาสามารถ "เห็น" ภาพการร่ายรำกระบี่ของศิษย์พี่หญิงได้อย่างชัดเจนในห้วงคำนึง เขาวิเคราะห์ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการบิดเอว ทุกการย่างเท้า และพยายามเลียนแบบมันอย่างสุดความสามารถ สัญชาตญาณบางอย่างที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ คอยกระซิบชี้นำการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ลึกๆ แม้ร่างกายและพลังปราณจะยังตาม "ความเข้าใจ" นั้นไม่ทัน แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าตนเองกำลังเข้าใกล้ "บางสิ่ง" มากขึ้นทีละน้อย
สิ่งที่ยากที่สุดคือการ "ก่อรูป" พลังพฤกษา (草木之力 - Cǎomù zhī Lì) ให้เป็ "กระบี่ไม้" (木剑 - Mù Jiàn) ที่มีคุณภาพพอจะใช้ฝึกฝนได้ ใน่แรก กระบี่ไม้ที่เขาสร้างขึ้นนั้นทั้งหยาบ เปราะ และหนักอึ้ง แต่หลังจากคืนนั้น คืนที่เขารู้สึกถึง "บางสิ่ง" ที่แตกต่างในตอนที่ใช้กิ่งไม้ฟาดหวังเปียว เขาก็เริ่มพยายามที่จะ "สื่อสาร" กับพลังพฤกษาของตนเองมากขึ้น เขาพยายามจะ "รู้สึก" ถึงมัน ไม่ใช่แค่สั่งการอย่างไร้สติ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยังคงห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ แต่กระบี่ไม้ที่เขาสร้างขึ้นในแต่ละวันก็เริ่มมีรูปทรงที่ดีขึ้นทีละน้อย แม้จะยังคงดูเหมือนท่อนไม้เหลามากกว่าจะเป็กระบี่จริงก็ตาม...
เช้าวันหนึ่ง หลังจากการทำงานหนักในสวนสมุนไพรจนตะวันคล้อยบ่าย เจี้ยนหลินแบกร่างที่อ่อนล้าไปยังลำธารเล็กๆ หลังเรือนพักศิษย์นอก ที่นี่เป็สถานที่ค่อนข้างสงบและไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เขามักจะมาพักผ่อนและทบทวนสิ่งที่ "เห็น" มาในแต่ละวันที่นี่ ขณะที่กำลังล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นอยู่นั้น เสียงของลู่ฉุย (陆魁 - Lù Kuí) ก็ดังขึ้นจากทางเดิน้า "ดูเ้าเด็กนั่นสิ ยังคงทำหน้าซังกะตายขุดดินดายหญ้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สงสัยชาตินี้คงจะได้เลื่อนขั้นเป็หัวหน้าคนสวนกระมัง ฮ่าๆๆ"
เจี้ยนหลินเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าวักน้ำขึ้นล้างหน้าต่อไป ไม่ได้กล่าววาจาใดๆ 'เสียงของสุนัขจิ้งจอก...ย่อมฟังดูไพเราะกว่าเสียงของคนบางจำพวกเป็แน่' เขาคิดในใจอย่างราบเรียบ 'อย่างน้อยสุนัขจิ้งจอกก็ยังรู้จักหาอาหารกินเอง ไม่ได้คอยแต่จะแย่งชิงจากผู้อื่น'
เมื่อลู่ฉุยเห็นว่าเจี้ยนหลินไม่ตอบโต้ ก็ได้แต่แค่นเสียงอย่างไม่พอใจแล้วเดินจากไป ทิ้งให้เจี้ยนหลินอยู่กับความเงียบและเสียงน้ำไหลในลำธาร เขาถอนหายใจเบาๆ ความเหนื่อยล้าและความคับข้องใจถาโถมเข้ามาอีกครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะจมดิ่งไปกับความรู้สึกนั้น เสียงฝีเท้าแ่เบาคู่หนึ่งก็ดังมาจากอีกทางหนึ่ง
อาจารย์ซ่ง (宋长老 - Sòng Zhǎnglǎo) ผู้าุโประจำหอตำรา ผู้ซึ่งปกติแล้วแทบจะไม่เคยย่างเท้าออกมาจากอาณาจักรแห่งม้วนตำรา วันนี้กลับเดินตรงมายังริมลำธารที่เจี้ยนหลินนั่งอยู่ ท่านหยุดยืนมองเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเหม่อมองผิวน้ำอย่างเงียบงัน สายตาอันเฉียบคมดุจเหยี่ยวของท่านกวาดมองไปทั่วร่างผอมบางนั้นอย่างพิจารณา
"เ้าคือเจี้ยนหลินสินะ" อาจารย์ซ่งเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรก น้ำเสียงของท่านแหบพร่าเล็กน้อยแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง
เจี้ยนหลินสะดุ้งเล็กน้อย รีบลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคารวะ "ศิษย์เจี้ยนหลินคารวะท่านผู้าุโซ่งขอรับ"
อาจารย์ซ่งพยักหน้ารับเบาๆ "ข้าเห็นเ้ามานั่งอยู่ที่นี่บ่อยครั้ง...ดูเหมือนจะครุ่นคิดอะไรอยู่เสมอ"
เจี้ยนหลินก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี "ศิษย์เพียงแค่...มาพักผ่อนขอรับ"
"พักผ่อนรึ?" อาจารย์ซ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "หรือว่ากำลังทบทวนกระบวนท่าที่เห็นมาจากลานฝึกฝนกันแน่?"
