สายลมเยือกเย็นที่เล็ดลอดช่องว่างลดเลี้ยวระหว่างผู้คนที่ยืนเบียดเสียดบนรถไฟพอจะช่วยให้ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหน้าคมเข้มที่ยืนสะพายเป้ขนาดใหญ่พอได้หายใจออกบ้างเขาขยับตัวและหันหน้าไปทางหน้าต่างเพื่อหวังจะได้อากาศจากภายนอกมาช่วยอีกสักเล็กน้อย
เขายืนกระสับกระส่ายเพราะความแออัดและเมื่อยล้าจากการยืนมาเป็เวลานาน กว่าสองชั่วโมง จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากทุกสถานีที่ผ่านโดยไม่มีทีท่าว่าจะบางตาลงเมื่อใด
‘เฮ้อ!ไม่น่าดันทุรังเล้ย ขับรถมาเองก็สิ้นเื่’
เขารำพึงอย่างอ่อนล้าความปวดเมื่อยค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงไหล่ทั้งสอง
ไม่ถึงอึดใจต่อมาผู้คนรอบข้างเริ่มขยับตัวกันทั่วหน้าเป็สัญญาณบอกให้รู้ว่า สถานีข้างหน้าต้องเป็สถานีหลักสักแห่ง แต่ก็ช่างเถอะเขาเองก็ไม่มีแก่ใจจะคิดแล้วว่าถึงที่ไหน ขอแค่ให้มีที่นั่งเหลือบ้างก็พอ
รถเทียบชานชลาสถานีใหญ่ประจำจังหวัดคนกว่าครึ่งทยอยเดินลงบันไดเล็กๆ ข้างโบกี้เป็แถวยาวชายหนุ่มขยับตัวไปใกล้หน้าต่าง เขารีบหย่อนตัวลงนั่ง ก่อนจะสังเกตคนตรงหน้า
ที่นั่งบนรถไฟเป็เก้าอี้ยาวสองตัวหันหน้าเข้าหากันมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ต้องเปิดโดยดันกรอบกระจกลงด้านล่างเขาเริ่มสังเกตเพื่อนร่วมทางตรงหน้าเสื้อยาวตัวใหญ่มีฮู้ดช่วยปกปิดให้เ้าตัวหลบพ้นจากความสนใจของคนรอบข้างได้ดีกางเกงยีนส์ที่เข้มทรงกระบอกกับรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินดูทะมัดทะแมงท่านั่งกอดเป้ขนาดใหญ่ทำให้เดายากนักหนาว่าหญิงหรือชาย ถัดจากหนุ่มเสื้อฮู้ดเป็หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีน้ำตาลกางเกงผ้าสีดำทรงสุภาพ
‘เอาน่า คนนั่งใกล้ก็ดูท่าจะไว้ใจได้ค่อยกล้านอนหน่อย’
เขาเลียนแบบท่าทางของหนุ่มฝั่งตรงข้าม เอาหัวพิงกรอบหน้าต่างกระจกสายตาทอดยาวทะลุกระจกบานกว้างที่เปิดไว้เพียงครึ่งออกไป
เปลือกตาที่แข็งขืนเริ่มจะทนการรุกรานของความปวดเมื่อยไม่ไหวเขาหลับตาลงช้าๆ ในขณะที่รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง เสียงฉึกฉักค่อยๆ แ่เบาลงผสานกับลมที่พัดแรงผ่านเข้ามาทางช่องแคบยาวของหน้าต่างบานกว้างทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไป
“เอี๊ยด! ตึ้ง!”
แรงกระแทกจากสิ่งที่มาปะทะอย่างแรงทำให้คางของเขาถึงทำชาไป เขาลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็พบว่ามีใบหน้าของใครอีกคนจ่ออยู่ตรงหน้า ร่างนั้นคร่อมร่างของเขาอยู่ปากต่อปากทาบทับกันในท่าเฉียงเล็กน้อย ดวงตากลมโตของฝ่ายตรงข้ามเบิกกว้างอย่างใสุดขีด
“โอ๊ะ!”
เธอผงะออกแต่ฮู้ดเสื้อตัวใหญ่ครอบหัวเขาอยู่ทำให้หน้าของเธอเขากับยังอยู่แนบชิดกัน ปลายจมูกรั้นๆของเธอเบียดแนบอยู่กับจมูกโด่งคมสันของเขา ลมหายใจรดกันเบา
เขาสูดหายใจเอากลิ่นหอมอ่อนๆของหญิงสาวตรงหน้าเข้าไปเต็มปอด กลิ่นจางของแป้งเด็กผสมกับกลิ่นผิวของเธอทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์
เธอดิ้นอยู่สักครู่จึงเอามือสองข้างดึงฮู้ดที่คลุมหัวเขาอยู่ออกแต่กลับทำให้หน้าอกของเธอเบียดเข้ากับหน้าอกของเขาด้วยความใที่ร่างของเธอทับลงมือ สายฟ้าจึงอยู่ในท่าที่กอดเธอไว้
“อึ๊ยย....”
สิ้นเสียงร่างเล็กนั้นผลักอกเขาเต็มแรง
“อ้าวคุณคุณล้มทับผมเองนะ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
อีกฝ่ายถลึงตาขึ้นดวงตากลมโตมีประกายวาววามอย่างเอาเื่
“คุณน่าจะระวังกว่านี้นะ”
“เหตุสุดวิสัยนะครับคุณ”
‘เขา’ แม้จะทำหน้าตาซื่อปนเย้าในที คิ้วหนาสั้นตัดเฉียงลงเท่าหางตาจมูกโด่งสวยได้รูป ริมฝีปากสีชมพูมีรอยหยักมุมปากดูราวกำลังยิ้มเยาะ
ผิวขาวจัดเกือบซีด ทำให้เขาดูแตกต่างจากคนรอบข้างอย่างชัดเจนแถมยังแขนขาที่ยาวเกะกะนี่เอง ประเมินได้ว่าเขาคงจะมีความสูงมากกว่ามาตรฐานชายไทยอยู่ไม่น้อย
แก้มขาวใสอมชมพูนั้นจึงยิ่งเพิ่มความเข้มขึ้นเป็ลำดับเธอเสก้มลงเก็บเป้ที่ตกอยู่บนพื้น แล้วรีบก้มหน้างุดเดินหนีออกจากโบกี้ไป
“เฮ้!เดี๋ยวสิคุณ” เขาร้องตามแต่ไม่ทันเสียแล้ว
หญิงสาวเอาฮู้ดขึ้นปิดศีรษะเร่งจากไปด้วยความอาย
‘โอ๊ย! นี่มันจูบแรกของฉันเลยนะ’
เธอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาถูริมฝีปากไปมาไออุ่นจากริมฝีปากของเขายังติดตรึง กลิ่นโคโลญจ์อ่อนๆ จากผิวกายเขาที่เธอเผลอสูดเข้าไป
ไม่ได้การแล้วต้องรีบหนี!