คำพูดนั้นทำให้เจี้ยนหลินใจหายวาบ! ท่านผู้าุโผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบจดจำท่าร่างของผู้อื่น? หรือว่าการฝึกฝนอย่างลับๆ ของเขาถูกค้นพบเสียแล้ว? เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นที่ฝ่ามือ
อาจารย์ซ่งมองท่าทางตื่นตระหนกของเด็กหนุ่มแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ซึ่งเป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง "อย่าได้กังวลไปเลย ข้าไม่ได้มาเพื่อจะตำหนิเ้า แต่การฝึกฝนกายบริหารพื้นฐานของเ้าเมื่อหลายวันก่อนนั้น...ดูจะมีบางอย่างที่น่าสนใจ"
เจี้ยนหลินเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ
"ท่าร่างของเ้า แม้พลังปราณจะยังอ่อนด้อย แต่กลับมีความแม่นยำและความเข้าใจในหลักการเคลื่อนไหวที่ดูจะเกินเลยกว่าระดับของศิษย์นอกทั่วไปอยู่บ้าง" อาจารย์ซ่งกล่าวต่อ "บอกข้ามาตามตรง เ้าได้เรียนรู้สิ่งใดมาเป็พิเศษหรือไม่?"
นี่คือโอกาส...หรือกับดัก? เจี้ยนหลินครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถเปิดเผยเื่จิตกระบี่หรือความทรงจำอันเป็เลิศของตนเองได้ แต่การโกหกผู้าุโระดับนี้ก็ไม่ใช่เื่ฉลาดนัก
"ศิษย์เพียงแค่...พยายามจดจำและทำความเข้าใจจากสิ่งที่เคยเห็นศิษย์พี่ท่านอื่นฝึกฝนขอรับ" เจี้ยนหลินตอบตามความจริงไปส่วนหนึ่ง "ศิษย์รู้ตัวว่าพลังปราณของศิษย์ก้าวหน้าช้า จึงพยายามจะชดเชยด้วยความเข้าใจในท่าร่างให้มากขึ้น"
อาจารย์ซ่งพยักหน้าช้าๆ แววตาของท่านยังคงยากจะหยั่งถึง "ความพยายามเป็สิ่งที่ดี...แต่การฝึกฝนโดยปราศจากผู้ชี้แนะที่ถูกต้อง บางครั้งก็อาจจะนำไปสู่หนทางที่ผิดพลาดได้" ท่านกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงันเหมือนตอนที่มา ทิ้งให้เจี้ยนหลินยืนงงงวยอยู่กับคำพูดที่แฝงนัยยะและความหวังบางอย่างที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นในใจ
เมื่ออาจารย์ซ่งลับสายตาไปแล้ว เจี้ยนหลินจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เขายังไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี แต่คำพูดของผู้าุโซ่งก็ทำให้เขารู้สึกว่า...บางที ในสำนักอันกว้างใหญ่นี้ อาจจะมีใครบางคนที่มองเห็น "บางสิ่ง" ในตัวเขาก็เป็ได้
และความคิดนั้นก็ทำให้เขานึกถึงอีกคนหนึ่ง...ศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง
ด้วยความคิดนั้น เขาก็ตัดสินใจเดินไปยังทิศทางของลานฝึกฝนส่วนกลาง บางทีวันนี้ เขาอาจจะได้ "ยืม" กระบวนท่าใหม่ๆ มาฝึกฝนเพิ่มเติมอีกก็เป็ได้ และบางที...เขาอาจจะได้เห็นเงาร่างอันสง่างามนั้นอีกครั้ง
เมื่อไปถึงลานฝึก เขาก็เห็นนางจริงๆ ศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิงกำลังร่ายรำเพลงกระบี่ "เมฆาพิรุณ" (雨云剑法 - Yǔ Yún Jiàn Fǎ) อยู่ท่ามกลางสายตาชื่นชมของศิษย์หลายคน ท่วงท่าของนางงดงามดุจเทพธิดากำลังโปรยปรายหยาดฝนทิพย์ ทุกการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบและคมกล้า บังเกิดเป็ไอหมอกสีขาวจางๆ ล้อมรอบตัวนาง
เจี้ยนหลินหยุดยืนมองจากระยะไกล ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังทุกท่วงท่าของนางอย่างไม่กระพริบ พยายามจดจำทุกรายละเอียดไว้ในสมอง ความงดงามและความแข็งแกร่งนั้นช่างห่างไกลจากตัวเขาในตอนนี้นัก...แต่สักวันหนึ่ง...สักวันหนึ่งเขาจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้! ไม่ใช่เพื่อใครอื่น...แต่เพื่อตัวของเขาเอง เพื่อลบล้างคำว่า "ไร้ค่า" ที่ตราหน้าเขามาตลอด
(จบตอน 3)